วันนี้ได้อ่านบทความ กล้าที่จะเจ็บ ของ
วิจักขณ์ พานิช
![]()
พบว่ามีแนวคิดที่น่าสนใจมาก เลยขอนำบางแนวคิดมาฝากทุกท่านครับ
- “ภาวนามาตั้งเยอะ แล้วทำไมยังทุกข์”
- ฝึกฝนตัวเองมาก็เพื่อที่จะใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้
-
คนสมัยนี้หนีมาเข้าวัด หันหน้าเข้าหาศาสนา หลงใหลการภาวนา เพราะความกลัวทุกข์ หรือ ความกลัวเจ็บ กันมากเกินไปหรือเปล่า...
-
ก่อนที่จะวิ่งวุ่นหาทางหลุด ทางพ้น เราได้อยู่กับความทุกข์ มองทุกข์ สัมผัสทุกข์ จนรู้จักมันกันดีพอแล้วหรือยัง...เราได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตของเรามากพอแล้วล่ะหรือ
-
เพราะความเปราะบางนี่แหละ ชีวิตถึงจะเป็นชีวิต ในความเปราะบางเราจะสัมผัสได้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่เพื่อตนเองและผู้อื่น แบบจั๊กจี้หัวใจ ยอมให้ความทุกข์เข้ามาสะกิดได้อย่างไม่มีอะไรขวางกั้น
-
หากเราเลือกที่จะฝึกฝนอยู่กับชีวิตที่เปราะบาง และหัวใจที่เปล่าเปลือยนั้น เราจะต้อง “กล้าที่จะเจ็บ” ให้ได้เสียก่อน
- นอกจากจะไม่กลัวเจ็บแล้ว เรากลับอยากสัมผัสว่าความเจ็บที่แท้มันเป็นเช่นไร
- ...การภาวนาจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นยาระงับปวด แต่เป็นหนทางการฝึกฝนเพื่อที่เราจะสามารถตื่นอยู่กับความเจ็บ มองและเรียนรู้กับมันได้อย่างไม่กลัวเจ็บ
- ....เราลองมาสร้างความสัมพันธ์ เรียนรู้กับความทุกข์ แบบไม่กลัวเจ็บกัน
- ข้อแรก ความทุกข์ จะถูกสัมผัสได้ก็ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างเปล่าเปลือย ด้วยหัวใจที่เปราะบาง เปิดรับให้โลกเข้ามาสะกิดใจเราอย่างไม่เขินอาย
-
ข้อสอง ต้นตอแห่งทุกข์ ขมวดเป็นปมขึ้นจากเกราะคุ้มกันทางความคิด และแรงต้าน อันเกิดมาจากความขยาดกลัวในการไม่กล้าเข้าไปเผชิญความเจ็บนั้นอย่างตรงไปตรงมา
-
ข้อสาม ความดับทุกข์ เข้าถึงได้ด้วยการดำเนินชีวิตตามอย่างนักรบผู้กล้า ผู้ที่เชื่อในความเป็นจริงแห่งจักรวาล ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้คนอย่างหาญกล้า เป็นชีวิตธรรมดาๆที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดแห่งชีวิต ตรงไปตรงมาอย่างไม่ตัดสิน
-
ข้อสี่ หนทางแห่งการดับทุกข์ ก็คือ กล้าที่จะเจ็บ ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการสร้างความสัมพันธ์และทำความเข้าใจความทุกข์ในทุกแง่มุม เรียนรู้ที่จะสัมผัสโลกที่กว้างใหญ่จากหัวใจที่แตกสลาย ร่วมกับผู้คนรอบข้าง
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อคิดดีจะนำไปใช้ค่ะ
ครับ ขอบคุณท่าน
วิจักขณ์ พานิช
ที่นำข้อคิดดี ๆ มาสกิดใจเรานะครับ
โรงเรียนพ่อแม่
อันที่จริง ผมมักจะไม่ค่อยถูกกับคำว่า “โรงเรียน” แต่ครั้งนี้ คำว่า โรงเรียน มันเหมือนลูกเล่น ที่ไปกันได้กับคำว่า พ่อแม่ เรื่องของเรื่องก็คือว่า เมื่อเกิดเรื่องเสียหายกับลูก ๆ ในครอบครัว เรามักจะคิดว่า เป็นความผิดของลูกของเรา แต่เรามักไม่คิดว่า เป็นความผิดพลาดของเรา ในการเลี้ยงดูลูก เราเลยสร้างหลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่ขึ้นมา เพื่อให้พ่อแม่มามีโอกาสทบทวนตัวเองว่า ที่จริง เราเลี้ยงลูกได้ถูกทางหรือยัง?
ในทางการทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคม โรงเรียนพ่อแม่ก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่จะเข้าถึง “คนส่วนใหญ่” ที่เคยคุยกันมา เวลาเราต้องการนำการเปลี่ยนแปลงอะไรดี ๆ สักเรื่องหนึ่ง เรามักทำงานกับกลุ่มคนที่ “มาแล้ว” คือพร้อมจะเปลี่ยนอยู่แล้ว พร้อมจะก้าวหน้าอยู่แล้ว แต่เราไม่สามารถกวาดต้อนคนที่ล้าหลัง มาเข้าร่วมกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนั้น ๆ ได้
ผมนึกถึงท่านนัท ฮันห์เมื่อพบปะกับท่าน เมื่อสามสิบปีเศษ ๆ มาแล้ว ก็แปลกที่ความทรงจำของผมมักจะเด่นชัดในบางเรื่องราว อย่างเช่น บางอย่างที่ได้คุยกับท่านนี้ ท่านบอกว่า การทำงานของชาวพุทธในสังคมชาวเวียดนามเวลานั้น เพื่อสร้างสันติภาพ อาจจะต้องเริ่มจากการทำงานกับเยาวชนก่อน เมื่อเราให้กับเด็กได้ เดี๋ยว ผู้ใหญ่ก็จะตามมา
ผมเคยคิดต่อจากท่านว่า งานเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องเลียนแบบ “วิถีวัด” ที่เป็นมาในอดีต คือ ผู้คนมักจะเข้ามาวัดได้ง่าย ๆ โดยไม่แยกความแตกต่างทางความเชื่อและความคิด หรืออุดมการณ์ เมื่อคนเข้ามาแล้ว เราก็อาจสามารถทำงานทางความคิด ที่ยิ่งกว่า งานพื้น ๆ สืบต่อไปได้ แต่ต้องมีงานพื้น ๆ ที่ดึงผู้คน ให้เข้ามาร่วมกัน ได้ง่าย ๆ โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น เสียก่อน
ความคิดพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้เอง มันค่อย ๆ ก่อตัว ก่อเกิดขึ้นมาเป็นหลักสูตร “โรงเรียนพ่อแม่” ที่จัดให้กับผู้คนในจังหวัดต่าง ๆ สามวันสองคืน ส่วนที่นครสวรรค์นี้ ก็ถือว่า เป็นครั้งที่สามแล้ว สำหรับหลักสูตรนี้ และแต่ละครั้ง หลักสูตรนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นทรงพลังยิ่งขึ้นมาเสมอ เราได้นำพาพ่อแม่ทะลุทะลวง ข้อกำจัดของความไม่รู้ และความไม่เข้าใจ ในเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของปัญญาสามฐาน ที่สำคัญยิ่งในพัฒนาการของลูกหลานตัวเอง
แทนที่จะไปทำลาย “ความเป็นปกติ” แห่งพัฒนาการในตัวเด็ก เรามาดูกันว่า เราจะเสริมส่ง ให้พัฒนาการเหล่านั้นดำเนินไปด้วยดีได้อย่างไร? มาดูกันว่า อะไรขาดหายไปบ้าง? ในเส้นทางนี้ นั้น มีอะไรเข้ามาเป็นอุปสรรคบ้าง? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มาจากความเข้าใจผิด ๆ ของตัวพ่อแม่เอง ผมจะลองย่นย่อมาเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ที่ทำให้หลักสูตรนี้ประสบความสำเร็จ และพ่อแม่ดวงตาเห็นธรรม มีความสุขกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะที่นครสวรรค์นั้น ครูอังคณา มาศรังสรรค์ หรือครูณา จะได้เปิดวงคุยกันต่อ ใน www.wongnamcha.com ในกระดานข่าววงน้ำชา ต่อไป ทั้งนี้เพราะว่า พ่อแม่เริ่มนำเอาองค์ความรู้ที่ช่วยกันสร้างร่วมกัน นำไปใช้งาน และเริ่มประสบผลสำเร็จ เป็นที่น่าพอใจ ครูณา และพ่อแม่ ก็จะมาเขียนเล่ากันในวงน้ำชาแห่งนั้น โดยตั้งกระทู้เป็นชื่อ “โรงเรียนพ่อแม่ นครสวรรค์” ขึ้นมา
หนึ่ง เราจะเลี้ยงลูกแบบลูกแมวตัวไหน?
