
เป็นที่รู้กันดีว่า เด็กทุกคนควรได้รับพัฒนาการความรู้ ความคิด และการเติบโตภายในสถาบันอันเหมาะสม หากแต่สิ่งที่ต้องตระหนักขณะนี้คือ ยามเมื่อเด็กก้าวย่างออกจากบ้านและเดินสู่รั้วของโรงเรียน เกือบสิบชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ที่เด็กใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนและครู มีสังคมการเรียนรู้มากกว่าบ้าน ในสถานที่อันปลูกฝังวัยเยาว์และหล่อหลอมตัวตนนั้น เราอาจไม่เคยรู้ว่ามีความรุนแรงมากมายและรูปแบบใดบ้าง ซ่อนอยู่ภายใต้อาคารโอ่โถง สนามหญ้าเขียวขจี มิตรภาพและสังคมของเด็ก และมีความเจ็บปวดใดอยู่บ้างจากอำนาจที่อยู่ระหว่างพื้นที่อาณาเขตสถานศึกษา
เรากำลังกล่าวถึง“ความรุนแรงในโรงเรียน” ซึ่งหมายถึง การใช้กำลัง อำนาจ คุกคาม ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต และบาดแผลทางใจ ในทุกภาคของประเทศไทยมีสถิติเด็กเยาวชนที่เผชิญความรุนแรงไม่น้อยในแต่ละปี เช่น การถูกรังแกของเด็ก ถูกกลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคาม ใช้กำลังต่อสู้ ทำร้ายกัน การใช้วาจาด่าทอให้เจ็บช้ำใจ ไปจนถึงการใช้อาวุธ การเลือกปฏิบัติต่อกันและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยจากงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบแนวทางการป้องกันความรุนแรงต่อเด็กแบบยั่งยืน” จัดทำโดย ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าเด็กจำนวนมากถูกรังแกจากเพื่อนร่วมชั้น สถานที่ถูกรังแกมากที่สุดคือในห้องเรียนขณะที่ครูไม่อยู่ ถัดมาคือทางเดินหน้าห้องเรียน ในสนาม โรงอาหาร และในห้องเรียนแม้จะมีครูอยู่ด้วย เมื่อถูกรังแกแล้วมีทั้งบอกผู้อื่น และเก็บไว้เพียงลำพัง และระบุว่าแม้แจ้งแก่ครูก็น้อยมากที่ครูจะช่วยหยุดยั้งการรังแกกัน และแก้ปัญหาด้วยการลงโทษอย่างรุนแรงกับคู่กรณีที่รังแกกัน
ความรุนแรงเหล่านี้ ส่งผลต่อเนื่องฝังลึกลงในจิตใจของเด็กโดยไม่รู้ตัว เมื่อก้าวออกจากโรงเรียนอีกครั้งหลังเลิกเรียนหรือเมื่อเรียนจบ เราอาจจะพบว่าพวกเขาคือผู้มีแนวโน้มก่อความรุนแรงในสังคมได้อย่างไม่ทันฉุกคิด
ตระหนักในปัญหา ก้าวสู่เวลาการเปลี่ยนแปลง
ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่พบสถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน ในต่างประเทศเช่น อิยิปต์ เอธิโอเปีย ยุโรป อินเดีย เกาหลี จีน ฯลฯ ล้วนตระหนักว่าปัญหานี้เป็นประเด็นสากลที่ควรเร่งแก้ไข ปรับความเข้าใจใหม่ว่า การลงโทษเด็กอย่างรุนแรงหรือปล่อยให้เกิดการรังแกกันนั้นเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและขัดแย้งต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเด็ก จึงเกิดการรณรงค์เพื่อตระหนักถึงผลเสียของความรุนแรงขึ้น และสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็กในด้านบวกอย่างไร้ความรุนแรงทั้งในบ้านและโรงเรียน
ในประเทศไทยนั้นแบ่งประเด็นการสร้างความตระหนักไว้ 3 ประเด็น คือ
1. ความรุนแรงจากครูสู่นักเรียน
2.ความรุนแรงจากนักเรียนด้วยกันเองในรูปการข่มเหงรังแก และ
3. ความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนที่ทะเลาะวิวาทด้วยความรุนแรง
ทั้ง 3 ประเด็นนี้ใช้การรณรงค์เรื่อง “สันติศึกษา” หรือ “สันติวิธี” เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในเยาวชน มีรูปแบบกิจกรรม ทั้งด้านการอบรมครูสร้างวินัยเชิงบวกและจิตวิทยาในห้องเรียน การทำโครงการยุติการรังแกกัน และโครงการ “เยาวชนสมานฉันท์” ไกล่เกลี่ยนความขัดแย้งโดยสอดแทรกเนื้อหาด้านสันติวิธีไว้ในกิจกรรมและหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะวิชาสังคมศึกษา พร้อมปรับทัศนคติครูและผู้ปกครองไม่ให้ลงโทษเด็กรุนแรงเกินไป
ในด้านกฎหมายนั้น ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนนักศึกษา พ.ศ.2543 ระบุว่า การลงโทษเด็กมี 5 สถาน คือ การว่ากล่าวตักเตือน ทำกิจกรรม ทัณฑ์บน พักการเรียน และให้ออก โดยห้ามลงโทษนักเรียนนักศึกษาด้วยวิธีการรุนแรง หรือกลั่นแกล้งลงโทษด้วยความโกรธ พยาบาท หรือลงโทษนักเรียนที่กำลังเจ็บป่วยหรือมีปัญหากระทบกระเทือนจิตใจอย่างแรง รวมทั้งคำนึงถึงอายุของนักเรียนนักศึกษาด้วย
ทุกพื้นที่มีส่วนร่วม : รวมพลังลดความรุนแรง
แม้ความรุนแรงในโรงเรียนจะเกิดขึ้นในสถานศึกษาเป็นส่วนใหญ่ หากแต่ความรุนแรงเหล่านั้นเป็นได้ทั้งผลของปัจจัยที่สะสมจากครอบครัว บุคคล และสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงเป็นเรื่องการสร้างส่วนร่วมระหว่างหลายฝ่าย ไม่ใช่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของครูเท่านั้น
การมีส่วนร่วมของกลุ่มคนสำคัญได้แก่
1. การมีส่วนร่วมของสถานศึกษา ได้แก่ สร้างมาตรการด้านความปลอดภัย จัดทำแผนความปลอดภัยร่วมกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ดูแลช่วยเหลือระหว่างเส้นทางไปกลับบ้านและโรงเรียน มีบัตรประจำตัวเด็ก โทรศัพท์ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน มีการตรวจตราอาวุธอันตรายจากนักเรียน เป็นต้น
2. การมีส่วนร่วมของนักเรียนหรือเยาวชน ได้แก่ การร่วมประเมินปัญหาในสังคมเยาวชน พัฒนาศักยภาพนักเรียนในการแก้ไขและช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนด้วยกัน จัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครเพื่อนช่วยเพื่อน จัดเวทีให้นักเรียนเสนอแนวทางแก้ปัญหา
3. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ได้แก่ การเลี้ยงดูบุตรที่ถูกต้อง การรู้จักสังเกตบุตรถึงความเปลี่ยนเปลงด้านจิตใจอารมณ์และพฤติกรรม การทำความใกล้ชิดรับฟังปัญหาของเด็ก และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ
4. การมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม ได้แก่ ให้ความเข้าใจเยาวชน สร้างกิจกรรมเพื่อป้องกันปัญหา สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มผู้ปกครองในชุมชน สื่อมวลชนควรนำเสนอข่าวสารแบบอย่างเยาวชนที่ดีและต่อต้านความรุนแรง
5. การมีส่วนร่วมของนักวิชาการและผู้บริหาร ได้แก่ การศึกษาวิจัยถึงความรุนแรงรูปแบบต่างๆ และนำเสนอกิจกรรมที่ป้องกันปัญหา กำหนดนโยบายแก้ไขปัญหา ก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือโดยเฉพาะ
