ฟังเสียงจากใจของตนเอง ก่อนผ่านสู่หูผู้อื่น

  ต้องขออภัย ที่ระยะนี้ มีภารกิจมาก ช่วงค่ำก็งานเลี้ยงบ้าง เพื่อนเลี้ยงบ้าง ทำให้การเข้ามาตอบกระทู้ และเขียนบันทึก ล่าช้า ทิ้งช่วง

 แต่บอกตามตรง ว่าพอมีเวลา ผู้เขียนก็อยากแต่จะเล่าเรื่องราวที่อินเดียให้ฟัง มีมากมายหลายเรื่องจริงๆ และคิดว่า ผู้ที่ติดตามอ่าน ก็กำลังรออ่านด้วย วันนี้ เรามาศึกษาวิถีชีวิตคนอินเดีย ที่กุสินารากันต่ออีกวันนะคะ รับรองว่า อ่านจบ ต้องรู้สึกสดชื่นแน่ๆ เพราะผู้เขียนกำลังจะเขียน เรื่องความหวานของคนกุสินารา ดินแดนที่ใครได้ไป แล้วจะประทับใจไม่รู้ลืม

" อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก

                                          แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย..."

ค่ะ ผู้เขียนกำลังจะพาไปชม กรรมวิธีทำน้ำตาลของคนที่นี่ ถึงน้ำตาลจะหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก สู้ความหวานจากวาจาก็ไม่ได้ แต่เดี๋ยวจะได้เรียนรู้กัน ว่า ระหว่างการกลั่นน้ำตาล กับการกลั่นวาจา ให้ออกมาหอมหวานนั้น อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน

Dsc03183

ขอเริ่มต้นจากการตัดอ้อยมาจากไร่กันเลยนะคะ อ้อยที่นี่ลำเล็ก

ปลูกเหมือนดำนา ระยะไม่ห่างเท่าไหร่

คือไม่ได้ยกเป็นร่อง อ้อยจึงมีลำเล็กขนาดเท่าหัวแม่เท้าค่ะ

ทุกส่วนของอ้อย ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้หมด ตั้งแต่ใบสด ใช้เลี้ยงสัตว์

ใบแห้ง มาสับปนมูลวัว ปั้นเป็นแท่ง ทำเชื้อเพลิง

รากเง้า ก็นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเช่นกัน

ที่เห็นในภาพเป็นส่วนสำคัญ คือลำอ้อย ที่ยาววานี้แหละ ซึ่งมีน้ำที่หวานนัก จนนำมาคั้น เคี่ยวจนเป็นน้ำตาลได้

เช่นเดียว กับการกลั่นวาจา...เหมือนการกำจัดสิ่งหยาบคาย

 ไม่ให้คุณประโยชน์ในจิตใจคนเลย

คัดให้เหลือแต่ส่วนที่ใช้การได้ และสร้างประโยชน์ให้คนอื่นต่อไป

Dsc03190

จากนั้น จะมีลูกหีบ ที่มีลักษณ์เป็นเฟือง หมุนเข้าหากัน เขาจะนำลำอ้อย ป้อนเข้าไป เพื่อบีบน้ำออกจากลำ เมื่อลำอ้อยพ้นเครื่อง จึงเหลือเพียงชานอ้อย

 ที่แห้งปราศจากน้ำอีกต่อไป

ขั้นตอนนี้ ทำให้นึกถึง การกลั่นวาจาของคน ให้ออกมาเป็น มธุรสวาจา ต้องผ่านการวินิจฉัยจากภายในเสียก่อน ค่อยบีบ ค่อยๆคั้น เอาแต่ความอ่อนหวานไว้ ส่วนที่หยาบกระด้าง ก็คัดออกจากใจไป

Dsc03182

เมื่อได้ผ่านการหีบมาแล้ว น้ำอ้อยที่ได้ ก็ยังมีเศษผง ผสมอยู่มากมาย จึงอยู่ที่บ่อพัก แล้วใช้ตะแกรงหวาย ตาถี่ๆ มาช้อนกากผงออก ให้สะอาด

ถ้าจะเป็นเรื่องของการกลั่นวาจา ก็เทียบได้กับ การทบทวนในใจ ลองพูดกับตนเอง ว่า คำเหล่านี้ บาดใจ บาดหูตนหรือไม่ ฟังเสียงจากใจของตนเอง ก่อนผ่านสู่หูผู้อื่น ซึ่งสำคัญมากทีเดียว

Dsc03181

น้ำอ้อยที่ใสได้ที่ จะถูกส่งผ่านมายังกระทะเหล็กก้นลึก ที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ ขั้นตอนนี้ เรียกว่าเคี่ยว คือการทำให้น้ำระเหยออกไป ด้วยความร้อน จนเหลือแต่ส่วนที่เป็นสารน้ำตาลเท่านั้น ระยะนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง ต้องรอ ต้องอดทน แต่เมื่อเริ่มงวดลง กลิ่นน้ำตาล ก็จะหอมหวานตลบอบอวลไปไกลทีเดียว

กลั่นวาจาก็เช่นกัน เมื่อคิดว่าคำพูดเรานั้น ไม่แสลงใจใคร ก็ลองปล่อยให้ล่วงพ้นริมฝีปากของตนไป อาจต้องใช้เวลา และจำนวนในการจำนรรจา ว่าคำเหล่านั้นไพเราะหรือยัง ถ้าดีแล้ว คำพูดของเรา ก็จะมีเสน่ห์ หอมหวล ชวนให้เกิดมิตร เป็นที่ต้องการของหมู่ชน แต่ทั้งนี้ต้องใช้เวลา...

