กลิ่นอายของประชาธิปไตยท่ามกลางกระแสแห่งเกลียวคลื่น
ในท่ามกลางกระแสเกลียวคลื่นของสังคมที่กำลังเคลื่อนเข้ามากระทบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในทุกวันนี้
ไม่ว่าจะเป็น
-
คลื่นแห่งเศรษฐกิจ
- คลื่นแห่งสังคม
-
คลื่นแห่งการเมือง
-
คลื่นแห่งมหาชนที่ท้องสนามหลวง
- และอื่นๆ
เกลียวคลื่นของทะเลที่มีพายุพัดโหมกระหน่ำ
ยังมีโอกาสอ่อนแรงลงเมื่อไปกระทบชายฝั่งทะเล
มหาสมุทร
กระแสคลื่นของสังคมไทย
ยังไปไม่ถึงฝั่งและจำเป็นจะต้องผ่อนแรงลง
เพื่อไม่ให้แรงคลื่นกระทบฝั่งเกิดความเสียหายไปมากกว่านี้
นั่นคือบ้านเมืองของเรามีขื่อมีแป
จำเป็นจะต้องดำเนินการตามครรลองประชาธิปไตย
ใส่ใจแนวพระราชดำรัส
"รู้รักสามัคคี"
การที่ผู้คนในชาติมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ตามครรลองประชาธิปไตย
เมื่อมีฝ่ายรัฐบาลก็ต้องมีฝ่ายค้าน
เมื่อมีคนชอบก็มีคนชัง ถือเป็นเรื่องธรรมดา
นั่นเป็นสิทธิส่วนบุคคล
สำหรับเรื่องส่วนรวม
"เสถียรภาพความมั่นคงของประเทศชาติ
และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนทุกฝ่ายเทิดไว้สูงสุด"
ทางออกที่ดีควรจะใช้กลยุทธ์"ที่ทุกฝ่ายWin - Win"
ซึ่งมีแนวทางดังนี้
๑) ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
(รักษาการ) ควรแสดงสปิริตทางการเมือง เยี่ยงรัฐบุรุษ โดยการประกาศ
"ลาออก"
และให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้วเสร็จ
๒) ผู้นำฝ่ายค้าน
ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่เป็นกลาง
ควรหาทางเจรจายุติปัญหาข้อขัดแย้งทางการเมือง โดยให้เลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปจากวันที่ ๒
เมษายน ๒๕๔๙ ออกไปอีก ๓๐ วัน
เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทุกพรรคได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งและมีเวลาหาเสียง
๓)
ขอเชิญชวนประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยทุกคนพร้อมใจกัน
"เปิดไฟหน้ารถ"
เพื่อเป็นสัญญาประชาคมว่า
ขอให้ทุกฝ่ายยุติปัญหาความรุนแรงและหันหน้าเข้ามาแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งโดยใช้วิถีแห่งปัญญา
"รู้รัก
สามัคคี"
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
"พลิกสถานการณ์กลับคืนสู่สภาพบ้านดีเมืองดี"
จากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมา
ทำให้ได้รับบทเรียนอันทรงคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ได้แก่
๑) การเลือกผู้นำ หรือผู้แทนทุกระดับ -
ต้องพิจารณาไตร่ตรองเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นสำคัญ
๒) การบริหารประเทศ - ต้องยึดถือกรอบกติกา
(รัฐธรรมนูญ)
ถ้ากติกาบางอย่างไม่เหมาะสมกับยุคสมัยก็สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้
๓) การยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ
- ใครจะคิดจะทำอะไรก็ตามในบ้านนี้เมืองนี้ขอให้มีหลักยึด
เทียบเคียงและชั่งน้ำหนักดูว่า "ทำแล้วประเทศชาติไม่เสียหาย ประชาชนไม่เดือดร้อน"
ก็สมควรทำต่อไป
ขอเป็นกำลังใจ
และพร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติโดยใช้วิถีแห่งปัญญา
ตามแนวพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ "รู้รัก สามัคคี" แล้วประเทศชาติของเราจะกลับคืนสู่สภาพบ้านดีเมืองดีในไม่ช้านี้
ปฐมพงศ์
ศุภเลิศ
๙
มี.ค. ๔๙
เป็นการใช้วิถีแห่งปัญญาที่ได้ประเด็นสาระที่ตรงกับที่หลายคนคิดทีเดียวครับ แต่ในความเป็นจริง ไม่ทราบว่า แต่ละคนแต่ละฝ่าย จะสามารถถอยได้หรือไม่ หรืออาจจะมาไกลจนเกินที่จะถอยกันได้แล้วกระมัง
การจัดการความรู้ที่น่าคิด
เรียน นายบอน ที่นับถือ
ขอขอบคุณที่กรุณาแสดงความคิดเห็นเฉกเช่นปัญญาชน
และคาดว่าคงมีหลายคนที่อยากจะเห็นบ้านเมืองของเราสงบสุข
วันนี้ถ้าทุกฝ่ายยอมถอยเพื่อให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า จะได้รับการสรรเสริญยกย่อง…จากพี่น้องประชาชนผู้รักสันติ ครับ