“เรื่องเล็ก ๆ อันร้ายแรง ที่เราต้องแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง”
ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในทัศนะของผู้ทำงานวิจัยเช่น ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา มองถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัวไว้ว่า
“เรื่องความรุนแรงและการใช้อำนาจนั้น “การใช้อำนาจ” ไม่ได้เป็นปัญหาเสมอไป เพราะครูย่อมมีอำนาจเหนือนักเรียนและต้องใช้อำนาจเมื่อจำเป็น แต่ “การใช้ความรุนแรง” ต่างหากที่เป็นปัญหาทั้งจากครูสู่นักเรียนและจากนักเรียนด้วยกันเอง จากงานวิจัยพบพฤติกรรมการรังแกมากที่สุดคือการล้อเลียนและเหยียดหยามเผ่าพันธุ์ มองเผินๆ แล้วไม่ร้ายแรง แต่แท้จริงเป็นเรื่องร้ายแรงมาก นำไปสู่การข่มเหงรูปแบบอื่นๆ ทั้งเชิงโครงสร้างและรุนแรงอย่างเป็นระบบ เช่นการเอารัดเอาเปรียบคนกลุ่มน้อย เอาเปรียบคนมีฐานะเศรษฐกิจต่ำกว่า หลงชาติพันธุ์ตนเองว่ายิ่งใหญ่กว่า ซึ่งสามารถนำไปสู่สงครามระหว่างประเทศต่อไปได้”
“การแก้ปัญหาต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้ ฝึกทักษะ จัดการห้องเรียน สร้างวินัยเชิงบวก ดำเนินโครงการป้องกันรังแกระหว่างนักเรียน งานด้านสันติศึกษา ต้องทำให้เป็นนโยบาย มีแนวปฏิบัติชัดเจน ประเมินผลต่อเนื่องแม้ใช้เวลาหลายปี ก็ต้องทำจนกว่าพบว่าทัศนคติของครูและนักเรียนเปลี่ยนแปลง”
“ผมอยากฝากให้รณรงค์สร้างความตระหนักต่อพ่อแม่และครูให้มากขึ้นอีก ผลเสียของการใช้ความรุนแรงนั้นความตระหนักอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ ต้องมีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมด้วย เช่น อบรมพ่อแม่และครู การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคม เปลี่ยนจากสังคมที่บูชาเงินและวัตถุที่นำไปสู่ความเห็นแก่ตัว ให้เป็นสังคมเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยกัน ให้คุณค่าการช่วยเหลือและร่วมมือ เป็นหนทางที่จะแก้ปัญหาได้ในระยะยาว”
ปัจจุบัน แนวโน้มความรุนแรงในโรงเรียนมีมากขึ้นเรื่อยๆ และเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทยหลายประการที่เชื่อว่าเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่อาจโต้เถียง ขึ้นเสียงได้ วัฒนธรรมเหล่านี้จึงถึงเวลาที่ควรตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีมายาวนานนี้ยากต่อการเยียวยาไปแล้วหรือไม่ เมื่อสังคมยินยอมให้ร่างกายของเด็กเป็นเวทีแสดงอำนาจที่แฝงไปด้วยความรุนแรง
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะเปิดสายตามองปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ไม่ใช่แค่ “การตีกันของเด็ก” หรือ “แค่ถูกครูทำโทษ” เพื่อปกป้องเด็กๆของเรา ก่อนที่ความรุนแรงจะเติบใหญ่ฝังลึกภายใต้ร่างกายเยาว์วัยเหล่านั้น.
เนื้อหาจาก "จดหมายข่าวโลกใบเยาว์" ฉบับที่ 4
scoop โดย กาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์
บรรณาธิการ โดย ปิยนาถ ประยูร
ดีจังเลยครับ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กๆๆและความรุนแรงในสถานศึกษา ขอบคุณมากครับ...