วันนี้การกระทำของยะมานส่อเค้าให้ครูเห็นว่า เขาเข้าใจตัวเอง เข้าใจชีวิตมากขึ้น เขารู้ว่าเขาจะเดินไปอย่างไรให้ถึงจุดหมายในชีวิตของเขา แต่ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าเมื่อเขาสามารถฉุดเพื่อนขึ้นมาได้อีกคน นี่สิ...ที่ครูชื่นใจยิ่งกว่า

    ก่อนหน้านี้จากบันทึกที่ผ่านมา  ยะมาน....หนุ่มน้อยของครู...เพิ่งเริ่มคิดได้  และเค้าก็เริ่มต้นที่จะยอมรับ  และพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อการแก้ไขปมปัญหาในชีวิตการเรียน  และชีวิตครอบครัวที่ผิดพลาดไปในบางช่วงขณะแห่งชีวิตในอดีตของเค้าได้ดีขึ้นตามลำดับ....เป็นที่น่ายินดี...สำหรับครูที่รู้เห็นเหตุต่างๆ ของเค้า

    เปิดเทอมใหม่ๆ.......จากการพบกันในระหว่างที่หนุ่มน้อยกำลังวุ่นกับภาระงานแห่งการแก้ปมปัญหาเหล่านั้น....

    "ที่บ้าน(ผมกับพ่อ)ดีขึ้นมั๊ยยะมาน"

    "ครับ...ผมว่าดีขึ้นครับ...ก็ผมพยายามที่จะเข้าใจเค้านะครับ  พ่อเค้าก็ดีขึ้น...เค้าคงดีใจที่ผมมาแก้ 0 จนเกือบหมด  อยู่ๆ เค้าก็ถามผมว่าจะเอารางวัลอะไรดีล่ะ....ผมก็บอก  ผมไม่เอาหรอก  แต่เค้าก็จะให้ท่าเดียวคงดีใจน่ะครับครู"

     แล้วจุดที่ทำให้ครูยิ่งเป็นปลื้มไปกว่านั้นเมื่อ.....

     "ครู.....ถ้าผมไปตามเพื่อนมาสอบแก้ตัวของครู  ครูจะให้เค้าสอบแก้ใหม่มั๊ยล่ะครับ  นายวุฒิชัยน่ะครู"

     "เออ...ดีสิ  ครูก็อยากให้วุฒิชัยมันมาแก้ตัวนะ  แต่มันไม่ยอมมาท่าเดียว  ครูเคยคุยกะพี่ชายมันแล้ว  พี่ชายมันบอกครูว่ามันเฉยสนิทเลย  ไม่สนใจ  ไม่เอาอะไร  ขับมอ'ไซค์เที่ยวอย่างเดียว  แม่มันงี้ปวดหัวกับมันแล้ว  ผมตามมันมาได้เหรอลูก  เออๆ ช่วยๆ ดึงมันมาหน่อยก็ดีนะ  อีตอนนี้มันยังคิดไม่ได้  เดี๋ยวพอมันคิดได้มันจะเสียดายที่ไม่ได้อะไรไปเลย  ไปสิไปตามมันมา  ช่วยมันหน่อยนะยะมาน"

    "...ครับ..."   คำเดียวที่ครูค่อนข้างเชื่อใจในตัวเค้าว่าเค้าต้องทำได้  ...ไปตามเพื่อนมาได้...

และแล้ว...ยะมานก็ทำได้จริงๆ....

    ก่อนหน้านี้...ก่อนที่ยะมานจะมาสอบแก้ตัวในรายวิชาของครู  ในช่วงระหว่างที่ครูกำลังง่วนกับการสอบแก้ตัวให้กับเพื่อนๆ ของยะมานจนถึงเย็นมากๆ  และครูก็ได้พบกับลูกศิษย์เก่าของครูอีกคนหนึ่ง...วิศรุต(พี่ชายชายวุฒิชัย).....วิศรุตเองเคยเรียนกับครูในชั้น ม.3  หลังจากจบแล้วก็เข้าเรียนต่อในชั้น ม.4 จนถึง ม.5 

