ต้องขออภัย ที่ระยะนี้ มีภารกิจมาก ช่วงค่ำก็งานเลี้ยงบ้าง เพื่อนเลี้ยงบ้าง ทำให้การเข้ามาตอบกระทู้ และเขียนบันทึก ล่าช้า ทิ้งช่วง แต่บอกตามตรง ว่าพอมีเวลา ผู้เขียนก็อยากแต่จะเล่าเรื่องราวที่อินเดียให้ฟัง มีมากมายหลายเรื่องจริงๆ และคิดว่า ผู้ที่ติดตามอ่าน ก็กำลังรออ่านด้วย วันนี้ เรามาศึกษาวิถีชีวิตคนอินเดีย ที่กุสินารากันต่ออีกวันนะคะ รับรองว่า อ่านจบ ต้องรู้สึกสดชื่นแน่ๆ เพราะผู้เขียนกำลังจะเขียน เรื่องความหวานของคนกุสินารา ดินแดนที่ใครได้ไป แล้วจะประทับใจไม่รู้ลืม " อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย..." ค่ะ ผู้เขียนกำลังจะพาไปชม กรรมวิธีทำน้ำตาลของคนที่นี่ ถึงน้ำตาลจะหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก สู้ความหวานจากวาจาก็ไม่ได้ แต่เดี๋ยวจะได้เรียนรู้กัน ว่า ระหว่างการกลั่นน้ำตาล กับการกลั่นวาจา ให้ออกมาหอมหวานนั้น อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน ขอเริ่มต้นจากการตัดอ้อยมาจากไร่กันเลยนะคะ อ้อยที่นี่ลำเล็ก ปลูกเหมือนดำนา ระยะไม่ห่างเท่าไหร่ คือไม่ได้ยกเป็นร่อง อ้อยจึงมีลำเล็กขนาดเท่าหัวแม่เท้าค่ะ ทุกส่วนของอ้อย ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้หมด ตั้งแต่ใบสด ใช้เลี้ยงสัตว์ ใบแห้ง มาสับปนมูลวัว ปั้นเป็นแท่ง ทำเชื้อเพลิง รากเง้า ก็นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเช่นกัน ที่เห็นในภาพเป็นส่วนสำคัญ คือลำอ้อย ที่ยาววานี้แหละ ซึ่งมีน้ำที่หวานนัก จนนำมาคั้น เคี่ยวจนเป็นน้ำตาลได้ เช่นเดียว กับการกลั่นวาจา...เหมือนการกำจัดสิ่งหยาบคาย ไม่ให้คุณประโยชน์ในจิตใจคนเลย คัดให้เหลือแต่ส่วนที่ใช้การได้ และสร้างประโยชน์ให้คนอื่นต่อไป จากนั้น จะมีลูกหีบ ที่มีลักษณ์เป็นเฟือง หมุนเข้าหากัน เขาจะนำลำอ้อย ป้อนเข้าไป เพื่อบีบน้ำออกจากลำ เมื่อลำอ้อยพ้นเครื่อง จึงเหลือเพียงชานอ้อย ที่แห้งปราศจากน้ำอีกต่อไป ขั้นตอนนี้ ทำให้นึกถึง การกลั่นวาจาของคน ให้ออกมาเป็น มธุรสวาจา ต้องผ่านการวินิจฉัยจากภายในเสียก่อน ค่อยบีบ ค่อยๆคั้น เอาแต่ความอ่อนหวานไว้ ส่วนที่หยาบกระด้าง ก็คัดออกจากใจไป เมื่อได้ผ่านการหีบมาแล้ว น้ำอ้อยที่ได้ ก็ยังมีเศษผง