โรงเรียนพ่อแม่

อันที่จริง ผมมักจะไม่ค่อยถูกกับคำว่า “โรงเรียน” แต่ครั้งนี้ คำว่า โรงเรียน มันเหมือนลูกเล่น ที่ไปกันได้กับคำว่า พ่อแม่ เรื่องของเรื่องก็คือว่า เมื่อเกิดเรื่องเสียหายกับลูก ๆ ในครอบครัว เรามักจะคิดว่า เป็นความผิดของลูกของเรา แต่เรามักไม่คิดว่า เป็นความผิดพลาดของเรา ในการเลี้ยงดูลูก เราเลยสร้างหลักสูตรโรงเรียนพ่อแม่ขึ้นมา เพื่อให้พ่อแม่มามีโอกาสทบทวนตัวเองว่า ที่จริง เราเลี้ยงลูกได้ถูกทางหรือยัง?

ในทางการทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคม โรงเรียนพ่อแม่ก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่จะเข้าถึง “คนส่วนใหญ่” ที่เคยคุยกันมา เวลาเราต้องการนำการเปลี่ยนแปลงอะไรดี ๆ สักเรื่องหนึ่ง เรามักทำงานกับกลุ่มคนที่ “มาแล้ว” คือพร้อมจะเปลี่ยนอยู่แล้ว พร้อมจะก้าวหน้าอยู่แล้ว แต่เราไม่สามารถกวาดต้อนคนที่ล้าหลัง มาเข้าร่วมกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนั้น ๆ ได้

ผมนึกถึงท่านนัท ฮันห์เมื่อพบปะกับท่าน เมื่อสามสิบปีเศษ ๆ มาแล้ว ก็แปลกที่ความทรงจำของผมมักจะเด่นชัดในบางเรื่องราว อย่างเช่น บางอย่างที่ได้คุยกับท่านนี้ ท่านบอกว่า การทำงานของชาวพุทธในสังคมชาวเวียดนามเวลานั้น เพื่อสร้างสันติภาพ อาจจะต้องเริ่มจากการทำงานกับเยาวชนก่อน เมื่อเราให้กับเด็กได้ เดี๋ยว ผู้ใหญ่ก็จะตามมา

ผมเคยคิดต่อจากท่านว่า งานเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องเลียนแบบ “วิถีวัด” ที่เป็นมาในอดีต คือ ผู้คนมักจะเข้ามาวัดได้ง่าย ๆ โดยไม่แยกความแตกต่างทางความเชื่อและความคิด หรืออุดมการณ์ เมื่อคนเข้ามาแล้ว เราก็อาจสามารถทำงานทางความคิด ที่ยิ่งกว่า งานพื้น ๆ สืบต่อไปได้ แต่ต้องมีงานพื้น ๆ ที่ดึงผู้คน ให้เข้ามาร่วมกัน ได้ง่าย ๆ โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น เสียก่อน

ความคิดพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้เอง มันค่อย ๆ ก่อตัว ก่อเกิดขึ้นมาเป็นหลักสูตร “โรงเรียนพ่อแม่” ที่จัดให้กับผู้คนในจังหวัดต่าง ๆ สามวันสองคืน ส่วนที่นครสวรรค์นี้ ก็ถือว่า เป็นครั้งที่สามแล้ว สำหรับหลักสูตรนี้ และแต่ละครั้ง หลักสูตรนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นทรงพลังยิ่งขึ้นมาเสมอ เราได้นำพาพ่อแม่ทะลุทะลวง ข้อกำจัดของความไม่รู้ และความไม่เข้าใจ ในเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของปัญญาสามฐาน ที่สำคัญยิ่งในพัฒนาการของลูกหลานตัวเอง