ในการทดลองของนักวิจัยที่ฟรานซิสโก เวเรลา นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่ปีนี้ และเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่ได้ริเริ่มนำคณะนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกไปไดอะล็อคกับสมเด็จ องค์ทะไลลามะ เป็นประจำ ทุก ๆ สองปี เขาเล่าว่า เมื่อแมวแรกเกิดมานั้น นักวิจัยได้ผูกหลังแมวสองตัวไว้ด้วยกัน ไว้เพียงสามวัน จะมีแมวตัวหนึ่ง ที่แบกอีกตัวหนึ่งไว้บนหลัง เมื่อแมวเริ่มลืมตา แมวตัวที่อยู่กับผืนดิน ก็จะนำพาแมวตัวบนหลังไปไหนต่อไหน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติ แมวตัวบนหลัง ก็ได้รับความใส่ใจในเรื่องอาหารการกินตามปกติ แต่แล้วเมื่อสามวันหลัง ได้ปลดเชือกที่ผูกพันแมวไว้ด้วยกันออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แมวตัวล่าง เป็นปกติทุกประการ แต่แมวตัวที่อยู่ข้างบน บางตัวที่ทดลอง ตาบอดตาใส คือ ตาใสที่ใช้การไม่ได้ มันคงไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เห็น กับตัวเองได้ เพราะไม่เคยได้ประสานสัมพันธ์ระหว่าง ตาที่มองเห็นกับการกระทำของตัวเองเลย ถ้าไม่ตาบอดตาใสก็อาจจะมีความพิการทางสายตาในระดับใดระดับหนึ่ง ที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ
เราใช้อุปไมยอุปมานี้ และความจริงที่เกิดขึ้นนี้ กลับมาพิจารณาวิธีเลี้ยงลูกของพ่อแม่ เราทะนุถนอมลูกน้อยของเราเหมือนไข่ในหินเกินไปหรือเปล่า เราได้พยายามไปแบกลูกเอาไว้บนหลังเราหรือเปล่า เรากำลังทำให้ลูกของเราพิการในความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ของเขาหรือเธอหรือเปล่า เราพูดถึงคำว่า “เสรีภาพไม่ใช่การตามใจ” เราอาจจะเข้าใจคำว่า อิสรภาพ เสรีภาพผิดไปหรือเปล่า ทำให้เราตามใจลูกแบบผิด ๆ และกลับตัดสินแทนลูกในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราได้ทำลายความเป็น “องค์กรจัดการตัวเอง” ของเขาไป และเมื่อโตขึ้น เราจะพร่ำบ่นว่า ลูกของเรา ไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตัวเองได้ หรือนั่นเป็นเพราะว่า เราแบกเขาไว้บนหลังมาตลอดเวลา และนานเกินไปแล้ว!
