ฉุกเฉิน..ตั้งสติก่อนแล้วกด...1669….

             การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญมากในการที่จะทำให้การรักษาคนบาดเจ็บเกิดความปลอดภัยมากขึ้นและลดการพิการที่อาจจะเกิดจากการเคลื่อนย้ายคนเจ็บในกรณีที่มีกระดูกส่วนอื่นๆหักร่วมด้วย ซึ่งเวลาที่มีอุบัติเหตุหรือเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น หน่วยงานที่จะไปถึงสถานที่เร็วที่สุด บางทีก็เป็นหน่วยทีมฉุกเฉินนเรนทร์ทร รพ.ราชวิถี, ศูนย์กู้ชีพเลิดสิน รพ.เลิดสินหรือทีมฉุกเฉินในเครือ มูลนิธิต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยผู้ป่วยได้ถูกวิธีเพราะได้รับการฝึกมาอย่างดี

                             

            พลเมืองดีหรือผู้ประสบเหตุที่มาถึงก่อนทีมดังกล่าว ซึ่งบางทีความปารถนาดีในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ดังกล่าว อาจทำให้การช่วยเหลือคนเจ็บไม่ถูกวิธี อาจทำให้อันตรายเป็นอัมพาตได้หรืออาจทำให้ผู้ช่วยเหลือเองได้รับอันตรายจากการเข้าไปช่วย เนื่องจากไม่ได้ประเมินสถานการณ์ก่อน เช่น การที่คุณคริสโตเฟอร์ เข้าไปช่วยคนเกิดอุบัติเหตุบนไหล่ทาง แล้วเป็นช่วงที่มืดทำให้รถอื่นมองไม่เห็น โดนรถชนจนได้รับอุบัติเหตุซ้ำสอง ส่งผลกระทบถึงสุขภาพถึงปัจจุบันและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และเหตุการณ์เมื่อเร็วๆนี้ที่พระเมาอาละวาดคลุ้มคลั่งแทงตัวเอง พลเมืองดีเห็นเหตุการณ์จะเข้าไปช่วย เลยโทรบอกตำรวจให้เอารถพยาบาลมารับ แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดพระก็ลุกขึ้นเอามีดมาแทงคนนั้นจนตายแล้ววิ่งข้ามถนนมาแทงอีกคนหนึ่งสาหัสมาตายที่รพ. เหตุการณ์เหล่านี้พลเมืองดีกลายเป็นผู้ได้รับเคราะห์แทน ดังนั้นการประเมินสถานการณ์ ประเมินสภาพผู้ป่วยสำคัญมาก

                    

          สถาบันมะเร็งแห่งชาติ คำนึงถึงเรื่องนี้ได้จัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแก่บุคลากรที่สนใจในวันที่ 12-13 พ.ค.51 ได้เรียนรู้และพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งได้ประโยชน์อย่างมาก อย่างน้อยเราก็จะได้รู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น เมื่อเราพบเหตุการณ์เกิดขึ้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ที่ชำนาญการไปถึง ซึ่งการอบรมครั้งนี้ต้องขอบคุณทีมศูนย์กู้ชีพเลิดสิน โรงพยาบาลเลิดสิน ที่มาเป็นวิทยากรในการสอนวิธีการต่างๆเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น ผู้เขียนจึงนำสิ่งสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์จากการอบรมและข้อมูลที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟัง

                               

          การประเมินสถานการณ์

          เป็นสิ่งแรกและสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการประเมินสภาพผู้ป่วย เริ่มตั้งแต่เข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ ต้องพิจารณาดูว่ามีสิ่งใดที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่ตนเองได้ เพื่อความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้ท่านกลายเป็นคนเจ็บเสียเอง

                            

          ขั้นตอนในการปฏิบัติ ณ. จุดเกิดเหตุ

1.      การป้องกันตนเองจากสิ่งต่างๆ เช่น ถุงมือ ผ้าปิดจมูก เสื้อคลุม แว่นป้องกันดวงตา

