สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นำหนังสือเรียนเสริมและสื่อการเรียนการสอนที่ตัวเองไม่ได้ผลิต แต่ผลิตโดยบริษัทเอกชน ไปขายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 4 แห่ง ด้วยวิธี "กรณีพิเศษ"  โดยอ้างว่ามีสิทธิทำได้ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 67 (3) "เข้าร่วมลงทุนกับนิติบุคคลอื่น ในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการบริหารงาน สกสค."

ขณะที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตจัดซื้อหนังสือเรียนเสริมของกระทรวงมหาดไทย สรุปผลสอบสวนว่า อบจ.ทั้ง 4 ฝ่าฝืนระเบียบมหาดไทย และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 กันยายน 2527 ซึ่งกำหนดให้สิทธิพิเศษองค์การค้าคุรุสภา (หรือ สกสค.ในปัจจุบัน) ในการจัดซื้อวิธีกรณีพิเศษ เพื่อหารายได้บำรุงคุรุสภา และให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำสัญญาซื้อขายหรือจ้าง...วัสดุที่ได้รับการยกเว้นเฉพาะกรณีที่คุรุสภาจัดทำ หรือพิมพ์ขึ้นเอง  แต่เนื่องจาก สกสค.ไม่ได้พิมพ์หนังสือเอง อบจ.จึงไม่มีสิทธิใช้วิธีกรณีพิเศษจัดซื้อหนังสือจาก สกสค. ที่ถูกต้องคือ สกสค.กับบริษัทร่วมค้าต้องเข้าร่วมประมูลแข่งขันกับเอกชนทั่วไป อย่างไรก็ดี ล่าสุดเลขาธิการ สกสค.ออกโรงยืนยันว่า ตัวเองมีสิทธิทำได้ตามมาตรา 67 (3)

เมื่อ 2 หน่วยราชการมองต่างมุมกัน ผมจึงเห็นด้วยที่กระทรวงมหาดไทยจะส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังวินิจฉัยว่าการทำ "สัญญาร่วมค้า" เข้าข่ายได้รับยกเว้นตามมติ ครม. 11 กันยายน 2527 หรือไม่ เนื่องจากหากปล่อยให้บริษัทเอกชนอาศัยสัญญาร่วมค้ากับ สกสค.ไม่ต้องประมูลแข่งขัน เท่ากับร่วมกันผูกขาด และเกิดการแข่งขันราคาโดยไม่เป็นธรรม ส่อละเมิดมาตรา 4 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (กฎหมายคุมฮั้ว) อย่างยิ่ง

มาตรา 4 ระบุว่า "ผู้ใดตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง     เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือโดยการกีดกันมิให้มีการเสนอสินค้า หรือบริการอื่นต่อหน่วยงานของรัฐ หรือโดยการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐอันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี และปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดนั้น หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า  ผู้ใดเป็นธุระในการชักชวนให้ผู้อื่นร่วมตกลงกันในการกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้นั้นต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่ง"

นอกจากส่อขัด พ.ร.บ.ฮั้วแล้ว ยังไม่ชอบด้วยเหตุและผลดังต่อไปนี้ 1.เอาเปรียบผู้ประกอบการทั่วไป            2.เอื้อประโยชน์ให้คู่สัญญามีสิทธิพิเศษเหนือรายอื่น 3.ต้องซื้อตามราคาหน้าปกราชการเสียโอกาสต่อรองราคา        4.เสียประโยชน์จากเงินกินเปล่าที่ สกสค.ได้รับจากคู่สัญญา 5% ทั้ง ๆ ที่นำไปเป็นส่วนลดได้   5.มาตรา 67 พ.ร.บ. สภาครูฯระบุแค่ให้ สกสค.ทำสัญญาร่วมค้าได้ แต่ไม่ได้ข้อความใดให้มีสิทธิพิเศษเหนือใคร  6.มติ ครม.เขียนชัดเจนว่าต้องผลิตเอง ไม่ได้เปิดช่องให้ใช้สัญญาร่วมค้า ถามว่า เมื่อบริษัทคู่ค้า สกสค.ไม่ต้องประมูลแข่งขัน ย่อมมีต้นทุนน้อยลง มีกำไรมากขึ้น ส่วนต่างเหล่านี้ไปอยู่ในมือใคร  ถามต่อไปว่า หากเอกชนรายใดอยากได้สิทธิพิเศษไม่ต้องเข้าประมูล จะทำอย่างไรให้ผู้บริหาร สกสค.พึงใจเลือกเป็นคู่ค้า  

ถามอีกว่า เรื่องมันแดงออกมาอย่างนี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงาน ป.ป.ช.จะทำอะไรได้บ้าง หรือเห็นว่าสิ่งที่ สกสค.ทำถูกต้องเป็นธรรมแล้ว ให้ทำต่อไปได้  เอกชนที่ไม่มีเส้นมีสาย ไม่มีนอกมีใน เขาจะได้ทำใจ

มติชน (คอลัมน์เดินหน้าชน) 11 พ.ค. 51