ผสมอยู่มากมาย จึงอยู่ที่บ่อพัก แล้วใช้ตะแกรงหวาย ตาถี่ๆ มาช้อนกากผงออก ให้สะอาด ถ้าจะเป็นเรื่องของการกลั่นวาจา ก็เทียบได้กับ การทบทวนในใจ ลองพูดกับตนเอง ว่า คำเหล่านี้ บาดใจ บาดหูตนหรือไม่ ฟังเสียงจากใจของตนเอง ก่อนผ่านสู่หูผู้อื่น ซึ่งสำคัญมากทีเดียว น้ำอ้อยที่ใสได้ที่ จะถูกส่งผ่านมายังกระทะเหล็กก้นลึก ที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ ขั้นตอนนี้ เรียกว่าเคี่ยว คือการทำให้น้ำระเหยออกไป ด้วยความร้อน จนเหลือแต่ส่วนที่เป็นสารน้ำตาลเท่านั้น ระยะนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง ต้องรอ ต้องอดทน แต่เมื่อเริ่มงวดลง กลิ่นน้ำตาล ก็จะหอมหวานตลบอบอวลไปไกลทีเดียว กลั่นวาจาก็เช่นกัน เมื่อคิดว่าคำพูดเรานั้น ไม่แสลงใจใคร ก็ลองปล่อยให้ล่วงพ้นริมฝีปากของตนไป อาจต้องใช้เวลา และจำนวนในการจำนรรจา ว่าคำเหล่านั้นไพเราะหรือยัง ถ้าดีแล้ว คำพูดของเรา ก็จะมีเสน่ห์ หอมหวล ชวนให้เกิดมิตร เป็นที่ต้องการของหมู่ชน แต่ทั้งนี้ต้องใช้เวลา... กากอ้อยที่ผ่านการคั้นเอาน้ำออกจนหมดแล้ว นำไปตากแห้ง แล้วนำกลับมาเป็นเชื้อเพลิง ต้มเคี่ยวน้ำตาลต่อไป และจะค่อยๆราไฟ เมื่อน้ำตาลเริ่มงวด ขั้นตอนนี้ ก็เหมือนผู้ฝึกตน ให้มีวาจาอ่อนหวาน ก็ควรมีกัลยาณมิตร คอยตักเตือน คอยให้กำลังใจ อยู่ตลอดเวลา จนกว่าสิ่งดีๆนั้น จะซึมซับเข้าไปสู่จิตวิญญาณ อย่างถาวรแล้ว แม้ไม่มีใคร เป็นพี่เลี้ยง ก็จะรักษาวาจานั้นได้อย่างมั่นคง เมื่อน้ำตาลได้ที่ มีความข้นเหนียวจัด กลิ่นหอมมาก ซึ่งผู้เคียวเท่านั้นที่จะรู้ ด้วยความชำนาญ ก็จะตักน้ำตาลใส่ กระทะก้นแบนนี้ จากนั้น จะใช้ อุปกรณ์ที่มีลักษณ์ปลายบานแบน คอยคนน้ำตาลกลับไปมา ให้น้ำตาลตกผลึก เมื่อเย็นลง และน้ำได้ระเหยไปจนหมดแล้ว ก็จะเหลือน้ำตาลที่แห้ง เป็นผง กรรมวิธีกลั่นวาจา ก็เช่นเดียวกัน ถึงจะได้วาจาไพเราเพราะพริ้งแล้ว แต่เมื่อนานวัน ก็จะถูกแทรกแซง ด้วยอารมณ์ต่างๆ ในทางลบ ทำให้ความคงเส้นคงวา ของวาจานั้น เริ่มหย่อนคุณภาพไป จึงต้องมีเครื่องมือกำกับ คือสติ ที่คอยระวัง มิให้วาจาร้ายคืนตัวเข้ามาในใจอีก นี่คือน้ำตาลที่ใช้ได้แล้ว จะนำไปใส่อาหาร ชนิดใด ก็จะช่วยชูรสอาหารนั้น เป็นอย่างดี ในที่สุด