เมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่จัดกิจกรรมให้กับเด็ก ๆ และครอบครัวมากมาย มีทั้งสอนเต้นรำ ทำเสื้อมัดย้อม เกมเดินกระดานบนน้ำ แต่ที่น่าสนุกและเป็นประสบการณ์ใหม่คือ กิจกรรมไต่หน้าผาจำลอง ตอนนั้นได้เห็นเด็ก ๆ สนุกกัน ตัวเองก็ยังได้มีโอกาสเก็บไพ่ความบ้าบิ่นขึ้นไปหัดปีนกับเขาเหมือนกัน เหนื่อยมาก และยากจริง ๆ ช่วงที่ณาป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๆ ที่จัดกิจกรรมอยู่นั้น ได้เริ่มเห็นพ่อแม่หลาย ๆ คนเริ่มกระตุ้นลูก ๆ ให้ไปปีนกับเขาบ้าง ณาเห็นเด็ก ๆ หลายคนแตกต่างกัน บ้างก็ลุ้นขึ้น บ้างก็ลุ้นไม่ขึ้น บางทีคุณแม่พอลุ้นลูก ๆ เมื่อไม่สำเร็จ ก็หันไปบอกกับหลาย ๆ คนว่า “ไม่รู้ทำไม เป้เขาถึงขี้กลัวขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ก็คอยกระตุ้นให้กำลังใจต่าง ๆ นานา แต่ก็กลัวตลอด” ณาเลยคิดอยากลองสังเกตดูความกล้าหาญของเด็ก ๆ ซิว่า มันอาจมีกลไกเล็ก ๆ อยู่ในตัวเอง
ในยามที่เด็กคนหนี่งกำลังตัดสินใจที่จะกระทำสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน มันอาจท้าทายเขา ในตอนนั้นเขาอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่พอเป็นไปได้สามแบบ
1. พ่อ/แม่ กระตุ้น เชียร์ ให้กำลังใจ เรียกร้อง โดยที่ภายในของพ่อ/แม่นั้น มีความกลัว กลัวว่าลูกจะไม่ทำ กลัวว่าลูกจะรู้สึกกลัว กลัวว่าลูกอาจมีอันตรายแต่ก็อยากให้ทำ
เด็กอาจทำ ด้วยความรู้สึกเพื่อชนะในเสียงเรียกร้อง เมื่อทำเสร็จอาจรู้สึกเป็นชัยชนะเพื่อพ่อแม่มากกว่า
เด็กอาจไม่ทำ เพราะกลับรู้สึกรับรู้ถึงความกลัว และตนเองเริ่มกลัวมากขึ้น อาจเป็นเหตุให้ไม่อยากทำกิจกรรมนี้อีก
2. พ่อ/แม่ กระตุ้น เชียร์ ให้กำลังใจ เรียกร้อง โดยพ่อแม่ไม่ได้รู้สึกกลัวและเรียกร้องให้ลูกทำเพื่อแสดงความกล้าหาญ
เด็กอาจทำ เพื่อต้องการเป็นลูกที่สมบูรณ์แบบตามที่พ่อแม่เรียกร้อง
เด็กอาจไม่ทำ เพราะไม่กล้าจริง ๆ ตรงนี้เด็กอาจเริ่มรู้สึกผิดหวังที่ตนเองไม่อาจทำในสิ่งนั้นตามคำขอร้องได้ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นขอการเรียนรู้เป็นเด็กแหย
3. พ่อ/แม่เผอิญไม่อยู่ในเหตุการณ์ หรือเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ
เด็กอาจทำ แต่ในสถานการณ์นี้ เด็กได้เรียนรู้ถึงความกล้าหาญของตนเอง ได้ตัดสินใจที่จะทำนี้ด้วยตนเอง ซึ่งจบลงด้วยความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ในตัวเอง
เด็กอาจไม่ทำ เพราะรู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัยสำหรับตนเอง เขาจะรอวันหนึ่งที่เขาพร้อม เขาก็จะตัดสินใจทำด้วยตนเอง
มีหลายอย่างแอบซ่อนอยู่ในการสร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นของเด็ก การที่เด็กตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำบางอย่างด้วยตนเอง เขากำลังอยู่ในโหมดปกติที่ใช้วิจารณญาณด้วยตนเอง พ่อแม่อาจมองเห็นว่าเด็กซนมากจะเป็นอันตราย อย่างเช่นการปีนป่าย เคยแอบสังเกตลูกชายหลายครั้ง ถ้าเวลาที่เขาปีนป่าย เขาจะสังเกตและกะระยะได้ แต่ถ้าหากถูกห้าม ถูกดุ เขาจะเริ่มปฏิเสธการห้ามและเริ่มทำเพราะท้าทายคำห้ามปรามเหล่านั้น ในขณะนั้นเขาจะอยู่ในโหมดปกป้อง หลายครั้งก็จะเกิดอุบัติเหตุจริงๆ ตามที่พ่อ/แม่กลัว
อีกเรื่องคือ บ่อยครั้งที่จะได้ยินพ่อ/แม่พูดถึงลูก ๆ ต่อหน้าลูก อย่างเช่น “ลูกเขาขี้อายค่ะ” “ไม่รู้เป็นอะไรขี้กลัวมาก” “ซนสุด ๆ เลยคนนี้” “ดื้อมาก ๆ เลยค่ะ พูดอะไรไม่เคยเชื่อ” คำพูดเหล่านี้ เหมือนคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ลูก ๆ เป็นอย่างที่พ่อแม่พูดมากขึ้น พ่อแม่ได้มอบบทบาทให้เขาผ่านคำพูดเหล่านี้ เมื่อได้ยิน เขาก็จะแสดงบทบาทอย่างที่ได้รับรู้ เพราะพ่อแม่บอกว่าหนูเป็นแบบนี้ หนูจึงต้องเป็นอย่างที่ว่านี้แหละ
มีวิธีการหนึ่งที่ได้ลองทำแล้วได้ผลมาก ๆ ในการแก้ไขนิสัยบางอย่างของลูก อย่างเช่น เจ้าตัวโตเป็นคนที่ไม่ค่อยแบ่งปันของให้น้องเล่น เมื่อต้องการแก้ไขนิสัยนี้ ก่อนนอนนั้น หลังจากสวดมนต์กับลูก กอดลูก ๆ ก่อนเข้านอน พอเขาลงนอนแล้ว จะขอให้เขาหลับตาแล้วคิดภาพตามที่บอก แล้วก็บอกสิ่งที่ดี ๆ บอกเขาให้นึกภาพพี่รักน้องมาก แบ่งของให้เล่น น่ารักมาก และเน้นถึงความรู้สึกที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างเช่น ลูกรู้สึกมีความสุข ได้เล่นกันสนุก ยิ้มแย้มกันเชียว ผลปรากฏว่า ช่วงที่ทำแบบนี้บ่อย ๆ บรรยากาศการเล่นระหว่างสองคนพี่น้องดูอบอุ่นขึ้นมาก อยากบอกว่า ความคิดของเรา ความคิดของลูกในเชิงบวกนั้น สำคัญมากทีเดียว หากทำและผสมกับความรู้สึกแล้วจะเกิดผลในทางที่ปรารถนาได้ดี
มั๊ง มั๊ง มั๊ง 