สอง พูดอย่างไร ลูกจึงอยากจะฟัง ฟังอย่างไร ลูกจึงอยากจะพูด
การพูดการฟังนี้ มันจะวิ่งเข้าไปที่หัวใจ มันเชื่อมโยงไปที่หัวใจ เวลาเราได้ยินอะไรดี ๆ ไพเราะเสนาะหู หัวใจเราก็อิ่มเอม เวลาเราได้ยินอะไรที่ระคายหู หัวใจเราก็จะเจ็บปวดลึกร้าว อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราพากันใส่ใจกับมันน้อยเกินไป
ในหลักสูตรนี้ เราพากันเรียนรู้วิธีฟัง วิธีพูดกันใหม่ ฟังอย่างไรลูกจึงจะพูด เราก็ให้พวกเราหัดฟังกันอย่างไม่ตัดสิน ฟังกันอย่างไม่สอดแทรก ฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างไม่รีบด่วนตัดสิน ฟังด้วยหัวใจ ฟังด้วยตัวตนของเราจริง ๆ ให้เขาหรือเธอได้มีตัวตันอยู่ในหัวใจของพวกเรา
พูดอย่างไรที่เด็กอยากจะฟัง เราก็ให้พวกเราได้เรียนรู้ประโยคอันตรายที่ไม่ควรพูด ที่จะแบ่งแยกระหว่างลูกกับเราให้ห่างเหินออกไป อย่างเช่นการตีตรา ประทับยี่ห้อให้แก่ลูกทั้งหลาย เช่น ไอ้หน้าโง่ ไอ้หลังยาว เป็นต้น หรือการเปรียบเทียบลูกเรากับลูกคนอื่น ทั้งสองอย่างนี้ จะทำให้เกิดช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างลูกกับเรา และกว่าลูกจะเข้าวัยรุ่น ก็สายเสียแล้ว เพราะลูกจะไม่ฟังเรา และลูกก็จะเป็นไปในแนวทางที่เราไม่อยากให้เป็น และแก้ก็แก้ไม่ได้ เพราะว่าสายเกินไป เพราะพวกเขาพากันหันหลังให้พวกเราแล้วตลอดกาล หรือเปล่า?
รายละเอียดก็มีมากกว่านี้มากแน่นอน แต่อยากบอกเล่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างย่นย่อ เท่านั้นเอง
สาม หล่อเลี้ยงความรู้สึกทึ่ง รับรู้ว่าโลกเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และสวยงาม
พ่อแม่มักแก่เฒ่า แก่ชราเกินวัย(ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบางคนก็ยังอายุน้อย) หมดพลังชีวิตและความสดใสไปเสียแล้ว ชีวิตเราเต็มไปด้วยความกลัว ที่เราพากันสร้างขึ้นมา ในนามของสังคม แล้วเราก็พร่ำบอกกับตัวเองและกับลูกว่า “สังคม เขาจะว่า...” ในที่สุด เราก็ดำรงชีวิตอยู่ในความกลัวแบบร้อยเปอร์เซนต์ เอ! สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้อย่างไร? ชนเผ่าพื้นเมืองพวกหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเคยบอกว่า สิ่งที่เรากลัวจริง ๆ มีอยู่สองอย่างเท่านั้น นอกนั้น เป็น “ความกลัวประดิษฐ์” ที่เราพากันสร้างขึ้นมาเอง เช่นว่า “กลัวว่า ลูกจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต” ส่วนที่มนุษย์กลัวจริง ๆ ก็คือ กลัวความสูง และกลัวเสียงดัง ลองเอาไปคิดใคร่ครวญดูนะครับ ยังไม่ต้องแย้ง ยังไม่ต้องเห็นด้วย ผมว่ามันน่าคิดมาก ว่า ที่เรากลัวโดยส่วนใหญ่ เราพากันสร้างขึ้นมาเอง แล้ว เราก็ป้ายความผิดทั้งหมดไปให้สังคม แล้วเราก็พากันเดินตามสังคมไปอย่างเซื่อง ๆ