เมื่อผ่านขบวนการกลั่นวาจา จากใจ จนสำเร็จ ตามขบวนการขั้นตอน เราก็จะมีคุณสมบัติพิเศษ ที่เรียกว่า มธุรสวาจา ที่ใครได้ฟัง ก็รื่นหู ชื่นใจ แม้จะเสร็จสิ้น การผลิตน้ำตาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ช่างเคี่ยว ก็ยังมีแก่ใจ ใช้ศิลปะมาตกแต่ง ให้น้ำตาลที่หอมหวานนั้น น่ามอง น่ากินเข้าไปอีก โดยการปั้นเป็นรูปต่างๆให้สวยงาม รับรองว่า ระหว่างน้ำตาลที่วางกองๆ กับน้ำตาลเม็ดรูปสวยนี้ ใครๆก็คงต้องการแบบหลังมากกว่า แน่นอนใช่ไหมคะ ก็เหมือนวาจามธุรส ที่เราเฝ้าเพียร ฝึกฝน กลั่นจนติดกมลสันดานแล้วนั้น ก็ต้องรู้จักที่จะนำมาใช้ ให้ทุกวาจาที่ออกมา เป็นที่ต้องการ ของผู้คนเสมอ นั่นคือ การรู้จักเวลาที่จะพูด รู้ว่าพูดแล้วเกิดประโยชน์ต่อใคร และสุดท้ายองค์ประกอบที่สาม ต้องถูกกาละเทศะ นั่นแหละ จึงค่อยปล่อยในคำดีนั้น หลุดจากปากเราไป วันนี้ผู้เขียนรู้สึกมีความสุข กับการพาท่านชมชาวกุสินารา กลั่นเคี่ยวน้ำตาลไว้ใช้ และขณะเดียวกัน ก็ได้ถือโอกาสไตร่ตรองการกลั่นวาจา ไว้นำออกมาใช้กัน ทั้งหมดนี้ ได้เรียนรู้ว่า ทุกสิ่งอย่างจะสำเร็จลงด้วยดี ต้องอาศัย ความอดทน ความชำนาญ และสติที่คอยกำกับ ให้ผลลัพธ์นั้น คงเส้นคงวา น้ำตาลที่ได้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนรสชาดเป็นรสอื่น เช่นเดียวกับคำพูดที่ไพเราะ ก็ไม่มีวัน บันดาลโทสะผู้ใด ให้มาทำลายผู้เป็นเจ้าของคำพูดนั้นได้เลย นมัสเต้ค่ะ
สวัสดีครับ..หมอ
มาเที่ยวครับ, หวานจริงๆ ครับ
ตามมาซึมซับปรัชญาที่ปฏิบัติได้จริงค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อเขียนดีดีค่ะ
สวัสดีค่ะอ.แผ่นดิน
ดีใจที่ได้เห็นบันทึก และเรื่องราวจากท่านอีกค่ะ
ธรรมชาติคือบ่อเกิดแห่งปรัชญาค่ะ
ธรรมชาติ คือสิ่งที่ไม่ต้องฝีน เป็นเหตุ เป็นผล ปฏิบัติได้
เมื่อเราตั้งใจมองธรรมชาติ ที่เกิด เราจึงพลอยเจริญในปัญยา ของตนไปด้วย
แต่ที่เขียนมานี้ ยังไม่ถึงขั้นปรัชญาหรอกค่ะ ขอบคุณอาจารย์ที่ยกย่อง
การตัดอ้อยของคนกุสินารา ไม่เผาทั้งไร่ค่ะ เขาตัดสด
ทุกส่วนนำมาใช้ประโยชน์ได้หมอ
ที่สำคัญ เขาเอาแรงกัน (ลงแขก) ไม่มีค่าจ้างค่ะ
นี่คืออีกมุมมองหนึ่ง ที่คิดว่าดีมากๆ เป็นภาพจำ ที่ทำให้นึกถึงอดีตของไทยเราค่ะ
อดีตจะหวลมาอีกไหมคะ?