2.      ความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุเช่น ที่เกิดระเบิด รถชนอาจมีการระเบิดซ้ำจากแก๊สหรือถังน้ำมัน คนร้ายมีอาวุธแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรง สารพิษเช่นบริเวณมีออกซิเจนไม่เพียงพอ การระวังผู้อื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ตกเป็นผู้บาดเจ็บเสียเอง ถ้าสถานการณ์ไม่ปลอดภัยต้องทำให้ปลอดภัยเสียก่อน

·       ความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวต้อง

1.      จอดรถให้ห่างที่เกิดเหตุ 100 ฟุตหรืออยู่เหนือลม

2.      สังเกตและวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ได้แก่

-          เหตุฉุกเฉินหรือการบาดเจ็บ

-          จำนวนผู้ป่วย/ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

-          แหล่งช่วยเหลือที่เราต้องการ และสามารถขอความช่วยเหลือได้เร็วหรือไม่

-          ถ้ามีความเสี่ยงสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ต้องหาวิธีลดความเสี่ยง

3.  ในสถานการณ์การทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นทำร้าย ต้อง

·       ไม่ควรเข้าไปในสถานการณ์นั้น จนกว่าตำรวจจะบอกว่า 

ปลอดภัย

·       จัดและเปิดทางสำหรับออกไปได้ตลอดเวลา

·       ยึดมั่นว่าเราเป็นบุคลากรสาธารณสุข ไม่ใช่ตำรวจ

·       บอกกับบุคคลที่สิ้นหวังว่า เรามาช่วยเหลือ

·       อธิบายสิ่งที่เราทำในน้ำเสียงที่สงบ มั่นใจ และจริงใจ

3.      กลไกการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ เช่นโรคทั่วไปหรือการบาดเจ็บ ต้องสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ พิจารณาจำนวนผู้ป่วย ขอความช่วยเหลือ คัดแยกผู้ป่วย

4.      ความรุนแรงของอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ คาดการณ์จากเหตุที่เกิด ลักษณะแรงกระแทก สาเหตุ จุดเกิดเหตุ

5.      จำนวนผู้บาดเจ็บ

6.      การร้องขอความช่วยเหลือ

7.      การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น

 

การประเมินผู้ป่วยขั้นต้น

1.      การประเมินผู้ป่วย เป็นขั้นตอนแรกในการให้การช่วยเหลือผู้ป่วย เพื่อค้นหาปัญหาและความพร้อมให้ความช่วยเหลือภาวะคุกคามชีวิต

2.      เป็นแนวทางนำไปสู่ลำดับก่อนหลัง ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโดยอาศัยประเมินสถานการณ์ และอาการสำคัญของผู้ป่วย

สิ่งที่ต้องทราบในการประเมินผู้ป่วย

1.      ผู้ป่วยกำลังอยู่ในภาวะคุกคามชีวิตหรือไม่

2.      ภาวะที่เกิดขึ้นเป็นความเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

3.      ข้อมูลพื้นฐาน เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ

4.      ถ้าเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ ควรจะทราบกลไกการบาดเจ็บ

5.      ถ้าเกิดจากการเจ็บป่วย ควรทราบปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องต้น เช่น การหายใจลำบาก อาการเจ็บหน้าอก

 

การประเมินทางเดินหายใจ

1.      ถ้าผู้ป่วยพูดคุยหรือร้องไห้ได้ แสดงว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ

2.      ถ้าทางเดินหายใจไม่เปิดโล่ง ต้องรีบล้วงเศษอาหาร สิ่งแปลกปลอมและดูดเสมหะทันที

3.      แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว จะต้องทำการเปิดทางเดินหายใจและตรวจสอบการหายใจ

-  ใช้ตา ดูการเคลื่อนไหวของส่วนอก ท้อง

     -  ใช้หู   ฟังเสียงลมหายใจ

     -  ใช้แก้ม สัมผัสรับความรู้สึกว่ามีลมออกมาจากจมูก

 

การประเมินระบบการไหลเวียนเลือด

1.      ประเมินระบบไหวเวียนเลือด คือการตรวจชีพจร ทำได้โดยคลำข้อมือ โดยจะประเมินอัตราการเต้นและความแรงของชีพจร