ความกลัว ร่องอารมณ์ อันเป็นอารมณ์ลบทั้งหลาย โกรธ หงุดหงิด เหงา เศร้า เซ็ง เหล่านี้พากันบั่นทอนพลังชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังแห่งการเรียนรู้ เราจะดูว่า เรามีชีวิตอยู่หรือไม่ ให้ดูพลังแห่งการเรียนรู้ หรือ ความรู้สึกทึ่ง ให้ตรวจแววตาของตัวเองทุกเช้า สาย บ่าย เย็นว่า ตาของเรายังมีแวว มีประกาย ที่รู้สึกทึ่ง กับสิ่งต่าง ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนผู้คนรอบข้างอยู่หรือเปล่า หรือมันเต็มไปด้วย ความแห้งผากของคำว่า “รู้แล้ว” หรือ “ไม่เอาฉันไม่แคร์” หรือเปล่า หรือว่า มันแวววาว เปล่าประกาย อยากรู้อยากเห็นออกมาอย่างเต็มที่ เรายังทึ่งกับเพียงลูกแก้ว ที่มีสีสวยอยู่ภายใน ยางลบสวยและหอม ที่เราเคยพบเห็นเมื่อวัยเด็กหรือเปล่า หรือว่า ความรู้สึกเหล่านี้ได้ตายไปจากเรานานแสนนานแล้ว และเราก็ช่วยเข่นฆ่ามัน พร้อมด้วยความช่วยเหลือของบรรดาครูในโรงเรียนทั้งหลาย ที่ไม่เข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก ๆ เด็กและเรา ตาได้หมดแววไปเสียตั้งนานแล้ว ใช่หรือไม่? แล้วเราจะนำแววตาเหล่านี้ กลับมาได้อย่างไร?!!!
ไม่มีคำว่าสายเกิน!
ไม่มีคำว่า สายเกินนะครับ คอลัมน์นี้ เขาให้เนื้อที่จำกัด แต่ใครสนใจมากกว่านี้ เข้าไปคุยกันในวงน้ำชา ดอท คอมได้ หรือ www.wongnamcha.com ครับ
เวลาที่เข้ากลุ่มพ่อแม่ แล้วคนพูดถึงเรื่องพี่น้องทะเลาะกัน รวมทั้งกับคนข้างเคียงณาด้วย
เมื่อบอกว่า ปล่อยให้เขาทะเลาะกันเองเถอะ เดี๋ยวเขาก็จะหาวิธีจัดการของเขาเองได้
หากว่าเราเห็นว่า ไม่อยู่ในภาวะที่เสี่ยงอันตรายเกินไป เช่น มีของมีคม เป็นต้น เราควรจะปล่อยเขาจริง ๆ
เมื่อวานนี้ ตื่นแต่เช้ามาก นั่งอ่านหนังสือ รู้สึกแว่บ อยากเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงลองเขียนดู
*********************************************
ในเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันของเด็ก ๆ นั้น เป็นเพียงการปรารถนาในอำนาจ ปรารถนาที่จะสร้างพื้นที่ของตนเอง ซึ่งความปรารถนาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างองค์กรแห่งการจัดการตนเองของพวกเขา หากเราในฐานะผู้ใหญ่ที่มองเห็นการทะเลาะเบาะแว้ง และไม่เข้าใจ เราเข้าไปจัดการ เข้าไปแก้ไข แท้จริง