สวัสดีค่ะพี่เกษตรยะลา
ตามที่มีโอกาส เป็นผู้ติดตามผลงานของพี่มาตลอด จนกระทั่งครั้งหนึ่ง ได้พบตัวจริง เสียงจริง(ปลื้มพี่มากๆ) ก็พบว่า จะเป็นถ้อยสำนวน น้ำเสียง คำพูดที่พี่กล่าวออกมา ไม่มีความหยาบกระด้างอะไรเลย น่าอ่าน น่าฟัง มีความรู้สึก ที่ถ่ายทอดมาทุกตัวอักษร
อย่างนี้จะเรียก มะนาวไม่มีน้ำได้อย่างไรคะ
อีกอย่าง ถ้าพี่จะเปรียบตัวเองเป็นมะนาวนะ มะนวาสร้างความหวานจากรสเปรี้ยวของตนเองได้ด้วย
ลองบีบมะนาว ใส่สับประรดที่มีรสเปรียวซิคะ กลับหวานขึ้นมาทันที
ไม่ต้องหวานเท่าน้ำตาลกุสินาราหรอกค่ะ เอาแค่ ใครไม่หวาน พี่เกษตรยะลา จะช่วยแก้ให้ ก็พอแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะคุณอำนวย สุดสวาสดิ์
แอบบอก กับคุณอำนวยค่ะ ในวันที่ไปนั้น เขาทำน้ำตาลกันเสร็จไปหนึ่งรอบแล้ว แต่ที่ก้นกะทะ ที่ขั้นตอนสุดท้ายนั้น มีตังเม เหลืออยู่ ใช้นิ้วกวาดใส่ปาก หอมหวานมากๆ นี่เป็นการทำน้ำตาลแดง ไม่ใช่น้ำตาลทรายขาวนะคะ อันนั้นไม่ได้เห็นค่ะ คงเป็นโรงงานใหญ่ ถ้ามีโอกาสไปกุสินารา ต้องหาโอกาส เที่ยวหมู่บ้านนะคะ จะพบภาพชีวิตแบบนี้แหละ แต่ถ้าไปกับคณะทัวร์ใหญ่ คงหมดสิทธฺ์ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณอุบล จ๋วงพานิช
เป็นแค่ข้อคิดที่ปฏิบัติได้ง่ายๆค่ะ อิงกับสิ่งที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนมา บังเอิญคนมักจะเปรียบเปรย ความหวานของวาจา เหมือนความหวานของน้ำตาล ก็เลยนำมาเทียบๆเคียงกันดูค่ะ
ถ้าวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานนั้น มีรสชาดเท่าน้ำตาล โลกนี้ คงอบอุ่น และอบอวลไปด้วยความรัก นะคะ
ขอบพระคุณที่มาให้กำลังใจค่ะ
ลึกซึ้งจังเลยครับ
ชอบวิธีการเข้าถึงธรรมแบบนี้มากๆครับ
ขอบคุณสำหรับความคิดดีๆ ให้ธรรมเป็นทานครับ
สวัสดีค่ะท่านอัยการชาวเกาะ
ขณะที่ตอบบันทึกนี้ กำลังฟังเพลงจากบันทึกป้าแดงค่ะ เรื่อราวเกี่ยวกับความรัก
ถ้าเพียงเรามีความรักต่อใครสักคน เราก็จะสรรหาสิ่งดีๆ มากำนัลเสมอ เช่นเดียวกับ การตอบแทนคนใน g2k ทีครั้งหนึ่งและอีกหลายๆครั้ง ได้ส่งเสริมให้ดิฉัน ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักรักคนทั้งโลก
ขอบันทึกนี้ และต่อจากนี้ไป เป็นของขวัญของทุกคน ในโอกาสได้ไปสร้างบุญที่กุสินาราค่ะ
หวานเป็นลมขมเป็นยา...นะ
สวัสดีค่ะคุณกวิน
ว่าแล้วเชียว ต้องมีคนนึกถึงคำนี้
ก็อาจจะจริงค่ะ ถ้าน้ำตาลนั้น เจือปนอย่างอื่นมากเกินไป ไม่บริสุทธิ์ ก็คงจะต้องมีรสชาดเปลี่ยนไป หรือรักษาไม่ดีก็เน่าเสียได้
แต่ถ้าบริสุทธิ์ ถูกกรรมวิธี รับรองหวานตลอดค่ะ
คงจะทำนองเดียวกับวาจาที่อ่อนหวานแหละค่ะ
ถ้าออกมาจากใจบริสุทธิ์ ก็คงไม่มีฤทธิ์ทำร้ายใครได้หรอกค่ะ