การเดินทางไปจังหวัดขอนแก่นของผู้เขียน เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม เพื่อร่วมปรึกษาหารือในการที่จะบ่มเพาะนักศึกษาปริญญาเอก ของ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ หลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค ในกลุ่มวิชาใหม่ที่เพิ่งเปิดปีนี้ คือ กลุ่มการสื่อสารวิทยาศาสตร์ผู้เขียนได้พบกับท่าน อธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ คือ รศ. ดร. อัจฉรา ภาณุรัตน์ ซึ่งได้ให้ความสำคัญมากกับการจัดทำหลักสูตรนี้ และสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบอาศรมภูมิปัญญา โดยเดินทางมาร่วมการประชุมปรึกษาหารือครั้งนี้ด้วยตนเองพร้อมอาจารย์และนักศึกษาปริญญาเอกจำนวนหนึ่ง
ร.ศ.สุภาพ ณ นคร ประธานอาศรมภูมิปัญญา กลุ่มการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้เป็นผู้ดำเนินการประชุมให้เกิดการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเต็มไปด้วยไมตรีจิต
- ท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ และ นักศึกษาปริญญาเอกที่กำลังจะเลือกกลุ่มวิชานี้ เล่ารายละเอียดหลักสูตรและความคาดหวังในการเปิดกลุ่มวิชาเฉพาะเลือกใหม่-การสื่อสาร วิทยาศาสตร์นี้
- รศ. สุพัตรา ชาติบัญชาชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำอาศรมภูมิปัญญา กลุ่มการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ท่านมีความรู้และประสบการณ์สูงในเรื่องของวิทยาศาสตร์กับสุขภาพ การสาธารณสุขและเภสัชศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นต่อหลักสูตร และการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ในสังคม
- รศ.สุวิทย์ ธีระศาสวัต รองประธานอาศรมภูมิปัญญากลุ่มเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และนักศึกษาปริญญาเอกในอาศรมนี้แบ่งปันความรู้วิธีการจัดการเรียนการสอนของอาศรม
· ผู้เขียนถูกขอให้เล่าให้ฟังบ้างว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์ นั้นคืออะไร เขาทำอะไรกันในสากล แล้วเราควรทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับบริบทของเรา ทำไมจึงคิดเช่นนั้น
ผู้เขียนคิดว่าทุกเรื่องในชีวิต ไม่มีอะไรเป็นความบังเอิญ การที่ผู้เขียนไปร่ำเรียนวิชาการแขนงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับปริญญาเอก นับว่าเป็นความสนใจส่วนบุคคล ที่อยากรู้ว่าวิชานี้เป็นอย่างไร ในเมืองไทยยังไม่มีการเรียนการสอนสาขาวิชานี้ในระดับปริญญาเอก (จบมาเป็นคนแรกๆของประเทศไทยในปีพ.ศ. ๒๕๔๘) ไม่ใช่เพราะเก่งวิเศษหรือมีเงิน แต่ธรรมะจัดสรรให้ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่ปฏิบัติต่อนักศึกษาต่างชาติเท่าเทียมกับผู้เรียนชาติของตน
วิชานี้ไม่เป็นที่รู้จักกันในเมืองไทยในฐานะศาสตร์ แม้ว่าจะมีการพูดถึง การสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรือการสร้างความตระหนักทางวิทยาศาสตร์ ในวงวิชาการและหน่วยงานของรัฐอย่างกระทรวงวิทยาศาสตร์มาเกือบสิบปี ดูจากจำนวนผู้คนที่ไปเรียนสาขาวิชานี้และจบมา จนถึงวันนี้ในเมืองไทยยังมีไม่ถึง ๕ คน (อย่าเพิ่งพูดเป็นสิบเลย) ทั้งๆที่ความต้องการการเปิดการเรียนการสอนทั้งระดับปริญญาโทและเอกในสาขานี้นับวันมีแต่จะเติบโตชัดเจนขึ้น เอาจริงเอาจังมากขึ้น