เราประหนึ่งเป็นตัวปรสิตของระบบที่กำลังทำลายกระบวนการนั้น ๆ เรากำลังใช้อำนาจของความเป็นผู้ใหญ่ที่คิดว่าตนเป็นผู้ที่เข้าใจความถูกต้องได้ดีกว่า คิดมุ่งหวังที่จะจัดการตบแต่งระบบให้แก่เด็ก ๆ แต่เราหารู้ตัวไม่ว่า เรากำลังใช้อำนาจที่ว่า ทุบ ทำลาย อิสรภาพ ไม่เพียงแต่กับเด็กที่เรามองเห็นว่าเป็นผู้ผิด แต่เราก็ได้ทำลายเด็กที่เป็นฝ่ายถูกเช่นกัน เนื่องด้วย เรากำลังเสี้ยมสอนให้เด็กทั้งสองฝ่ายเรียนรู้ที่จะแสวงหาอำนาจให้กับตนเอง พึงใช้อำนาจที่มีในกาลข้างหน้าอีกด้วย
เราอาจลองคิดดูถึงเหตุการณ์ที่พี่น้องสองคนทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย โจ้วัย 8 ขวบกำลังเล่นดินน้ำมันอยู่ น้องสาว จ๊ะ 5 ขวบ เข้ามาแย่งดินน้ำมัน บอกว่า อยากจะเล่น จะเอา โจ้ไม่ยอมให้ แต่จ๋าจะเอาให้ได้ เกิดการทุบตีกัน ร้องไห้เสียงดัง พ่อแม่นั่งอยู่ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้มีดังนี้
กรณี 1. พ่อแม่เข้ามาห้าม ขอให้โจ้ช่วยแบ่งให้น้อง อาจถึงขั้นบอกกับโจ้ว่า หัดมีน้ำใจหน่อยซิลูก เป็นพี่ต้องเสียสละ
กรณี 2. พ่อแม่เข้ามาบอกจ๊ะว่า ของ ๆ พี่เขา หนูจะเอาไปได้อย่างไร หนูแย่งของคนอื่นไม่ได้นะ
กรณี 3. พ่อแม่นั่งเฉย ๆ ทำเป็นไม่สนใจ ปล่อยให้จัดการกันเอง ปรากฏว่า โจ้ตีน้องอย่างแรง น้องจ๋าร้องไห้ เข้ามาหาพ่อแม่ พ่อแม่เพียงแต่ปลอบใจเจ้าตัวเล็ก
กรณี 4. พ่อแม่นั่งเฉย ๆ เช่นกัน แต่ปรากฏว่า จ๊ะเลิกลาไปเอง
กรณี 5. พ่อแม่นั่งเฉย ๆ เช่นกัน สุดท้าย พี่ชายบอกให้น้องหยุดก่อน อย่าแย่ง แล้วแบ่งให้บ้าง
ในแต่ละกรณี เมื่อลองคิดดู เราอาจพบว่า เมื่อเราปล่อยให้เด็ก ๆ ได้จัดการกันเอง ทั้งสองคนก็เริ่มที่จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แม้ว่า สุดท้ายแล้ว อาจมีฝ่ายแพ้บ้าง ชนะบ้าง หรือ ชนะทั้งคู่ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ได้เรียนรู้ อย่างในกรณี 3 นั้น แม้ว่าโจ้จะตีน้องอย่างแรง แต่ก็ทำให้จ๊ะได้เรียนรู้ว่า เขาไม่อาจแย่งของที่ผู้อื่นรักหรือกำลังเล่นอยู่ หากลองสังเกตุเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เรามักเห็นความเสียใจของโจ้ด้วยเช่นกันว่าเขาไม่น่าทำน้องเล่น เมื่อพ่อแม่ไม่ได้ว่ากล่าว ตัวเองอยู่ในโหมดปกติ ความรู้สึกรัก อภัย ก็จะออกมาทำงานได้
แต่ถ้าเราลองคิดถึงกรณี 1 นั้น เราจะพบว่า เรากำลังสร้างความเกลียดชังในตัวน้องให้กับโจ้ หากเราต้องการให้เด็กเรียนรู้การแบ่งปัน เราไม่อาจใช้อำนาจที่เรามี ยื้อแย่งของสิ่งนั้นมา แล้วปากก็พร่ำบอกว่า ลูกต้องรู้จักการแบ่งปัน มีใครหรือที่เรียนรู้จากสถานการณ์เช่นนี้
