จิตเป็นพลังงานที่ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ
จิตนั้นต้องอาศัยองค์ประกอบสองอย่างในการทำงานนั่นก็คือ ตัวแท้ของจิตเดิมที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” และ “กรรม” (การกระทำ) ที่ทำจนเคยชินทำบ่อย ๆ ทำจนเป็นนิสัยและ “สันดาน”

จิตเดิมของเรานั้น “ดี” เราอย่างไรเสียทุกลมหายใจ จิตเราก็ต้องการที่จะคิดดี พูดดี และทำดี
แต่... ไอ้เจ้าประสบการณ์ หรือกรรมที่สั่งสมในดวงจิตของเรา ทำให้เกิดปัจจัยผันแปร (Variable Factor) ขึ้นมา เมื่อเราจะคิด พูด หรือทำสิ่งใด นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมจิตถึงเป็นกึ่งอัตโนมัติ

จิตเดิมนั้นเราไปทำอะไร แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเขาดีมาแต่เดิม บริสุทธิ์มาแต่เดิมแล้ว
แต่สิ่งที่หุ้มห่อ ฉาบทา “เปลือก” ของจิตที่เกิดขึ้จากกรรมหรือการกระทำนั้น ทำให้การคิด พูด ทำของเรานั้นแตกต่างกัน และ “เปลือก” นี่เอง เรากำหนดได้ และควบคุมได้

จิตประภัสสรจะแผ่พลังออกมาอย่างสู่สายตาโดยผ่านการคิด พูด ทำอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับเปลือก
จิตประภัสสรเขาแผ่ออกมาอย่างเดียวคือแสงสว่างแห่งความบริสุทธิ์
แสงนั้นเมื่อผ่านเปลือกสีใด ก็จะกลายเป็นสีนั้น
ผ่านสีดำ มืด แสงออกมาแทบไม่ได้ อำมหิต
ผ่านสีแดง เลวร้าย ทารุณ
ผ่านสีเขียว สีฟ้า เย็น ชื่นใจ พอได้
ถึงแม้ผ่านสีขาว แสงที่บริสุทธิ์ออกมาได้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
ดังนั้นจะเปรียบคนดีดั่งสีขาวก็เพียงแค่ดีกว่าสีดำหรือสีเทา...!
จิตของพระอรหันต์ หมดแล้วซึ่งการฉาบสี สีอะไรก็ไม่มี แม้แต่สีขาวก็ไม่มี
จิตของพระอรหันต์จึงเป็นอัตโนมัติ เหลือจิตเดียว เหลือแต่ปัจจัยหลัก ไม่มีปัจจัยแปรผันใด ๆ

ทุกวันนี้ “เรา” นำสีอะไรมาฉาบทาจิต กายและใจเราก็จะแสดงออกมาเป็นสีนั้น “สีแห่งกรรมนั้น”
ฉาบทาจิตไว้ด้วยกรรมแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง การคิด พูด ทำ ของเรานั้นก็จะออกมาในการเอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่ง เห็นแก่ตัว
ถ้าฉาบทาจิตด้วยสีขาว สีแดงก็จะจางลง สีดำก็จะกลายเป็นสีเทา แต่สีขาวอย่างไรก็เป็นสีขาว สีขาวก็บดบังความสว่างแห่งความบริสุทธิ์ไว้