นอกจากนี้เรื่องที่ได้เลือกทำวิทยานิพนธ์ก็เป็นเรื่องแหวกแนวคิดฝรั่งเจ้าของศาสตร์ อาจารย์ผู้ดูแลวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนท่านตื่นเต้นกับหัวข้องานวิจัยที่ผู้เขียนทำมาก และบอกว่าผู้เขียนนั้นช่างกล้าหาญชาญชัยที่ทำเรื่องเช่นนี้ แถมยังก้าวข้ามไปใช้ศาสตร์อื่น คือ การสร้างความรู้ และ การจัดการความรู้มาบูรณาการกับเรื่องที่ทำอีก นั่นคือ การมองการสื่อสาร และกระบวนการสร้างความรู้ และ การจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือที่จะบูรณาการระหว่างความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ กับ ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดการพัฒนาในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ชาวบ้านและชุมชนมีความสุข มีอิสระ และได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่แค่การพัฒนาปักป้ายโชว์ความสำเร็จของคนข้างนอกที่เป็นผู้ไปคิดให้ และสั่งการ
คิดๆแล้วเหมือนศึกษาในแนวนี้เพื่อรอวัน เวลา และสถานที่ที่จะนำไปขยายแนวคิด (รอมาพบกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์นี่เอง) แม้ว่าจะออกมาจากการทำงานวิชาการอย่างเป็นทางการแล้ว
โดยทั่วไปความต้องการที่จะสื่อสารความรู้วิทยาศาสตร์ไปสู่คนธรรมดานั้น มักมาจากนักวิทยาศาสตร์ จึงมักพูดกันในแนว “การถ่ายทอดความรู้” จากคนที่รู้มากกว่า ดีกว่า ไปสู่คนไม่มีความรู้วิทยาศาสตร์ หรือรู้น้อยแบบคนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ โดยมักเป็นการคิดแทน ผู้รับข่าวสารว่าน่าจะรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ จึงจะดี ซึ่งก็ไม่ผิด แต่การที่มองแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง จึงมองข้ามการทำความรู้จักผู้ที่ตนจะทำการสื่อสารด้วย รวมทั้งบริบทหลากหลายที่ผู้คนแตกต่างหลากหลายดำรงชีวิต
แม้แต่การมองเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น นักวิทยาศาสตร์ทั่วๆไปก็มักเอาไม้บรรทัดวิทยาศาสตร์มาวัดว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ ที่ตรงไหน หรือพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายทุกสิ่งในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ไม่ตระหนักว่าคนโบราณใช้คำสอนหรือ คำบอกเล่าที่สืบทอดมาเพื่อเป็น“อุบาย”ในการสอนเด็กๆ หรือผู้คนที่อยู่ร่วมชุมชนให้อยู่อย่างเกื้อกูลกัน ระมัดระวังอันตราย นอบน้อมเคารพธรรมชาติ นักวิชาการมักขาดการใส่ใจอย่างให้ความเคารพกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมในชุมชน ตามความเคยชินที่มองทุกสิ่งแบบแยกส่วน เพราะที่เรียนมาถูกสอนให้ให้มองโลกอย่างนี้ อีกทั้งมักคิดว่าความรู้สมัยใหม่นั้น “เหนือกว่า” ความรู้ที่ชุมชนมี และที่หนักกว่านั้นอาจถึงไปมองว่าสิ่งที่ชาวบ้านทำนั้นเพราะขาดความรู้ที่ถูกต้อง