ส่วนในกรณี 2 นั้น หากมองดี ๆ เราอาจเห็นได้ว่า แม้มันเป็นสิทธิ์ของโจ้ที่จะไม่ให้ และน้องไม่ควรยื้อแย่งมา แต่การที่เราตีค่าเหตุการณ์นี้ด้วยคำพูด คำพูดมันมากมายเพียงใด ไม่อาจอธิบายหรือชี้ให้เกิดความรู้สึกที่แท้จริงได้ สู้ปล่อยให้เด็ก ๆ เรียนรู้จากความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองจะเกิดผลมากกว่าอย่างเช่นเดียวกับกรณี 4
เมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่จัดกิจกรรมให้กับเด็ก ๆ และครอบครัวมากมาย มีทั้งสอนเต้นรำ ทำเสื้อมัดย้อม เกมเดินกระดานบนน้ำ แต่ที่น่าสนุกและเป็นประสบการณ์ใหม่คือ กิจกรรมไต่หน้าผาจำลอง ตอนนั้นได้เห็นเด็ก ๆ สนุกกัน ตัวเองก็ยังได้มีโอกาสเก็บไพ่ความบ้าบิ่นขึ้นไปหัดปีนกับเขาเหมือนกัน เหนื่อยมาก และยากจริง ๆ ช่วงที่ณาป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ ที่จัดกิจกรรมอยู่นั้น ได้เริ่มเห็นพ่อแม่หลาย ๆ คนเริ่มกระตุ้นลูก ๆ ให้ไปปีนกับเขาบ้าง ณาเห็นเด็ก ๆ หลายคนแตกต่างกัน บ้างก็ลุ้นขึ้น บ้างก็ลุ้นไม่ขึ้น บางทีคุณแม่พอลุ้นลูก ๆ เมื่อไม่สำเร็จ ก็หันไปบอกกับหลาย ๆ คนว่า “ไม่รู้ทำไม เป้เขาถึงขี้กลัวขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ก็คอยกระตุ้นให้กำลังใจต่าง ๆ นานา แต่ก็กลัวตลอด” ณาเลยคิดอยากลองสังเกตดูความกล้าหาญของเด็ก ๆ ซิว่า มันอาจมีกลไกเล็ก ๆ อยู่ในตัวเอง

ในยามที่เด็กคนหนี่งกำลังตัดสินใจที่จะกระทำสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน มันอาจท้าทายเขา ในตอนนั้นเขาอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่พอเป็นไปได้สามแบบ
1. พ่อ/แม่ กระตุ้น เชียร์ ให้กำลังใจ เรียกร้อง โดยที่ภายในของพ่อ/แม่นั้น มีความกลัว กลัวว่าลูกจะไม่ทำ กลัวว่าลูกจะรู้สึกกลัว กลัวว่าลูกอาจมีอันตรายแต่ก็อยากให้ทำ
เด็กอาจทำ ด้วยความรู้สึกเพื่อชนะในเสียงเรียกร้อง เมื่อทำเสร็จอาจรู้สึกเป็นชัยชนะเพื่อพ่อแม่มากกว่า
เด็กอาจไม่ทำ เพราะกลับรู้สึกรับรู้ถึงความกลัว และตนเองเริ่มกลัวมากขึ้น อาจเป็นเหตุให้ไม่อยากทำกิจกรรมนี้อีก
2. พ่อ/แม่ กระตุ้น เชียร์ ให้กำลังใจ เรียกร้อง โดยพ่อแม่ไม่ได้รู้สึกกลัวและเรียกร้องให้ลูกทำเพื่อแสดงความกล้าหาญ
เด็กอาจทำ เพื่อต้องการเป็นลูกที่สมบูรณ์แบบตามที่พ่อแม่เรียกร้อง
เด็กอาจไม่ทำ เพราะไม่กล้าจริง ๆ ตรงนี้เด็กอาจเริ่มรู้สึกผิดหวังที่ตนเองไม่อาจทำในสิ่งนั้นตามคำขอร้องได้ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นขอการเรียนรู้เป็นเด็กแหย