Dsc03187

กากอ้อยที่ผ่านการคั้นเอาน้ำออกจนหมดแล้ว นำไปตากแห้ง แล้วนำกลับมาเป็นเชื้อเพลิง ต้มเคี่ยวน้ำตาลต่อไป และจะค่อยๆราไฟ เมื่อน้ำตาลเริ่มงวด

ขั้นตอนนี้ ก็เหมือนผู้ฝึกตน ให้มีวาจาอ่อนหวาน ก็ควรมีกัลยาณมิตร คอยตักเตือน คอยให้กำลังใจ อยู่ตลอดเวลา จนกว่าสิ่งดีๆนั้น จะซึมซับเข้าไปสู่จิตวิญญาณ อย่างถาวรแล้ว แม้ไม่มีใคร เป็นพี่เลี้ยง ก็จะรักษาวาจานั้นได้อย่างมั่นคง

Dsc03186

เมื่อน้ำตาลได้ที่ มีความข้นเหนียวจัด กลิ่นหอมมาก ซึ่งผู้เคียวเท่านั้นที่จะรู้ ด้วยความชำนาญ ก็จะตักน้ำตาลใส่ กระทะก้นแบนนี้ จากนั้น จะใช้ อุปกรณ์ที่มีลักษณ์ปลายบานแบน คอยคนน้ำตาลกลับไปมา ให้น้ำตาลตกผลึก เมื่อเย็นลง และน้ำได้ระเหยไปจนหมดแล้ว ก็จะเหลือน้ำตาลที่แห้ง เป็นผง

กรรมวิธีกลั่นวาจา ก็เช่นเดียวกัน ถึงจะได้วาจาไพเราเพราะพริ้งแล้ว แต่เมื่อนานวัน ก็จะถูกแทรกแซง ด้วยอารมณ์ต่างๆ ในทางลบ ทำให้ความคงเส้นคงวา ของวาจานั้น เริ่มหย่อนคุณภาพไป จึงต้องมีเครื่องมือกำกับ คือสติ ที่คอยระวัง

มิให้วาจาร้ายคืนตัวเข้ามาในใจอีก

Dsc03189

นี่คือน้ำตาลที่ใช้ได้แล้ว จะนำไปใส่อาหาร ชนิดใด

 ก็จะช่วยชูรสอาหารนั้น เป็นอย่างดี

ในที่สุด เมื่อผ่านขบวนการกลั่นวาจา จากใจ จนสำเร็จ ตามขบวนการขั้นตอน เราก็จะมีคุณสมบัติพิเศษ ที่เรียกว่า มธุรสวาจา ที่ใครได้ฟัง ก็รื่นหู ชื่นใจ

Dsc03192

แม้จะเสร็จสิ้น การผลิตน้ำตาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ช่างเคี่ยว ก็ยังมีแก่ใจ ใช้ศิลปะมาตกแต่ง ให้น้ำตาลที่หอมหวานนั้น น่ามอง น่ากินเข้าไปอีก โดยการปั้นเป็นรูปต่างๆให้สวยงาม รับรองว่า ระหว่างน้ำตาลที่วางกองๆ กับน้ำตาลเม็ดรูปสวยนี้ ใครๆก็คงต้องการแบบหลังมากกว่า แน่นอนใช่ไหมคะ

ก็เหมือนวาจามธุรส ที่เราเฝ้าเพียร ฝึกฝน กลั่นจนติดกมลสันดานแล้วนั้น ก็ต้องรู้จักที่จะนำมาใช้ ให้ทุกวาจาที่ออกมา เป็นที่ต้องการ ของผู้คนเสมอ นั่นคือ การรู้จักเวลาที่จะพูด รู้ว่าพูดแล้วเกิดประโยชน์ต่อใคร และสุดท้ายองค์ประกอบที่สาม

 ต้องถูกกาละเทศะ นั่นแหละ จึงค่อยปล่อยในคำดีนั้น หลุดจากปากเราไป

วันนี้ผู้เขียนรู้สึกมีความสุข กับการพาท่านชมชาวกุสินารา กลั่นเคี่ยวน้ำตาลไว้ใช้ และขณะเดียวกัน ก็ได้ถือโอกาสไตร่ตรองการกลั่นวาจา ไว้นำออกมาใช้กัน

ทั้งหมดนี้ ได้เรียนรู้ว่า ทุกสิ่งอย่างจะสำเร็จลงด้วยดี ต้องอาศัย ความอดทน ความชำนาญ และสติที่คอยกำกับ ให้ผลลัพธ์นั้น คงเส้นคงวา น้ำตาลที่ได้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนรสชาดเป็นรสอื่น เช่นเดียวกับคำพูดที่ไพเราะ ก็ไม่มีวัน บันดาลโทสะผู้ใด ให้มาทำลายผู้เป็นเจ้าของคำพูดนั้นได้เลย

นมัสเต้ค่ะ