     ในเที่ยงวันนึงวิศรุตเดินเข้ามาคุยกับครูเพื่อปรึกษาเรื่องแผนชีวิตการเรียนของเขาหลังจากการลาออกจากโรงเรียนนี้  มันทำให้ครูงงแทบไม่ทันคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้กับศราวุฒิไปพักใหญ่  เนื่องจากเค้าเป็นเด็กผู้ชายที่เรียนดีกว่าใครอื่นในห้องเรียนนั้น  ซึ่งเขาก็มีกลุ่มเพื่อนที่ไม่ค่อยจะเรียนและคอยชักชวนให้ไม่เรียนอยู่เป็นประจำ  แต่เค้าก็ไม่ค่อยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมโดดเรียนกับเพื่อนเหล่านั้นมากนัก  เลยเป็นเหตุที่มาแห่งความอึดอัดใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเพื่อนๆ ที่มักจะปฏิเสธวิศรุตบ่อยครั้งขึ้นในระยะหลังๆ และนั่นมันทำให้เขาเข้ากับเพื่อนผู้ชายไม่ได้จนต้องย้ายกลุ่มไปอยู่กับเพื่อนผู้หญิงที่ตั้งใจเรียนมากกว่า  ในที่สุดเขาก็ไม่สามารถอดทนต่อไปได้อีก  ยืนกรานที่จะลาออกแม้ครูจะทัดทานเพียงใดก็ตาม  ครูอีกท่านที่ได้พบเห็นเหตุในชีวิตศราวุฒิคือครูภานุมาศ เราพูดคุยปรึกษากันอย่างเข้มข้น  รวมถึงน้องแนะแนวอีกท่านหนึ่งที่ช่วยกันทัดทานเพียงใดก็ไม่สามารถที่จะขัดขวางได้อีก  ในท้ายสุดเราก็เลยต้องแนะนำให้เขาไปเรียนต่อที่ กศน. เพื่อจะได้วุฒิ ม.6 เพราะเขาเคยเล่าความหวังในชีวิตให้ครูฟังว่า  เมื่อเค้าเรียนจบแล้วเค้าจะไปต่อที่วิทยาลัยประมงติณฯ อีกซัก 2 ปี ในสาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  หลังจากนั้นญาติที่ทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนชื่อดังก็จะช่วยเหลือเขาสนับสนุนเขาให้เข้าสู่ตำแหน่งงานทางด้านสัตว์น้ำในบริษัทนั้นเอง  

     ในเย็นวันนั้นวิศรุตกำลังจะมาเล่นฟุตบอลด้วยทรงผมที่ยาวรกรุงรัง  เมื่อเจอครูเขาตรงรี่มาไหว้ทักทาย  ครูเลยได้โอกาสแขวะเขาให้ไปตัดผมทรงหล่อๆ มาท่าจะดีกว่า  แซวกันเล็กน้อยจึงสบโอกาสให้ครูได้พูดคุยถามข่าวคราวของวุฒิชัยน้องชายของเขา...เขาบอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว  เตือนแล้วเตือนอีก  แถมด้วยตัวอย่างจากชีวิตตนเองที่เสียโอกาสทางการเรียนอย่างเต็มที่ในโรงเรียนที่อยากเรียนก็ไม่สามารถชักจูงน้องชายได้

    มาวันนี้...เจ้ายะมาน....หนุ่มน้อยของครูทำสำเร็จ....เขาสามารถไปลากเจ้าวุฒิชัยมาสอบแก้ตัวในรายวิชาต่างๆ ด้วยความเต็มใจจนเกือบหมดทุกวิชาเช่นกัน  โดยหนุ่มน้อยยะมานจะคอยช่วยเหลือเพื่อนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา  เมื่อวุฒิชัยต้องไปพบอาจารย์ในรายวิชาต่างๆ 

    ในระหว่างที่วุฒิชัยกำลังสอบแก้ตัววิชาของครูอยู่ใต้ถุนอาคารเรียน  เจ้าหนุ่มน้อยยะมานที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนเหลือบไปเห็นนักการหญิงคนหนึ่งกำลังขนกล่องกระดาษเก่าๆ ลงมาจากอาคารด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยกับงานเป็นกำลัง   แล้วเขาก็พูดขึ้นมา

   "ครูครับ.....ถ้าผมไม่เรียนหนังสือ...อนาคตผมก็คงต้องเป็นเหมือนพี่เค้าใช่มั๊ยครับ" (เออ....เจ้านี่มันคิดได้แฮะ.....และหวังว่าวุฒิชัยคงได้ยินและคิดตาม และคิดได้ในสิ่งที่มันพูดออกมาด้วยนะ" 

   วุฒิชัยพยามยามอยู่หลายวันเช่นกันโดยมีเจ้ายะมานคอยช่วยเหลืออยู่ข้างกายไม่ห่าง  นัยว่าเป็นคนนำเพื่อนกลับเข้ามาเลยต้องแสดงความรับผิดชอบกันหน่อย  ช่างเป็นภาพที่น่าปลื้มและน่ายินดีที่เขาสามารถช่วยเหลือเพื่อนได้อีกคนหนึ่ง  เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเจ้าสองคนนี่คงสอบผ่านหมดทุกวิชาแล้ว 

Yaman2

 

    นั่นอาจจะเป็นเพราะ  "เพื่อนช่วยเพื่อน"...."เพื่อนคุยกับเพื่อนได้ง่ายกว่า" ด้วยวิถีแห่งความเป็นเพื่อนที่ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย ....นั่นเอง

    สิ่งหนึ่งที่คนเป็นครูสามารถตระหนักได้ในวันนี้เมื่อเห็นภาพเหล่านี้  คือ  ในเรื่องของการพูดคุยให้คำปรึกษาและแนะนำนักเรียน  หากครูสามารถที่จะลดความห่างในเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยลงได้  คงจะทำให้เข้าถึงนักเรียน  เข้าใจปัญหาของนักเรียน  ตลอดจนการให้คำปรึกษาแนะนำการแก้ไขปัญหาที่ดีให้กับนักเรียนนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น