ทำไม clinical instructor และ faculty academic จึงไม่สอนแบบ integrative clinical education ให้แก่นศ....เพราะการจัดการเรียนการสอนวิชาชีพในไทยยังคงขาดวิธีการให้เกิดกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลทางคลินิก
ผมมีโอกาสฟังบรรยายประสบการณ์ทางคลินิกจากอาจารย์ Audiologist ท่านหนึ่ง แม้ว่าจะอยู่ไม่ครบวันแต่ก็จับประเด็นนอกเหนือจากเนื้อหาวิชาการเรื่องการประเมินความผิดปกติของระบบการทรงท่า ได้แก่ อาการทรงตัวไม่ดี อาการวิงเวียนศรีษะ อาการน้ำในหูมากเกินไป อาการหมุนของตาไม่สัมพันธ์กับการหมุนของศรีษะ อาการล้มง่ายของผู้สูงอายุ อาการปวดศรีษะไมเกรน เป็นต้น
นักวิชาชีพทางการแพทย์ต้องฝึกกระบวนการคิดและวิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาวิธีการรักษาผู้ป่วย เน้นการพูดคุยกับผู้ป่วยด้วยคำถามและการหาคำตอบอย่างมีเหตุผลทางคลินิกไม่เกิน 5 ข้อ มีการพูดคุยและเน้นการให้คำปรึกษาถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาไม่เกิน 10 นาที ซึ่งถือเป็นระดับวิชาชีพที่มีประสบการณ์มากๆ
ประเด็นที่น่าสนใจมีดังนี้
- การทำงานเป็นทีมระหว่างวิชาชีพแพทย์ นักตรวจการได้ยิน นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด ที่มีการแสดงบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินและการฟื้นฟูสมรรถภาพในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติระบบการทรงท่า
- สหวิชาชีพต้องคิดและสร้างกระบวนการรักษาที่ผู้ป่วยกระทำแล้วเห็นผลการเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลาที่มาพบและทำการรักษา
- การกระทำแบบ Therapeutic intervention ต้องลดอาการของความผิดปกติได้บ้างจนถึงเห็นผลชัดเจนที่สุด มิใช่ลองการกระทำต่างๆ โดยขาดการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและหนทางแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยอย่างมีเหตุผลและความรู้ทางวิชาชีพ
- สหวิชาชีพต้องวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด เหมาะสมต่อปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยมากที่สุด เน้นคุณภาพของการรักษาที่ใช้เวลาสั้นที่สุด ควบคุมรายจ่ายสำหรับการรักษาไม่ให้มากจนเกินความจำเป็น
- Clinical educator ทั้งที่เป็นนักวิชาชีพและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต้องสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรนักศึกษาวิชาชีพทางการแพทย์จะสามารถคิดและให้เหตุผลทางคลินิกได้ชัดเจนก่อนการกระทำเพื่อตรวจหรือรักษาผู้ป่วย
- ตัวอย่างระบบการสอนทางคลินิกที่มาเลเซียที่น่าสนใจ เช่น การเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความรู้ความสามารถขณะฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก แล้วค่อยๆ ตรวจสอบซ้ำจาก Clinical instructor เพื่อยืนยันคุณภาพของ Therapeutic intervention หรือการให้นักศึกษาค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาจาก internet และประเมินว่าสามารถนำข้อมูลมาบอกเล่าแก่ผู้ป่วยได้คุณภาพอย่างไร (แบบข้อมูลถูกต้องและสื่อ animation ดี หรือแบบสื่อ animation ดีแต่ข้อมูลผิด หรือแย่ทั้งสองด้าน)
- คุณสมบัติของผู้ที่ได้ degree ทางวิชาชีพนั้น ไม่ว่าจะเรียนเนื้อหาวิชามากน้อยเพียงใด นักศึกษาต้องสอบผ่านความถนัดวิชาชีพในด้าน Communication skills, Assessment skills, Knowledge acquisition skills, Therapeutic intervention skills, Ethical thinking skills และ Clinical reasoning skills
- สถาบันที่สอนวิชาชีพต้องเน้นสร้างกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลและประสบประสานเนื้อหาวิชาการสู่การปฏิบัติทางคลินิกที่มีคุณภาพ มิใช่เรียนเนื้อหามากมายแต่ไม่รู้จะนำมาใช่รักษาผู้ป่วยอย่างไรกัน
- ปัจจุบันต้องปรับกระบวนทัศน์ของอาจารย์ให้เปิดใจกว้างรับรู้บทบาทการทำงานเป็นทีมระหว่างวิชาชีพ บางครั้งการทำงานร่วมกันจนมองดูคล้ายคลึงกันอาจมีเป้าหมายที่แตกต่างกันบนพื้นฐานแนวคิดของแต่ละวิชาชีพ หรือมีเป้าหมายเสริมกันเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับคุณภาพของการรักษามากที่สุดและนำไปสู่อาการของโรคที่ลดลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สวัสดีครับอาจารย์ ผมเคยมีประสบการณ์สอนเด็ก นิสิตแพทย์ปี4 โดยใช้วิธีแบบ "ไม่สอน แต่ให้คิด ไม่มีถูกผิด แต่ต้องค้นคว้า " ช่วงแรกเด็กเครียดมากเพราะกลัวตอบไม่ตรงโจทย์อาจารย์ แต่พอไปสักพัก ปรับตัวได้ก็ดีขึ้น ผมบอกเด็กๆ ว่าที่ไม่สอนมากเพราะไม่อยากให้ความคิดติดกรอบ (บังเอิญเนื้อหาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว สอนให้มององค์รวม เข้าใจบรืบท เพื่อดูแลเพื่อนมนุษย์ วิธีสอนก็ต้องเรียนกับมนุษย์) ดูได้ในบันทึก คนเป็นครู
ว่างๆ จะแวะมาอีกครับ
ขอบคุณสำหรับบันทึกและความคิดเห็นที่มีประโยชน์ครับคุณหมอโรจน์