แม้ว่าความรู้วิทยาศาสตร์จะเป็น สากล แต่เมื่อจะทำการสื่อสารความรู้ประเภทนี้ วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต และ โลกทัศน์ ของกลุ่มเป้าหมายที่เราจะสื่อสารด้วยนั้นย่อมมีบทบาทสำคัญยิ่ง
ดังนั้นแนวคิดการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะสอดคล้อง เหมาะสมกับ หลักสูตร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค ของ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ผู้เขียนในฐานะที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์และมองเห็นแง่มุมที่น่าสนใจในเรื่องนี้ จึงขอชวนให้อาจารย์และนักศึกษาทุกท่าน
- เปิดใจออกนอกกรอบความคิดแบบวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีล้วนๆ และ
- มองคำว่า “การสื่อสาร” ให้กว้างกว่าแค่เรื่องของการใช้สื่อมวลชน-วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ การทำโปสเตอร์ แผ่นพับ การจัดนิทรรศการ และการจัดการบรรยายให้ความรู้แบบเดิมๆ
การสื่อสารวิทยาศาสตร์ ในฐานะศาสตร์ จัดว่าเป็นศาสตร์ใหม่ อายุน้อยเพียงสามสิบกว่าปีเท่านั้น แต่ในช่วงสิบปีหลัง นักวิชาการในศาสตร์นี้ได้ยอมรับว่าความรู้ด้านสังคมศาสตร์ได้ทำให้การสื่อสารวิทยาศาสตร์มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น เมื่อนำมิติทางสังคมศาสตร์เข้ามาร่วมพิจารณาในการวางนโยบายและแผนดำเนินการโครงการและกิจกรรมต่างๆ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ย่อมต้องทำความเข้าใจและยอมรับความหลากหลายของวัฒนธรรมชนชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ และแม้สังคมไทยเองก็ยังมีความเป็นพหุลักษณ์
ผู้เขียนเสนอให้มองการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ในบริบทที่มีระบบความรู้อื่นๆเช่น ภูมิปัญญา ของชุมชน กลุ่มชน ดำรงอยู่ ว่าควรมองในมุมของการ ร่วมกันสร้างความรู้ใหม่ โดยใช้กระบวนการการสื่อสารให้เกิด การสนธิพลัง(Synergize)ระหว่างความรู้วิทยาศาสตร์ กับระบบความรู้อื่นๆ เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Indigenous Knowledge Systems – IKS หรือ Local Wisdom) เป็นการนำหลักการของการสร้างความรู้(Knowledge Creation) และ การจัดการความรู้ (Knowledge Management)เข้ามาใช้
ดังนั้นในการนี้ “การสื่อสาร”จะเป็นหัวใจของความสำเร็จ ในการสร้างความสัมพันธ์ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างมีความเคารพต่อกัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาให้อยู่บนเส้นทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในที่สุด
บัณฑิตที่จะผลิตออกมารับใช้สังคม จึงไม่ใช่แค่คนที่จะมานั่งเขียนข่าว เขียนบทความเอง เป็นชิ้นๆ เป็นเรื่องๆ หรือ จัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ หรือไปจัดเวทีบรรยายทั่วภูมิภาคเพื่อถ่ายทอดความรู้ แก้ปัญหาสังคมแต่ละเรื่องๆไร้ที่สิ้นสุด โดยปราศจากการเข้าใจภาพใหญ่และมิติที่กว้างของการเป็นสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐานหรือ สังคมการรียนรู้ ในการที่วิทยาศาสตร์จะถูกบูรณาการเข้าไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของผู้คนที่อยู่ในสังคม วัฒนธรรมและบริบทที่แตกต่างหลากหลาย
อธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ คือ รศ. ดร. อัจฉรา ภาณุรัตน์ ท่านเห็นชอบในแนวคิดนี้เช่นกัน ท่านจึงสรุปว่าต้องการให้หลักสูตรใน กลุ่มการสื่อสารวิทยาศาสตร์นี้ “สร้างผู้นำการสนธิพลัง ระหว่างความรู้วิทยาศาสตร์ กับระบบความรู้อื่นๆ”นับว่าเป็นความภูมิใจของผู้เขียนซึ่งเป็นนักวิชาการอิสระ ไร้ชื่อ (นอกวงการไปแล้ว) ที่ได้เสนอแนวคิดแล้วได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์และนำไปสู่การร่วมปั้นลักษณะบัณฑิตที่ต้องการ
นอกจากนี้ ร.ศ.สุภาพ ณ นคร ประธานอาศรมภูมิปัญญา กลุ่มการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ยังได้เสนอในที่ประชุมให้ผู้เขียนรับตำแหน่งประธานอาศรมนี้ไปเสียด้วยโดยให้เหตุผลว่า มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการและสถานที่ในการจัด อาศรมภูมิปัญญา ที่เหมาะสม ท่านใช้คำว่าบ้านผู้เขียนนั้น “สัปปายะ” ในการให้ศิษย์ไปเรียนรู้นอกบรรยากาศของห้องเรียนในมหาวิทยาลัย ทุกท่านเห็นด้วย ผู้เขียนจึงต้องน้อมรับไว้ด้วยความรู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ต่อไปบ้านริมแม่น้ำป่าสัก นอกจากจะเป็นจุดหมายให้ญาติสนิท และกัลยาณมิตรมาพักใจ คลายเครียดจากการงาน ให้ได้อิ่มใจกับธรรมชาติ และมาอิ่มท้องกับอาหารฝีมือพี่น้อยแล้ว ก็จะได้ทำอีกบทบาทในการเป็น อาศรมภูมิปัญญา เป็นแหล่งที่นักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ หลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค กลุ่มการสื่อสารวิทยาศาสตร์จะมาใช้เป็นที่บ่มเพาะปัญญาในช่วงหนึ่งของชีวิตการเรียนรู้
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ
ขอบคุณ สำหรับบทความดีๆ
สาธุ สาธุ สร้าง ฅน ให้เป็น ฅน คนให้ชีวิต เข้ากับบริบทเจ้าของ ครับ
ดีใจที่ได้รับทราบว่ามีผู้ที่สนใจและเห็นด้วยกับหลักสูตรนี้
ส่วนตัวมีความสนใจ และตั้งใจจะเรียนรู้ศาสตร์นี้
จึงยินดีที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้เป็นนักศึกษาป.เอก สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค กลุ่มวิชาการสื่อสารวิทยาศาสตร์ รุ่นแรก ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ท่านใดมีข้อมูล ความคิดเห็นที่จะแลกเปลี่ยน เสนอแนะ ยินดีรับฟังคะ
ขอบคุณคุณ
ธัญศักดิ์ ณ นคร ค่ะที่มาแวะอ่านบันทึกนี้และเห็นว่าดี ยินดีที่ได้พบค่ะ หวังว่าคงได้ไปมาหาสู่กันเสมอๆนะคะ(อย่าลืมแวะไปอีกบล็อกคือ riverlife ของดิฉันด้วยนะคะ)
เมื่อวานตอบอาจารย์
JJ ไปแล้วครั้งหนึ่งแต่มีปัญหาเทคนิคอย่างเดิม กดบันทึกแล้วหน้าเว็บไม่สามารถแสดงได้ ข้อความหายหมด เช้านี้ลองใหม่ค่ะ
อยากตอบเร็วๆนะคะ รู้สึกขอบคุณอาจารย์ค่ะที่เข้าใจและมาให้กำลังใจ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ขจิต
พี่รู้สึกประทับใจในการวางหลักสูตรและแนวทางดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ในวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาคมากค่ะ รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำประโยชน์ร่วมกัน