3. พ่อ/แม่เผอิญไม่อยู่ในเหตุการณ์ หรือเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ
เด็กอาจทำ แต่ในสถานการณ์นี้ เด็กได้เรียนรู้ถึงความกล้าหาญของตนเอง ได้ตัดสินใจที่จะทำนี้ด้วยตนเอง ซึ่งจบลงด้วยความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ในตัวเอง
เด็กอาจไม่ทำ เพราะรู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัยสำหรับตนเอง เขาจะรอวันหนึ่งที่เขาพร้อม เขาก็จะตัดสินใจทำด้วยตนเอง
มีหลายอย่างแอบซ่อนอยู่ในการสร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นของเด็ก การที่เด็กตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำบางอย่างด้วยตนเอง เขากำลังอยู่ในโหมดปกติที่ใช้วิจารณญาณด้วยตนเอง พ่อแม่อาจมองเห็นว่าเด็กซนมากจะเป็นอันตราย อย่างเช่นการปีนป่าย เคยแอบสังเกตลูกชายหลายครั้ง ถ้าเวลาที่เขาปีนป่าย เขาจะสังเกตและกะระยะได้ แต่ถ้าหากถูกห้าม ถูกดุ เขาจะเริ่มปฏิเสธการห้ามและเริ่มทำเพราะท้าทายคำห้ามปรามเหล่านั้น ในขณะนั้นเขาจะอยู่ในโหมดปกป้อง หลายครั้งก็จะเกิดอุบัติเหตุจริงๆ ตามที่พ่อ/แม่กลัว
อีกเรื่องคือ บ่อยครั้งที่จะได้ยินพ่อ/แม่พูดถึงลูก ๆ ต่อหน้าลูก อย่างเช่น “ลูกเขาขี้อายค่ะ” “ไม่รู้เป็นอะไรขี้กลัวมาก” “ซนสุด ๆ เลยคนนี้” “ดื้อมาก ๆ เลยค่ะ พูดอะไรไม่เคยเชื่อ” คำพูดเหล่านี้ เหมือนคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ลูก ๆ เป็นอย่างที่พ่อแม่พูดมากขึ้น พ่อแม่ได้มอบบทบาทให้เขาผ่านคำพูดเหล่านี้ เมื่อได้ยิน เขาก็จะแสดงบทบาทอย่างที่ได้รับรู้ เพราะพ่อแม่บอกว่าหนูเป็นแบบนี้ หนูจึงต้องเป็นอย่างที่ว่านี้แหละ
มีวิธีการหนึ่งที่ได้ลองทำแล้วได้ผลมาก ๆ ในการแก้ไขนิสัยบางอย่างของลูก อย่างเช่น เจ้าตัวโตเป็นคนที่ไม่ค่อยแบ่งปันของให้น้องเล่น เมื่อต้องการแก้ไขนิสัยนี้ ก่อนนอนนั้น หลังจากสวดมนต์กับลูก กอดลูก ๆ ก่อนเข้านอน พอเขาลงนอนแล้ว จะขอให้เขาหลับตาแล้วคิดภาพตามที่บอก แล้วก็บอกสิ่งที่ดี ๆ บอกเขาให้นึกภาพพี่รักน้องมาก แบ่งของให้เล่น น่ารักมาก และเน้นถึงความรู้สึกที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างเช่น ลูกรู้สึกมีความสุข ได้เล่นกันสนุก ยิ้มแย้มกันเชียว ผลปรากฏว่า ช่วงที่ทำแบบนี้บ่อย ๆ บรรยากาศการเล่นระหว่างสองคนพี่น้องดูอบอุ่นขึ้นมาก อยากบอกว่า ความคิดของเรา ความคิดของลูกในเชิงบวกนั้น สำคัญมากทีเดียว หากทำและผสมกับความรู้สึกแล้วจะเกิดผลในทางที่ปรารถนาได้ดี
มั๊ง มั๊ง มั๊ง