เลขาธิการ กพฐ. แจงโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ คณะกรรมการสถานศึกษาต้องเห็นชอบ-ผู้ปกครองสมัครใจ เตรียมถกกรมบัญชีกลางหาทางออกข้าราชการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรไม่ได้ สั่ง สพท.ทั่วประเทศสำรวจโรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง นัดประชุมใหญ่ 26-28 พ.ค. เตรียมประกาศรายชื่อโรงเรียนปลอดเก็บค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง คาดมีไม่ต่ำกว่า 2.1 หมื่นแห่ง
เปิดเทอมปีการศึกษา 2551 ยุคข้าวยากหมากแพง พ่อแม่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า เพราะต้องเสียค่าใช้จ่าย ให้ลูกหลานที่เข้าเรียนระดับประถมและมัธยมโดยเฉลี่ยคนละ 8,000-10,000 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเด็กเช่น ค่ารองเท้า เสื้อผ้า หนังสือเรียน และค่าพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างครูสอนภาษาต่างประเทศ 500 บาท ค่าจัดเตรียมการสอนโดยใช้ไอซีที 500 บาท ค่าประกันอุบัติเหตุ 150 บาท ฯลฯ ขณะที่ผู้ปกครองที่เป็นข้าราชการไม่สามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาฟรีไม่น้อยกว่า 12 ปี
ข้าราชการหญิงรายหนึ่งให้รายละเอียดว่า มีลูกสาว 2 คน เรียนอยู่โรงเรียนของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งในปีการศึกษาใหม่นี้ ขึ้นเรียนชั้น ม.3 ทั้งสองคน เมื่อก่อนนี้หลังจากจ่ายเงินให้โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว ก็จะขอใบรับรองจากโรงเรียนที่ระบุว่า ทางโรงเรียนได้รับเงินจริง และนำใบเสร็จพร้อมด้วยเอกสารดังกล่าว มายื่นเบิกเงินจากหน่วยงานต้นสังกัด โดยจะเบิกได้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้
ข้าราชการหญิงคนเดิมกล่าวว่า แต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากโรงเรียนว่า นับจากปีการศึกษา 2551 ต้องออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เองทั้งหมด ข้าราชการไม่สามารถเบิกคืนจากหน่วยงานต้นสังกัดได้อีก จึงสอบถามครูก็ได้รับคำตอบว่า เป็นคำสั่งมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรที่ข้าราชการหญิงคนดังกล่าวได้จ่ายไปแล้วนั้น ในใบเสร็จใบแรกซึ่งมีตราครุฑประทับ ระบุว่าเป็นรายจ่ายสำหรับ โครงการจ้างครูสอนภาษาต่างประเทศ 500 บาท โครงการส่งเสริมการเรียนการสอน 600 บาท และโครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ไอซีที 500 บาท ขณะที่ ผู้ปกครองที่เป็นข้าราชการรายหนึ่งใน จ.หนองคาย กล่าวว่า แม้จะ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมให้แก่บุตรหลาน แต่ก็ยังมีการจ่ายเงินค่ากิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เมื่อรวมแล้วหลายรายการพบว่าเงินที่จ่ายไป มียอดสูงกว่าค่าเรียนในอดีตด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ข้าราชการยังสามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้ แต่ทุกวันนี้กลับต้องจ่ายหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ยังพบว่าการสอบเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมตามจังหวัดต่าง ๆ จะมี 2 ระดับชั้น คือ ม.1 และ ม.4 มีการเปิดสอบแข่งขันกัน โดยเฉพาะโรงเรียนมีชื่อเสียง ถ้าสอบไม่ได้ก็จะมีรอบสอง บางโรงเรียนจะเรียกเก็บเงิน โดยอ้างว่าจะสร้างอาคารบ้าง ซื้ออุปกรณ์บ้าง โดยเรียกเก็บตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท ใครลงจำนวนเงินมากก็จะได้รับการพิจารณา ผู้ปกครองที่ลงจำนวนเงินน้อยลูกก็หมดโอกาสเข้าเรียน ผู้ปกครองนักเรียนเดือดร้อนหนักมาก แต่ก็ไม่เห็นใครออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้นโยบายเรียนฟรี 12 ปี เป็นเพียงเรื่องขายฝันและส่งผลสะท้อนให้ผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อน ส่วนหนึ่งมาจากการวางนโยบายที่ไม่รัดกุม มีช่องโหว่จนกลายเป็น การสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ปกครอง และอีกส่วนสำคัญมาจากงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องจัดสรรเป็นเงินเดือนให้บุคลากรร้อยละ 70 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30 ต้องนำไปเฉลี่ยจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้แก่โรงเรียนระดับขั้นพื้นฐาน อีกกว่า 4 หมื่นแห่ง รวมทั้งวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จึงทำให้โรงเรียนที่มีชื่อเสียงในตัวเมือง โดยเฉพาะโรงเรียนประจำจังหวัด ซึ่งได้รับงบประมาณเท่ากับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล จำเป็นต้องเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ค่าเทอม เพื่อให้เหมาะสมกับคุณภาพของโรงเรียน