แทนที่จะไปทำลาย “ความเป็นปกติ” แห่งพัฒนาการในตัวเด็ก เรามาดูกันว่า เราจะเสริมส่ง ให้พัฒนาการเหล่านั้นดำเนินไปด้วยดีได้อย่างไร? มาดูกันว่า อะไรขาดหายไปบ้าง? ในเส้นทางนี้ นั้น มีอะไรเข้ามาเป็นอุปสรรคบ้าง? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มาจากความเข้าใจผิด ๆ ของตัวพ่อแม่เอง ผมจะลองย่นย่อมาเป็นประเด็นสำคัญ ๆ  ที่ทำให้หลักสูตรนี้ประสบความสำเร็จ และพ่อแม่ดวงตาเห็นธรรม มีความสุขกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะที่นครสวรรค์นั้น ครูอังคณา มาศรังสรรค์ หรือครูณา จะได้เปิดวงคุยกันต่อ ใน www.wongnamcha.com ในกระดานข่าววงน้ำชา ต่อไป ทั้งนี้เพราะว่า พ่อแม่เริ่มนำเอาองค์ความรู้ที่ช่วยกันสร้างร่วมกัน นำไปใช้งาน และเริ่มประสบผลสำเร็จ เป็นที่น่าพอใจ ครูณา และพ่อแม่ ก็จะมาเขียนเล่ากันในวงน้ำชาแห่งนั้น โดยตั้งกระทู้เป็นชื่อ “โรงเรียนพ่อแม่ นครสวรรค์” ขึ้นมา

หนึ่ง เราจะเลี้ยงลูกแบบลูกแมวตัวไหน?

ในการทดลองของนักวิจัยที่ฟรานซิสโก เวเรลา นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่ปีนี้ และเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่ได้ริเริ่มนำคณะนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกไปไดอะล็อคกับสมเด็จ องค์ทะไลลามะ เป็นประจำ ทุก ๆ สองปี เขาเล่าว่า เมื่อแมวแรกเกิดมานั้น นักวิจัยได้ผูกหลังแมวสองตัวไว้ด้วยกัน ไว้เพียงสามวัน จะมีแมวตัวหนึ่ง ที่แบกอีกตัวหนึ่งไว้บนหลัง เมื่อแมวเริ่มลืมตา แมวตัวที่อยู่กับผืนดิน ก็จะนำพาแมวตัวบนหลังไปไหนต่อไหน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติ แมวตัวบนหลัง ก็ได้รับความใส่ใจในเรื่องอาหารการกินตามปกติ แต่แล้วเมื่อสามวันหลัง ได้ปลดเชือกที่ผูกพันแมวไว้ด้วยกันออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แมวตัวล่าง เป็นปกติทุกประการ แต่แมวตัวที่อยู่ข้างบน บางตัวที่ทดลอง ตาบอดตาใส คือ ตาใสที่ใช้การไม่ได้ มันคงไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เห็น กับตัวเองได้  เพราะไม่เคยได้ประสานสัมพันธ์ระหว่าง ตาที่มองเห็นกับการกระทำของตัวเองเลย ถ้าไม่ตาบอดตาใสก็อาจจะมีความพิการทางสายตาในระดับใดระดับหนึ่ง ที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ

เราใช้อุปไมยอุปมานี้ และความจริงที่เกิดขึ้นนี้ กลับมาพิจารณาวิธีเลี้ยงลูกของพ่อแม่ เราทะนุถนอมลูกน้อยของเราเหมือนไข่ในหินเกินไปหรือเปล่า เราได้พยายามไปแบกลูกเอาไว้บนหลังเราหรือเปล่า เรากำลังทำให้ลูกของเราพิการในความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ของเขาหรือเธอหรือเปล่า เราพูดถึงคำว่า “เสรีภาพไม่ใช่การตามใจ” เราอาจจะเข้าใจคำว่า อิสรภาพ เสรีภาพผิดไปหรือเปล่า ทำให้เราตามใจลูกแบบผิด ๆ และกลับตัดสินแทนลูกในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราได้ทำลายความเป็น “องค์กรจัดการตัวเอง” ของเขาไป และเมื่อโตขึ้น เราจะพร่ำบ่นว่า ลูกของเรา ไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตัวเองได้ หรือนั่นเป็นเพราะว่า เราแบกเขาไว้บนหลังมาตลอดเวลา และนานเกินไปแล้ว!

