จากการลงไปศึกษาในพื่นที่(บางแห่ง) หลังจากการถ่ายโอนสถานีอนามัยสู่องค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศขณะนี้ 22 แห่ง
พบว่า
1. ด้านงบประมาณ ยังไม่มีรูปแบบการดำเนินงานที่แน่นอน เช่น ระเบียบการจ่ายเงินบำรุงของสถานีอนามัย ทำให้สถานีอนามัยที่ถ่ายโอนไม่สามารถตัดสินใจดำเนินการได้
2. ด้านการปฏิบัติงาน ก็มีภาระกิจเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องดำเนินการเพื่อตอบสนองนโยบายทั้ง 3 ฝ่าย (Cup สสจ. อบต.)
3. การดำเนินงานโครงการยืดหยุ่นได้ และ รวดเร็วขึ้น (กรณีนายกอบต.เห็นด้วยกับแนวคิด)
4. ความก้าวหน้าในตำแหน่ง น่าจะดีขึ้น(หัวหน้ากองสธ.อาจได้ถึง 8)
5. สวัสดิการยังไม่มีรูแบบที่ชัด (ดำเนินการเหมือนก่อนถ่ายโอน) แต่อาจจะมีโบนัสที่สูงขึ้น(2-3 เท่าของเงินเดือน)
สรุปความคิดเห็นของตนเอง หากคิดจะถ่ายโอนสถานีอนามัยไปยังท้องถิ่น ควรศึกษาการดำเนินงานทางด้านสาธารณสุขของอบต.นั้น ๆ ย้อนหลังไปสัก 2-3 ปี รวมไปถึงแนวคิด และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารอบต. ว่า มีแนวโน้มการดำเนินงานสาธารณสุขเป็นอย่างไร ก่อนตัดสินใจถ่ายโอนไป
(น่าจะรอดูก่อนหรือศึกษาจากที่ถ่ายโอนไปแล้ว 22 แห่งทั่วประเทศ)
การกระจายอำนาจน่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด
แต่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจักต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองให้ชัดแจ้ง และแสดงบทบาทของตัวเองอย่างเต็มที่
บางแห่งข้าราชการประจำก็ทำงานเกินหน้าที่ ชักใบให้เรือเสีย ผู้บริหารก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้าตัดสินใจ คอยแต่ให้ข้าราชการประจำชี้แนะ(จูง)
กว่าจะเข้าใจและศึกษางานในหน้าที่ของตนเองแจ่มแจ้งก็พอดีกับหมดวาระก่อน........อนิจจาประเทศไทย...
ด้วยส่วนตัวผมก็คิดเห็นเช่นเดียวกับคุณสักทองนะ แต่คิดว่าถ้าสถานีอนามัย
ซึ่งจะต้องถ่ายโอนไปสู่อบต.ภายใน 3 ปี นี้ทั้งหมด ก็คงช่วยผลักดันเรื่องต่างๆ เหล่านี้
ให้ถึงประชาชนอย่างแท้จริง เพราะอย่างน้อยก็มีบางอบต.ที่มีแนวคิดเช่นนี้อยุ่อย่างเช่น
อบต.ปากพูน จ.นครศรีธรรมราช