คุณหญิงกษมากล่าวอีกว่า สพฐ. หารือไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาฟรีไม่น้อยกว่า 12 ปี ข้าราชการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้หรือไม่ และค่าใช้จ่ายที่โรงเรียน เรียกเก็บซึ่งไม่ใช่ค่าเล่าเรียน ข้าราชการจะเบิกเป็นค่าเล่าเรียนบุตรได้หรือไม่ จากการหารือเบื้องต้นกรมบัญชีกลางระบุว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐจัดการศึกษาฟรีไม่น้อยกว่า 12 ปี ข้าราชการก็ไม่สามารถเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ อย่างไรก็ตาม สพฐ.ได้ทำหนังสือไปยังกรมบัญชีกลางอีกครั้ง และจะหารือกันอีกรอบเพื่อดูว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนในการช่วยเหลือให้ข้าราชการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายนอกจากการจัดการเรียนการสอนตามปกติจากผู้ปกครองได้ตามรายการที่เก็บได้ โดยยึดตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากร ที่ออกสมัยนายปองพล อดิเรกสาร เป็น รมว.ศึกษาธิการ โดยจะต้องเสนอโครงการให้คณะกรรมการสถานศึกษาเห็นชอบและผู้ปกครองสมัครใจ หากผู้ปกครองไม่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โรงเรียนก็ไม่มีสิทธิที่จะไปเก็บ รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า เท่าที่ดูเบื้องต้นโรงเรียนประถมเดิมกว่า 3.1 หมื่นแห่ง ไม่เก็บค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ส่วนใหญ่โรงเรียนที่เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง จะเป็นโรงเรียนมัธยม โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียง เช่น เปิดห้องเรียนพิเศษและ สพฐ.พยายามห้ามซื้อชุดกีฬาสี ซึ่งไม่ใช่การเก็บเงินแต่ทำให้ผู้ปกครองเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้ผู้ปกครองที่เป็นข้าราชการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรไม่ได้ เพราะกระทรวงศึกษาธิการยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเงินบำรุงการศึกษาที่มีรายการ เพราะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ให้รัฐจัดการศึกษาฟรี หากไม่มีข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญ ก็อยากให้ระดมทรัพยากรได้เพราะการยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องใช้เงินพอสมควร ดร.สมเกียรติกล่าวอีกว่า ขณะนี้คุณหญิงกษมามีหนังสือถึงไป สพท.ทั่วประเทศให้สำรวจข้อมูลว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองและมีโรงเรียนใดบ้างที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง และในวันที่ 26-28 พฤษภาคมนี้ จะรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปว่ายังมีโรงเรียนที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองและโรงเรียน ที่ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจำนวนเท่าใด และภายในเดือนมิถุนายนนี้จะประกาศรายชื่อโรงเรียนปลอดการเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองลงในเว็บไซต์ของ สพฐ. ซึ่งคาดว่ามีเกินกว่า 2.1 หมื่นแห่ง "ยอมรับว่าให้โรงเรียนปลอดการเก็บ คงทำไม่ได้หมด 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าบังคับ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ให้เก็บจากผู้ปกครองก็จะกระทบโรงเรียนซึ่งต้องมีค่าใช้จ่าย แต่โรงเรียนประถมเดิมให้ปลอดค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว โดยระดับประถมได้รายหัวคนละ 1,900 บาทต่อปี แต่ถ้ามีเด็ก 80 คนก็ได้งบไม่มาก สพฐ.อาจจะต้องสนับสนุนในรูปแบบโครงการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและมีเงินพิเศษ แต่คงไม่สามารถทำได้ในทันทีต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องพัฒนาครูให้มีคุณภาพ" รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว
ดร.สมเกียรติกล่าวอีกว่า หลังจากรวบรวมข้อมูลของ สพท.เสร็จแล้ว หากพบว่ายังมีโรงเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองถึงร้อยละ 60 ก็ต้องมาหาวิธีการเพื่อให้โรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองน้อยลง แต่ถ้ามีโรงเรียน เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองร้อยละ 20 ก็พอรับได้ อาจจะต้องหารือหน่วยงานกลาง เช่น สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อทำวิจัยเรื่องนี้ในเชิงลึก โดยแยกค่าใช้ส่วนตัวกับค่าเล่าเรียนของเด็กออกให้ชัดเจน รวมถึง ดูตัวเลขเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า มีค่าเฉลี่ยต่อหัวเป็นจำนวนเท่าไร เพื่อนำข้อมูลมากำหนดนโยบายว่าจะทำอย่างไร "หากไม่ให้เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง ก็จะต้องเพิ่มเงินให้โรงเรียนมากขึ้น และหากเปิดโอกาสให้เก็บได้ในรายการที่ไม่ผิดกฎหมายก็ควรมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และทำความตกลงกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาโดยรวม" รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว
นายรังสรรค์ มณีเล็ก ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2551 กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบอุดหนุนรายหัวนักเรียนอนุบาลคนละ 1,700 บาทต่อปี ประถมคนละ 1,900 บาทต่อปี มัธยมต้นคนละ 3,500 บาทต่อปี และมัธยมปลายคนละ 3,800 บาทต่อปี ให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ซึ่งมีนักเรียนประมาณ 8 ล้านคน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 21,627 ล้านบาท
กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายไม่ให้โรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจากนักเรียนและผู้ปกครอง เช่น สื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ เพราะได้จัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้นักเรียนไปแล้ว แต่โรงเรียนที่มีกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น จ้างครูชาวต่างชาติสอนภาษาอังกฤษ ก็สามารถระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองและชุมชนได้ เพราะมาตรา 58 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติปี 2542 กำหนดไว้ แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองสมัครใจ รวมถึงการนำเงินไปใช้ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียน
นายรังสรรค์กล่าวอีกว่า นอกจากงบอุดหนุนรายหัวแล้ว ในปีการศึกษา 2551 สพฐ. ยังได้จัดงบอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้แก่นักเรียนที่มีฐานะยากจนในระดับการศึกษาภาคบังคับ แบ่งเป็น นักเรียนระดับประถมจัดสรรให้ ร้อยละ 30 จากทั้งหมด 4 ล้านคน ได้คนละ 460 บาทต่อปี มัธยมต้นจัดสรรให้ร้อยละ 20 จากทั้งหมด 2.3 ล้านคน ได้คนละ 250 บาทต่อปี และในปีการศึกษา 2552 ได้เสนอของบรัฐบาลเพิ่มการจัดสรรงบให้นักเรียนระดับประถม เป็นร้อยละ 40 เพิ่มเป็นคนละ 1,000 บาทต่อปี และมัธยมต้นจัดสรรเพิ่มเป็นร้อยละ 30 เพิ่มเป็นคนละ 2,000 บาทต่อปี
ผศ.ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากรัฐบาลจะต้องอาศัยการระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองและชุมชน กระทรวงศึกษาธิการควรทำแนวปฏิบัติให้การระดมทรัพยากรเป็นไปอย่างโปร่งใส มีระบบและมีใบเสร็จ บอกผู้ปกครองไปตรง ๆ ว่ารัฐบาลมีงบสนับสนุนส่วนหนึ่ง หากผู้ปกครองต้องการให้โรงเรียนจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสูงขึ้นจะต้องลงทุนสูง ก็ต้องจ่ายเพิ่ม โดยโรงเรียนขอระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองและชุมชน ซึ่งโรงเรียนขอเก็บได้ตามความเหมาะสมและเป็นธรรม โดยมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการรองรับชัดเจน และการระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองควรเก็บแบบเหมาจ่าย เช่น ถ้ามี 7-8 รายการ ใช้เงินรวม 2,000 บาท ก็เก็บคราวเดียวไปเลย และโรงเรียนต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่านำเงินไปทำอะไร ส่วนการที่โรงเรียนเก็บเงินจากผู้ปกครองจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องศึกษากฎหมายให้ละเอียด
คม ชัด ลึก 13 มี.ค. 51
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยกำชับไปยังโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว หากจะเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจากผู้ปกครอง จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองสมัครใจ เช่น โครงการหลักสูตรพิเศษภาษาอังกฤษ ห้องเรียนพิเศษต่าง ๆ ค่าจ้างครูชาวต่างชาติสอนภาษาอังกฤษ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต้องดูความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้างต้น แต่ค่าใช้จ่ายเช่น ค่าส่งเสริมการออกกำลังกาย ไม่ควรเรียกเก็บ "หากผู้ปกครองเห็นว่าโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ไม่เหมาะสม ให้ร้องเรียนมาที่ สพฐ. ได้ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ไปสำรวจว่าในพื้นที่มีโรงเรียนใดบ้างที่ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองเลย มีโรงเรียนบ้างที่เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองต่ำกว่า 500 บาท และต่ำกว่า 1,000 บาท และเรียกเก็บในรายการใดบ้าง ให้นำข้อมูลมาเสนอในการประชุม ผอ.สพท.ทั่วประเทศวันที่ 26-28 พฤษภาคมนี้ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กทม." เลขาธิการ กพฐ.กล่าว
นี่แหละที่เรียกว่าเรียนฟรี ไม่มีจริง
แต่ก็สงสารโรงเรียนเหมือนกัน ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ก็อยู่ไม่รอด เพราะเดี๋ยวนี้แข่งขันกันสูงจริง ๆ
สงสารก็แต่เด็กต่างจังหวัด