ขอบคุณที่ให้กำลังใจกันนะคะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ สุขใจ สมพงษ์พันธุ์ ดีใจที่อาจารย์มาอ่าน
เป็นนักศึกษารุ่นแรกนั้นนับว่าเป็นโอกาสที่ได้เห็นทุกสิ่งตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจารย์เองเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ต้องเป็นผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับหลักสูตรนี้ต่อไปเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ชุมชนในภูมิภาคนะคะ เป็นงานที่มีเกียรติจริงๆ
ขอบคุณอาจารย์ขจิตค่ะ ที่ส่งภาพน่ารักเช่นนี้มาให้ร่วมชื่นชม
รอจังหวะเหมาะๆที่จะได้มีโอกาสพบปะร่วมกระบวนการกิจกรรมการเรียนรู้ที่เบิกบานเช่นนี้บ้างค่ะ
สวัสดีค่ะพี่นุช
แวะมาอ่านแล้วอยากไปเรียนสาขาวิชานี้ด้วยคนจังค่ะ
ชอบความคิดและการมองการณ์ไกลของพี่นุชมากค่ะ ได้เปิดโลกทัศน์ตัวเองเลยค่ะเมื่อมาอ่านเกี่ยวกับการเกิดสาขาวิชายุทธศาสตร์ การพัฒนาภูมิภาค เห็นชื่อก็น่าเรียนแล้วค่ะแถมได้ไปบ้านอาศรมภูมิปัญญาของพี่นุชอีกต่างหาก อะไรจะโชคดีขนาดนั้น ;)
สวัสดีค่ะคุณอุ๊
a l i n l u x a n a =) ขอบคุณและดีใจที่คุณอุ๊แวะมาอ่าน คุณอุ๊ชื่นชมหลักสูตรอย่างนี้คณาจารย์และลูกศิษย์คงปลื้มใจค่ะ
พี่เองก็รู้สึกตื่นเต้นกับหลักสูตรนี้ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์นับว่าได้ทำสิ่งที่นอกกรอบระบบการเรียนการสอนทั่วไปมากค่ะรู้สึกเป็นเกียรติที่เขาให้ความไว้วางใจในการสอนลูกศิษย์รุ่นแรกค่ะและดีใจที่บ้านที่อยู่เป็นได้มากกว่าบ้านที่เจ้าของอยู่สุขสบายเท่านั้น ถือว่าลูกศิษย์ได้ของแถมบรรยากาศด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
อยากไปอาศรมภูมิปัญญาด้วยจังเลยค่ะ
สบายดีนะคะ
ป้าแดงไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ไม่ค่อยได้เข้าเนตค่ะ
อุปกรณ์ที่หอบหิ้วไปด้วยก็เหมือนเรือเกลือ เลยไม่ได้แวะเยี่ยมเลย
สวัสดีค่ะคุณแดง
pa_daeng [มณีแดง คนสวย แซ่เฮ] ชีพจรลงเท้าไปนอกบ้านเรื่อยๆ ยังอุตส่าห๋มาแวะเยี่ยมได้ ขอบคุณในความคิดถึงและความพยายามค่ะ อุปกรณ์ที่บ้านก็พอๆกับเรือเกลือเช่นกัน เข้ามาโพสต์ถึงใครๆได้ยากเย็นค่ะ
สบายดีค่ะ คุณแดงก็เช่นกันนะคะ หวังว่าคงได้มีโอกาสต้อนรับกัลยาณมิตรทุกท่านที่เคยมาเยี่ยมอีก และมิตรใหม่ๆที่จะชวนกันมานะคะ
มาเยี่ยม
เข้ามาแล้วแต่บางช่วงบันทึกไปติดนะครับผม
มีความสุขกับวิถึชีวิตอยู่กับธรรมชาตินะครับ...
ขอบคุณค่ะอาจารย์
umi ที่กรุณามาอีก อย่างให้ทราบแน่ๆว่ามาให้กำลังใจกัน
เราพบปัญหาคล้ายกันเลยค่ะ
ตามมาดูพี่นุช สบายดีไหม ตอนนี้กำลังสนุกสนานกับการสอนครับ
สัสดีค่ะอาจารย์ขจิต
ขจิต ฝอยทอง ที่เป็นห่วงตามมาดูพี่เนืองๆ ไม่สบายมาหลายวันเพิ่งจะดีขึ้นวันนี้ล่ะค่ะ อากาศอย่างนี้ทำให้หายได้ช้ามากเลยค่ะ
ดีใจที่อาจารย์กำลังสนุกกับการทำประโยชน์อย่างยิ่ง มีน้องขยัน และไฟแรงอย่างนี้ภูมิใจจังค่ะ
มาเยี่ยม...คุณนายดอกเตอร์
มาตามทางที่ฝากรอยไว้นะ ฮิ ฮิ ฮิ
วันนี้ที่สงขลาสดใส แสงแดดเจิดจ้า ทำให้เหมาะแก่การวักเสื้อผ้ามากเลยละ