เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 ที่ชั้น3ตึก RDI หรือ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เครือข่ายกลุ่มศึกษาการเมืองภาคประชาชนอีสาน มีพี่น้องNGo ,GO องค์กรชาวบ้าน เครือข่ายองค์กรชาวบ้าน เกษตรข่ายเกษตรกรรมทางเลือกอีสาน เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครู ผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น ปราชญ์ชาบ้านอีสาน และที่รู้จักกันอาทิ พี่สมภพ บุนนาค อาจารย์สน รูปสูง ฯลฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันถึงเรื่อง พลังที่สามซึ่งคือพลังภาคประชาชนนั่นเองว่าจะหาทางออกอย่างไรกับวิกฤติการการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน โดยมุมมองในการแลกเปลี่ยนนี้ก็เพื่อเสนอมุมมองในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และการศึกษาเล่ารู้กันจากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ ที่ล้วนมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่ไม่เหมือนสังคมประเทศใดๆ เช่นลักษณะเชิงโครงสร้างสังคม ระราชการ ระบบอุปถัมภ์และระบบเจ้าพ่ออิทธิพลมาเฟียระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่มีความสลับซับซ้อน ทั้งร่วมมือกันและขัดแย้งกันตามโอกาสและสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการนำเสนอหลากหลายที่น่าสนใจก็คือ แท้ที่จริงประชาชนควรมีสิทธิมีเสียง มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมประเทศ มีสิทธิทีจะร่วมในกระบวนการ ออกกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผลกระทบกับประชาชน และที่สำคัญประชาชนควรมีสิทธิที่จะผลักดันความเท่าเทียมกันทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและโอกาสในการเข้าถึง ทรัพยากร และสวัสดิการต่างๆที่สามารถจัดการได้ด้วยตนเองโดยเฉพาะคนจน คนยากไร้ ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประเด็นเรื่องพรรคการเมือง มีข้อสรุปว่าพรรคการเมืองไม่ได้เป็นของประชาชนมีแต่พรรคที่อ้างว่าเป็นตัวแทนเท่านั้น ทั้งนี้หมายถึงพรรคการเมืองทั้งทีเป็นกลุ่มทุนเก่าและใหม่ด้วย จึงส่งผลกระทบที่สำคัญเป็นวิกฤติการณ์ที่ทำให้สังคมมีความคิดเห็นที่แตกแยกสองฝัก สามฝ่ายกันอย่างรุนแรง  ทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตยที่เน้นเฉพาะการเลือกตั้งและการใช้นโยบายประชานิยมรากหญ้า แต่กระทำโดยกลุ่มก๊วนอิทธิพลที่แอบแฝงไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนและเล่ห์เหลี่ยมกลโกงสารพัดและทำได้ทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธี กับระบอบประชาธิปไตยที่อยากจะให้มีระบบคุณธรรม และจริยธรรม ที่เน้าการมีส่วนร่วมในสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกด้าน ขณะเดียวกันก็มี ความคิดเห็นอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าสถานการณ์ รอต่อไปไม่ได้เพราะจะกระทบผลประโยชน์และสถานะโดยตรงของตนจึงเรียกร้องแต่จะให้มีการใช้กำลังทำปฏิวัติหรือรัฐประหารเพื่อชำระล้างทุจริต คอร์รัปชั่น และความไร้จริยธรรมของนักการเมือง