ดังนั้น... สิ่งที่พอดีพอได้กับจิตกึ่งอัตโนมัตินี้ คือเราต้องสั่งสม “ความดี” ที่เป็นสีขาวในจิตไว้ให้มาก ๆ ด้วยการรับสื่อดี รับความรู้ดี
เมื่อจิตของเราทำงานปุ๊บ บางครั้งเราคิดไม่ทัน แต่การทำงานแบบกึ่งอัตโนมัตินั้น เมื่อแสงส่องผ่านออกมา เจอสีดำน้อยหน่อย สีแดงจาง ๆ การคิด พูด ทำ ก็พอดี พอได้ ดังนั้นเราต้องสั่งสม “กรรมดี” ไว้มาก ๆ โดยเฉพาะ “ความกตัญญู
จากนั้น พยายามลบสีต่าง ๆ ออกให้หมด เริ่มตั้งแต่สีดำ สีแดง หรือแม้กระทั่งสีขาว
ลบสีต่าง ๆ ออกด้วย “การให้”
ตั้งแต่มาอยู่วัดนี้ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา วัน ๆ หนึ่งมีแต่การให้ จึงได้รู้จิตที่เคยแย่ ๆ ของเรา ถ้าให้มากจิตของเราจะเจริญด้วยเมตตา กรุณา เมื่อให้ไปเรื่อย ๆ การยินดีต่อความสำเร็จของผู้อื่น “มุทิตา” ของเราจะเกิดขึ้นเอง เพราะเมตตากับกรุณาเป็นพื้นฐานให้
จากนั้นความนิ่ง ความเฉย ของเราจะนำพาสู่ “อุเบกขา” จิตไม่ฟู ไม่แฟ้บ
ซึ่งจะเริ่มต้นจากการไม่ฟูแต่คำชม แต่สิ่งดีที่ทำ คือ ทำไปตามหน้าที่ ใครว่าดีก็เฉย ๆ
จากนั้นจึงจะเริ่มต้นสู่ขั้นของการไม่แฟ้บจากคำด่า คำติชม สิ่งทั้งหลายนี้จะเกิดขึ้นและพัฒนาได้จากการเจริญเมตตาคือการให้

เราจึงต้องจัดการเปลือกที่หุ้มห่อจิตของเรานี้ด้วยการให้ ยิ่งให้ยิ่งล้าง ยิ่งให้ยิ่งได้รับ
รับยางลบ รับน้ำอันใสสะอาดมาลบความชั่ว ๆ เลว ๆ ที่เกาะ ที่หุ้มจิตของเราให้เอี่ยม
สีดำที่ติดอยู่ จะจางลงด้วยเพราะสีดำนั้นหมดไป มิใช่จางลงเพราะมีสีขาวมาฉาบทาไว้ที่ข้างบน ยิ่งทายิ่งหนา ถึงแม้คนมองจากข้างนอกจะดูขาวขึ้น แต่อย่างไรสีดำก็ยังอยู่ แสงสว่างหรือความดีจากข้างในก็ผ่านออกไปไม่ได้

การให้จะช่วย “ล้าง” สีดำออก ถึงแม้จะไม่ขาวขึ้น แต่สีดำนั้นจะค่อย ๆ หายไป ความสดใสจากแสงสว่างที่อยู่ภายในจะ “ผ่อง” ออกมา นั้นคือ “แสงสว่างอันแท้จริง”

ไฟซีนอน ไฟนีออน ไฟสปอร์ตไลท์ ไฟดวงใด ที่เปิดอยู่เวลากลางคืนจะสว่างมากสักแค่ไหน ก็สู้ความสว่างของดวงอาทิตย์เวลากลางวันนั้นไม่ได้
จิตอันประภัสสรนั่นคือดวงอาทิตย์ที่เจิดจรัส
จิตที่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่เอาความรู้มาประดับไว้ ก็ไม่ต่างอะไรที่กลางคืนเต็มไปด้วยไฟจากแสงนีออน เมื่อไฟฟ้าหมด แบตเกลี้ยง ความมืดก็จะกลับคืนเข้ามา ต้องเหนื่อย ต้องชาร์จ ต้องเสียเงินซื้อไฟฟ้า ซื้อน้ำกลั่น ต้องเหนื่อยทั้งกาย ทั้งใจ กับความไม่ยั่งยืนคงทน
สู้เขาแรง เขาเวลากลับจิตกลับใจมาหาความจริงแท้คือแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่ส่องให้เรามองเห็นทุกอณูบนโลกนี้ได้
ตอนกลางวันเราไม่กลัวผีเพราะเรามองเห็น เห็นทะลุปุโปร่ง
ตอนกลางคืนเรากลัวผีเพราะมองไม่เห็น เห็นไม่ทะลุปุโปร่ง ฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าจิตของเรามีสีฉาบทาไว้เราก็มองไม่เห็นทะลุปุโปร่ง เราก็หวาด เราก็กลัว

มาล้างจิตของเราวันนี้ด้วยการ “ให้”

การบ่อย ๆ ให้มาก ๆ ให้สั่งสมไว้เป็นล้างเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากจิตใจ
จิตเราจะกลับใสเป็น “จิตประภัสสร” เหมือนดั่งเดิม