-  ถ้าผู้ป่วยชีพจรเบาหรือคลำไม่ค่อยได้ให้คลำชีพจรที่คอซึ่งเป็นตำแหน่งทีตรวจได้ง่าย

    2.  ตรวจดูบาดแผลการเสียเลือด ถ้าออกมากต้องห้ามเลือด

    3.  ตรวจดูสีและอุณหภูมิของผิวหนัง

          - สีผิวหนัง ดูที่ เล็บ ริมฝีปากและตา : ซีด เขียวคล้ำ แดงเกินจริง เหลือง

         -  อุณหภูมิ โดยแตะดูที่มือและเท้า : เย็นและชื้น

    4.  ตรวจการไหลเวียนกลับของเลือดเข้าสู่หลอดเลือดฝอย

 

การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ

จุดประสงค์    เพื่อช่วยชีวิต ลดความรุนแรง บรรเทาความเจ็บปวด ป้องกันความพิการ ผู้ป่วยหายกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

หลักการห้ามเลือด

1.      ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง ป้องกันความติดเชื้อ

2.      ใช้ผ้าสะอาดพับหนาๆ กดลงบนบาดแผลหรือผ้าเช็ดหน้า

3.      ใช้ผ้ายึดพันทับบนบาดแผลที่กด

4.      ถ้ายังมีเลือดออกอีกให้พันผ้าหลายๆชั้น

ถ้าเลือดออกมาก ให้ใช้มือกดบนบาดแผลพร้อมทั้งยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าหัวใจ ถ้ามีกระดูกหักร่วมด้วยห้ามยก

 

บาดแผลที่มีวัสดุหักคา 

-          ถ้าพบวัสดุหักคาอยู่ที่ผล ห้ามดึงออก

-          ให้ยึดวัสดุนั้นไว้ให้อยู่นิ่ง รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

บาดแผลที่มีอวัยวะส่วนปลายถูกตัดขาด

-          กดและยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูง

-          ส่วนที่ขาดใส่ถุงพลาสติกที่แห้งและสะอาด แช่ลงในน้ำแข็งผสมน้ำ

-          ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลพร้อมอวัยวะส่วนที่ขาด

การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

-          หยุดยั้งความร้อน ดับไฟโดยใช้น้ำราดหรือใช้ผ้าหนาๆคลุมตัว

-          ถอดเสื้อผ้าที่ไหม้หรือถูกน้ำร้อนและถอดเครื่องประดับออกก่อนที่แผลจะบวม

-          แผลไหม้เฉพาะผิวหนัง ระบายความร้อนออกโดยใช้น้ำเย็นหรือแช่ลงในน้ำหรือเปิดน้ำไหลผ่านนาน 10 นาที

-          ห้ามเจาะถุงน้ำหรือตัดส่วนที่พองออก (อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้)

-          ปิดด้วยผ้าสะอาด ถ้าแผลไหม้กว้างนำส่งโรงพยาบาล

-          แผลลึกถึงเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง  ไม่ต้องระบายความร้อนออกจากแผล

-          ห้ามใส่ยาใดๆทั้งสิ้นบนบาดแผล ใช้ผ้าสะอาดห่อตัวผู้บาดเจ็บเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก ให้ความอบอุ่น รีบนำส่งโรงพยาบาล

ไฟฟ้าดูด     -  ให้รีบช่วยผู้บาดเจ็บออกจากสายไฟโดยรีบปิดสวิทซ์หรือคัดเอ้าท์ไฟฟ้า

                 -  ถ้าปิดไม่ได้ให้ใช้ผ้าหรือเชือกยาวๆและแห้งคล้องตัวผู้เจ็บป่วย

                 - ดูการหายใจ ถ้าไม่หายใจต้องช่วยหายใจ ถ้าหัวใจหยุดเต้นต้องปั้มหัวใจ

                 -  อันตรายขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้าและระยะเวลาที่สัมผัส

ข้อเคล็ด/ข้อแพลง   -  ข้อมีการเคลื่อนไหวมากเกินปกติทำให้มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ

                               อ่อนที่อยู่รอบๆข้อ