ตอนเรียนป.เอก ที่ออสเตรเลีย ผมเป็นนักศึกษาคนแรกของโรงเรียนที่ใช้เวลา 1 ปีในการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ แต่ผลของการถูกเคี่ยวเข็ญให้ได้โครงร่างที่ดี ผมได้รางวัลทุนวิจัยจากประเทศออสเตรเลียและจบปริญญาเอกเร็วที่สุดของโรงเรียนในเวลาเกิน 3 ปี
ผมเคยท้อใจกับระบบมาตราฐานของการเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์และการสอบวิทยานิพนธ์เพื่อจบบัณฑิตศึกษาด้วยการใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนในการให้ผู้เชี่ยวชาญอ่านและรับรองคุณภาพของโครงร่างวิทยานิพนธ์จนถึงการสอบวิทยานิพนธ์สุดท้าย แต่ปัจจุบันผมได้รับประสบการณ์ของการสร้างคุณภาพในการเรียนและวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษาครับ
ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ผมเริ่มได้รับการแต่งตั้งให้ไปสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์และสอบจบวิทยานิพนธ์ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยมหิดล แต่มีเพียง 1 ใน 7 ครั้งของการทำหน้าที่สอบข้างต้นที่รู้สึกว่าเข้มข้นในการสร้างคุณภาพของนักศึกษาให้สมกับการสอบจบรับปริญญาบัณฑิตศึกษาครับ อีก 6 ครั้งทำให้ผมรู้สึกแย่มากๆ ด้วยประเด็นต่อไปนี้
- นักศึกษาไม่ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ที่ปรึกษาในเรื่องการทบทวนวรรณกรรมให้กว้างและลึกก่อนการตั้งโจทย์วิจัย
- นักศึกษาเน้นเป้าหมายของการเขียนงานวิจัยตรงรายละเอียดของวิธีการเก็บข้อมูลและขาดการวิเคราะห์เปรียบเทียบเหตุผลของการสร้างกระบวนการวิจัย
- อาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีเวลาในการแก้ไขบริบทของการเขียนข้อมูลวิทยานิพนธ์ให้ได้ความต่อเนื่องและความชัดเจนตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย
- การวิเคราะห์เหตุผลเพื่อใช้ในการวิจารณ์และอภิปรายผลมีการนำเสนอที่ขาดการเชื่อมโยงกับวรรณกรรมหรืองานวิจัยอื่นๆ แต่นำเสนอความคิดของผู้วิจัยหรืออาจารย์ที่ปรึกษาอย่างกระจัดกระจาย
- นักศึกษาไม่ได้เกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการคิด อ่าน พูด เขียน และนำเสนองานวิจัยต่อสาธารณชนที่หลายหลาย เช่น การตอบคำถามจากผู้อ่านงานวิจัยในระดับวิเคราะห์เหตุผล การเปิดใจยอมรับความคิดเห็นด้วยจิตสาธารณะ
- อาจารย์ที่ปรึกษาและคณะกรรมการสอบส่วนใหญ่เน้นให้นักศึกษาจบอย่างมีเงื่อนไขแบบเร่งด่วน แต่ไม่ค่อยให้ข้อมูลที่ชัดเจนต่อการแก้ไขวิทยานิพนธ์ขณะทำการสอบ หรือพยายามปล่อยให้จบไปโดยนักศึกษาอาจไม่เกิดความภาคภูมิใจในระดับปริญญาที่ได้รับ หรืออาจเกิดความรู้สึกขาดทักษะบางอย่างในการพัฒนาคุณภาพในตัวตนหลังจบการศึกษา
ดังนั้น การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ในปัจจุบัน อาจเป็นการสอบป้องกันไม่ให้นักศึกษาตกจากการเข้ารับปริญญา แล้วคุณภาพของบัณฑิตวิทยาลัยในประเทศไทยควรเป็นอย่างไรดีครับ
ขอบคุณครับ อ.อาลัม
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูลที่เป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาระดับบัณฑิต....
ขอบคุณครับคุณ Noktalay
ไม่ค่อยอยากออกความเห็นเลยว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยของเราที่มีวิญญาณของครูจริงๆนั้นเหมือนจะหายากเลยนะคะ เพราะไปๆมาๆอาจารย์เองก็เหมือนจะทำเพื่อผลงานตัวเองมากกว่ามุ่งสร้างคนคุณภาพ คนที่ดีๆเขาก็ท้อๆกันไปเสียมาก โทษอาจารย์อย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษระบบอีกเหมือนกันที่บีบให้คนไปทางเดียวกันหมดไล่มาตั้งแต่เด็กๆ ต่างก็เรียนให้จบๆ เพื่อจะสอบๆ มีเป้าหมายเป็นช่วงๆ ไม่ได้คิดว่าระหว่างทางไปสู่เป้าหมายต่างหากคือสิ่งสำคัญ พูดแล้วยาวนะคะ (ว่าไปเราก็ดีแต่พูด เพราะนึกทางออกอะไรที่เราทำให้ไม่ออกเหมือนกัน)
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของพี่โอ๋ครับ
ผมเห็นด้วยกับระบบที่ส่งผลต่อการจัดการความคิดของอาจารย์และนักศึกษา ผมมองทางบวกคือ ยึดมั่นในความดีและจิตวิญญาณของอาจารย์แต่ละท่านที่ต้องการพัฒนานักศึกษาอย่างแท้จริง ทำดี สร้างกรรมดี ผมตอบแทนที่ดีจะดำเนินอยู่โดยเราอาจไม่จำเป็นต้องกำหนดหรือคาดหวังไว้ครับ
พูดอย่างตรงไปตรงมา ระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศเน้นปริมาณครับ นักศึกษาบางคนต้องการแค่ได้ปริญญา ไม่ได้ต้องการนำความรู้ไปประกอบอาชีพหรือถ้ามีก็น้อยที่จะนำความรู้ไปใช้
แล้วการแข่่งขันของมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันสูง (เพื่อหนี้ตายครับ)
หมายเหตุ เป็นความเห็นส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณ
ขอบคุณคุณ scmman ครับ
เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ.. อาจารย์ของผมท่านหนึ่งก็เคยตั้งข้อสังเกตุ คล้ายๆกับอาจารย์ใว้เช่นกัน..และตัวท่านเองก็มักจะย้ำให้ตระหนักอย่างเข้มข้นในประเด็นเหล่านั้น ..( เล่นเอาพวกผมค่อนข้างเครียดกันเลยทีเดียว)..แต่ มีคำพูดประโยคหนึ่งจากท่านที่ทำให้รู้สึกสะดุดใจขึ้นมา.. ท่านพูด(ลอยๆ) ว่า .."บางครั้งที่ต้องปล่อยผ่านไป เพราะมันมีเบื้องหลังที่แสนรันทดอย่างหนึ่งคือ..ด้วยความที่รักและเห็นใจในตัวลูกศิษย์บางทีมันก็อยู่เหนือเหตุผลที่จะต้องอธิบายกันให้เข้าใจ.."..ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์สั้นๆ เพียงเท่านี้ครับ..ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
ขอบคุณและยินดีครับคุณกีรติ