โดยคาดหวังว่าผู้นำกองกำลังจะบริสุทธิ์ใจพอ ที่จะนำทางไปสู่การวางรากฐานให้กับระบอบประชาธิปไตยใหม่ ที่แม้เป็นระยะผ่านที่ไม่อาจหาคำตอบที่บริสุทธิ์และถูกต้องได้ ณ. ช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง แต่ความจริงก็ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าการใช้กำลังปฏิวัติ รัฐประหาร ล้วนเป็นความล้มเหลว อย่างสิ้นเชิงเพราะเหล่าผู้ก่อการนั้นก้ไม่มีภูมิปัญญา พอที่จะให้คำตอบใดๆกับประชาชนในเหตุผลที่พวกเขากระทำได้เลย เรื่องที่น่าสนใจยิ่งก็คือ 1.เรื่องปัญหาของประชาชน ที่เกิดขึ้นตรั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นวงจรอุบาทว์ และกลายเป็นวิกฤติ โดยไม่สามารถแก้ปัญหาให้ตกไปได้ เป็นปัญหาความคิดทั้งของปัจเจกชน และเป็นวัฒนธรรมความคิดที่ไร้ราก(ไม่รู้ว่ามาจากฐานอะไร) ของประชาชาติไทย ไม่ว่าปัญหาความยากจน คอร์รัปชั่น เผด็จการทหาร - ทุนสามานย์ การรัฐประหาร ลัทธิเลือกตั้ง ปัญหารัฐธรรมนูญและการแก้ไข  2. ยุค ศรีอาริยะ ชี้ว่า เส้นทางอนาคตประเทศไทยคือเส้นทางสู่วิบัติที่ค่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆและหลีกเลี่ยงได้ยาก 3.ธีรยุทธ บุญมี มีทัศนะถึงนักคิด 2 สำนัก สำนักแรก นักคิดแนวอุดมคติ เสรีนิยมใหม่ที่ให้ความสำคัญ ที่สิทธิปัจเจกชน และกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นประธิปไตย สำนักที่สอง นักคิดที่มองโลกซับซ้อน ทางประวัติศาสตร์สังคม มองว่าโลกประกอบด้วยหลายส่วนชื่อมโยงกัน เราจึงต้องเคารพทุกส่วนคือการปกครองโดยกฏหมาย หลักประชาธิปไตยของประชาชน ที่เน้นการเลือกตั้งสำคัญที่สุด หลักสิทธิของประชาชน หลักการตรวจสอบโดยตุลาการ หลักการอดทนอดกลั้น ถ่วงดุล หลักเอื้ออาทร ซึ่งมีข้อคิดว่าประเทศไทยได้เริ่มถลำเข้าสู่วิกฤติตีบตัน ไร้ทางออก เพราะ ความสามัคคีเสื่อม  (ชนชั้นกลาง รากหญ้า) ภาคการเมืองเสื่อม ภาคสังคม (ด้านวิชาการ การถกเถียงด้วยเหตุผลเสื่อม) กองทัพเสื่อม คุณธรรมเสื่อม และคนไทยจะเผชิญกับวิกฤติ คนไทยไม่มีกลไกที่ดีในการแก้ไขความขัดแย้ง คนไทยปล่อยปละละเลยในการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ เช่นการโกงกินบ้านเมือง การใช้อำนาจที่มิชอบ รัฐบาลอ่อนแอ แก้ปัญหาชาวบ้านไม่ได้ รีบร้อนแก้รัฐธรรมนูญละเลยความเดือดร้อนของชาวบ้าน  สถานการณ์ข้าวแพง ถูกหยิบยกว่าอ้างชาวนาได้ประโยชน์ แท้ที่จริงเป็นภาพลวงที่นายทุน พ่อค้ากอบโกยประโยชน์ สร้างภาพให้ชาวนาลงทุน ขยายที่นา จนลืมปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง ชาวนาอย่าหลง อย่าละโมบ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการพยายามทำลายแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ และอยากถามรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าปัญหาปากท้องของประชาชนว่า ทำไมเราคนไทยที่ส่งข้าวออกอันดับ 1 ของโลกจึงต้องกินข้าวราคาแพงเช่นนี้ ให้ขณะที่ประเทศตะวันออกกลางส่งน้ำมันออก ประชาชนเขาใช้น้ำมันลิตรละ 11-12บาท มาเลย์ 12 - 13 ต่อลิตร แล้วรัฐบาลนี้ทำอะไรอยู่กับความเดือดร้อนที่ข้าวของราคาแพง ข้าวแพง จนคนที่เดือดร้อนเริ่ม ปล้นแบงค์ ขโมยข้าวของ ฯลฯ กันแล้ว