เราเลือกรถธรรมดาเพื่อเดินทางไปยังวังเวียง หมายถึงว่า เกือบครึ่งวันจาก นครหลวงจนถึงวังเวียงอันเป็นเป้าหมาย เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนในรถคันนี้ ทุลักทุเลพอสมควร แต่สนุกครับ มาดูกันว่าความทุลักทุเลของพวกเรามีอย่างไรบ้าง

นครหลวงเวียงจันทร์

ฟ้าฉ่ำฝนค่ำคืนที่ผ่านมาทำให้ผมหลับสนิท และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดใส เรี่ยวแรงพลังเต็มที่

บ้านพักครูเอ๋ อยู่ห่างจากซุ้มประตูชัยเวียงจันทร์ ไม่เกินร้อยเมตร ขณะที่เราเดินทางไปสถานีขนส่งเพื่อเตรียมตัวไปวังเวียง ก็เห็นผู้คนวิ่ง เดิน ออกกำลังกายกันขวักไขว่ ครูเอ๋บอกว่าที่เวียงจันทร์ไม่มีสวนสุขภาพ ไม่มีที่ออกกำลังกายซึ่งในความผมก็แปลกดีเหมือนกันว่า พื้นที่กว้างใหญ่และมีต้นไม้ ธรรมชาติยังอยู่ครบ น่าจะมีสวนสาธารณะสำหรับให้ประชาชนใช้ในการพักผ่อน ออกกำลังกาย เช่นสวนรถไป สวนจตุจักร และสวนสาธารณะที่เป็นปอด เป็นพื้นที่สีเขียวของคนเมืองหลวงแห่งสยาม

 

ฟ้ามืดครึ้ม เรารู้สึกว่าอีกไม่นานฝนห่าใหญ่น่าจะมาถึง เราเร่งเท้าเดินให้ถึงสถานีขนส่งก่อนจะเปียกปอน ยิ่งเดินใกล้ถึงความเย็นของฝนที่เตรียมโปรยปรายยิ่งทำให้รู้สึกว่า ฝนน่าจะตกหนัก ...ซึ่งบททดสอบแรกของเช้าวันนี้ ไม่ใช่ปัญหาของนักเดินทางซำเหมา (กระเป๋าหนัก กระเป๋าตังค์เบา)แบบผมและเพื่อนๆแน่นอน

 

เราเลือกรถธรรมดาเพื่อเดินทางไปยังวังเวียง หมายถึงว่า เกือบครึ่งวันจาก นครหลวงจนถึงวังเวียงอันเป็นเป้าหมาย เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนในรถคันนี้ ทุลักทุเลพอสมควร แต่สนุกครับ มาดูกันว่าความทุลักทุเลของพวกเรามีอย่างไรบ้าง

 

ด้วยความรีบเราไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลย ตรงไปสถานีขนส่งก็รีบขึ้นรถทันที มีคนขับรถตะโกนปาวๆ "วังเวียง วังเวียง" สามหนุ่ม หนึ่งสาวกระโจนขึ้นรถทันที จับจองที่นั่งที่ยังเหลืออยู่

สนุกจริงๆครับ บนรถมีทั้งผัก ผลไม้ใส่ถุงพลาสติกมัดห้อยระโยงระยาง เหมือนรถพุ่มพวง สินค้าเกษตรถูกลำเลียงขึ้นสู่รถไปพร้อมกับผู้โดยสารด้วย เราถูกบีบอัดลงสู่เบาะแบบไม่ต้องลุกเดินไปไหนได้อีก เสียงอื้ออึงของผู้โดยสาร ความอลหม่านที่ไม่คุ้นชินแบบนี้ ทำให้ผมแอบยิ้มออกมาได้

โอ...นี่คือชีวิต  เราโชคดีที่ได้มาสัมผัสชีวิต แบบนี้ ลองมองไปรอบตัว เห็นคนหลากหลาย ฝรั่งสองคนข้างหน้าก็คงเป็นแบคแพคเกอร์แบบเรา จุดหมายเพื่อการเดินทางเรียนรู้เหมือนพวกเรา แม่ลูกสองกระเตงพาลูกทั้งสองคนพาไปซุกในร่องเล็กๆข้างที่นั่งเธอ ...เด็กน้อยยังหลับ ไม่นานก็ตื่นพร้อมนมแม่ที่คาปากเพื่อกันร้อง เธอพัดโบกลมให้ลูกน้อยที่นอนดูดนมแบบมีความสุขจากอกแม่...

 Vv

กระสอบหอมหัวใหญ่ถูกคนแข็งแรงบางคน ดันยัดขึ้นมาบนรถเต็มทางเดิน กลิ่นหอมหัวใหญ่บนรถนี่ไม่อยากบรรยายเท่าไหร่...ดร.กะปุ๋ม เธอแอบยิ้มๆส่งมาจากที่นั่งอีกฝั่งเธอคงเป็นห่วงผมกับดิเรกเป็นแน่ ผมยังยกนิ้วโป้งบอก "สู้ๆ"  บัดนี้เราถูกแยกกันด้วยกระสอบหอมหัวใหญ่ สองสามกระสอบที่เรียงคั้นกลาง

 

รถบอกจะออก เจ็ดโมง เกือบจะเจ็ดครึ่งแล้ว ทำไมยังไม่ออกละครับ...

 

รถจะออกได้ก็เจ็ดโมงเกือบสี่สิบนาทีคนแน่นรถ ฝนเริ่มตกอย่างหนักตามที่พวกเราคาดการณ์ หน้าต่างรถถูกปิดลงแบบลำบาก เพราะความฝืดของสนิมที่เกาะแน่น ผ้าม่านเก่าๆที่ยับยู่หลายคนในรถใช้อุดรูรั่วฝน บรรยากาศอลม่านอีกแล้ว...สนุกจังครับ หลายคนในรถคงหมั่นใส้อีตาบ้าคนหนึ่งที่นั่งอมยิ้มอยู่ได้...

 

ฤกษ์งามยามเหมาะ รถเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เสียงกึงๆของเครื่องยนต์ทำให้ผมคิดว่ามันจะถึงวังเวียงหรือเปล่า(วะ)นี่ แต่เอาเถอะ อย่างน้อยคิดว่าทุกคนมั่นใจ เอาก็เอา ไปไหนก็ไป ...

 

ฝนตกหนัก เบาสลับไปตามทาง หญิงวัยกลางคนพยายามจะม้วนผ้าม่านเก่าของรถยัดช่องกระจกข้างรถที่ปิดไม่สนิท ด้านติดหน้าต่าง เธอเปียกปอนพอสมควร ฝนจากรูรั่วแห่งหนึ่งบนรถหยดลงมาบนหลังเพื่อนดิเรกพอชื้น เขาก็ยังนั่งยิ้มไม่ต่างจากผม

 

เสียงคนเก็บตั๋ว เล่าเรื่องโจ๊กหัวเราะกับผู้โดยสารแบบกันเอง ผมพอฟังออก นึกชมในใจว่าพฤติกรรมบริการที่แสนแนบเนียนนี้แสดงถึงความสุขในใจของคนที่นี่ ดูง่ายๆแต่จริงใจบอกไม่ถูก

 

ลุงเก็บตั๋วถามผมและเพื่อนว่ามาจากใส?? ผมบอกว่า "กรุงเทพฯ" ลุงยิ้มๆตะโกน "คนไทยๆ" ลุงก็บอกราคาตั๋ว พร้อมกับช่วยคำนวณเป็นเงินไทยให้อย่างสนุกเช่นกัน...สนนราคาโดยสารร้อยกว่าบาท ไม่แพงเลยสำหรับประสบการณ์ที่ดี ที่รถวีไอพีไม่มี

 

ลุงเก็บตั๋วยังแซวผู้โดยสารคนนั้นคนนี้ไม่ขาดปาก เสียงหัวเราะในรถครื้นเครง ทำให้เราพลอยสนุกสนานไปด้วย ...และต้องขอบคุณคุณลุงที่เอาใจผู้โดยสาร คนไทยแบบเรา เอาใจใส่ฝรั่งที่อยู่ตรงหน้าไปด้วย เสียงเพลงที่เขาเปิดเป็นเพลงไทยสลับกับเพลงฝรั่ง ทำให้ไทยและฝรั่งยิ้มแก้มแทบปริอีกเช่นเคย

 

เพลงฝนตกที่หน้าต่าง ของโลโซ ดังขึ้น...ทำเอาผมกับดิเรกสบตากัน ยิ้มอีกชุดใหญ่ แหม...คุณลุงครับ ผมขอขอบคุณมากครับ !!! เข้าบรรยากาศจริงๆ ฝนที่พรำลงมาอย่างไม่ขี้เกียจ ตกมาเถอะฝน...ข้าวกล้าในนาชาวนาจะได้ชุ่มฉ่ำ

 

ใกล้ถึงวังเวียงแล้ว (ดร.กะปุ๋ม ตะโกนบอกผมผ่านกระสอบหอมหัวใหญ่)  ผมก็คิดว่าเช่นนั้นเพราะนี่ก็นานแล้ว น่าจะถึงซะที (ฮา) เริ่มมีอาการปวดเบาอยากเข้าห้องน้ำตามวาระธรรมชาติ เสียงผู้โดยสารข้างหลังรถตะโกนบอกคนขับรถ ได้ยินกันหมดว่า "ปวดเยี่ยว..ววว"  อืมม์...เสียงสวรรค์

 

ไม่รอช้าคนขับรถจอดในทันที...ไหนละห้องน้ำ เชื่อมั้ยครับคนในรถลงไปทำธุระเกือบหมด ไปห้องน้ำที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก ตามสุมทุมพุ่มไม้ เลือกทำเลเหมาะแล้วผิวปากอย่างสบายอารมณ์ คุณผู้ชายนี่ไม่ห่วงวาดลวดลายได้เต็มที่ แต่คุณผู้หญิงนี่สิครับที่นี่ก็ไม่น่าห่วงเหมือนกัน สาวลาวคนสวยข้างหลังผมเธอหายไปพักใหญ่ พร้อมสีหน้าสดชื่น...ปลดปล่อยๆ ผมยังนั่งบื้ออยู่ที่เบาะไม่กล้าลง  เอาเถอะ อดทนเอาสักนิดดีกว่าใกล้ถึงแล้ว...

 

ผู้โดยสารลงรายทางเป็นระยะๆตามธรรมชาติของรถไอติมละลายช้า ...

ไม่นานถึงวังเวียงจุดหมายปลายทางของเรา สามหนุ่มหนึ่งสาวกระโจนลงรถคล่องแคล่วเหมือนขามา ...

 

ก้าวแรกก็สะดุดตาสะดุดใจ กับบรรยากาศของเมืองแห่งธรรมชาติเสียแล้ว หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

 

แต่ที่ยังไม่หาย คือ ผมขอหาห้องน้ำก่อนนะครับท่านผู้อ่าน รอติดตามบันทึกวังเวียงตอนต่อไปครับ...ผมไม่ไหวแล้วครับ!!!