สอง พูดอย่างไร ลูกจึงอยากจะฟัง ฟังอย่างไร ลูกจึงอยากจะพูด


การพูดการฟังนี้ มันจะวิ่งเข้าไปที่หัวใจ มันเชื่อมโยงไปที่หัวใจ เวลาเราได้ยินอะไรดี ๆ ไพเราะเสนาะหู หัวใจเราก็อิ่มเอม เวลาเราได้ยินอะไรที่ระคายหู หัวใจเราก็จะเจ็บปวดลึกร้าว อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราพากันใส่ใจกับมันน้อยเกินไป

ในหลักสูตรนี้ เราพากันเรียนรู้วิธีฟัง วิธีพูดกันใหม่ ฟังอย่างไรลูกจึงจะพูด เราก็ให้พวกเราหัดฟังกันอย่างไม่ตัดสิน ฟังกันอย่างไม่สอดแทรก ฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างไม่รีบด่วนตัดสิน ฟังด้วยหัวใจ ฟังด้วยตัวตนของเราจริง ๆ ให้เขาหรือเธอได้มีตัวตันอยู่ในหัวใจของพวกเรา

พูดอย่างไรที่เด็กอยากจะฟัง เราก็ให้พวกเราได้เรียนรู้ประโยคอันตรายที่ไม่ควรพูด ที่จะแบ่งแยกระหว่างลูกกับเราให้ห่างเหินออกไป อย่างเช่นการตีตรา ประทับยี่ห้อให้แก่ลูกทั้งหลาย เช่น ไอ้หน้าโง่  ไอ้หลังยาว เป็นต้น หรือการเปรียบเทียบลูกเรากับลูกคนอื่น ทั้งสองอย่างนี้ จะทำให้เกิดช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างลูกกับเรา และกว่าลูกจะเข้าวัยรุ่น ก็สายเสียแล้ว เพราะลูกจะไม่ฟังเรา และลูกก็จะเป็นไปในแนวทางที่เราไม่อยากให้เป็น และแก้ก็แก้ไม่ได้ เพราะว่าสายเกินไป เพราะพวกเขาพากันหันหลังให้พวกเราแล้วตลอดกาล หรือเปล่า?

รายละเอียดก็มีมากกว่านี้มากแน่นอน แต่อยากบอกเล่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างย่นย่อ เท่านั้นเอง

สาม หล่อเลี้ยงความรู้สึกทึ่ง รับรู้ว่าโลกเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และสวยงาม

พ่อแม่มักแก่เฒ่า แก่ชราเกินวัย(ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบางคนก็ยังอายุน้อย) หมดพลังชีวิตและความสดใสไปเสียแล้ว ชีวิตเราเต็มไปด้วยความกลัว ที่เราพากันสร้างขึ้นมา ในนามของสังคม แล้วเราก็พร่ำบอกกับตัวเองและกับลูกว่า “สังคม เขาจะว่า...” ในที่สุด เราก็ดำรงชีวิตอยู่ในความกลัวแบบร้อยเปอร์เซนต์ เอ! สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้อย่างไร? ชนเผ่าพื้นเมืองพวกหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเคยบอกว่า สิ่งที่เรากลัวจริง ๆ มีอยู่สองอย่างเท่านั้น นอกนั้น เป็น “ความกลัวประดิษฐ์” ที่เราพากันสร้างขึ้นมาเอง เช่นว่า “กลัวว่า ลูกจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต” ส่วนที่มนุษย์กลัวจริง ๆ ก็คือ กลัวความสูง และกลัวเสียงดัง ลองเอาไปคิดใคร่ครวญดูนะครับ ยังไม่ต้องแย้ง ยังไม่ต้องเห็นด้วย ผมว่ามันน่าคิดมาก ว่า ที่เรากลัวโดยส่วนใหญ่ เราพากันสร้างขึ้นมาเอง แล้ว เราก็ป้ายความผิดทั้งหมดไปให้สังคม แล้วเราก็พากันเดินตามสังคมไปอย่างเซื่อง ๆ

ความกลัว ร่องอารมณ์ อันเป็นอารมณ์ลบทั้งหลาย โกรธ หงุดหงิด เหงา เศร้า เซ็ง เหล่านี้พากันบั่นทอนพลังชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังแห่งการเรียนรู้ เราจะดูว่า เรามีชีวิตอยู่หรือไม่ ให้ดูพลังแห่งการเรียนรู้ หรือ ความรู้สึกทึ่ง ให้ตรวจแววตาของตัวเองทุกเช้า สาย บ่าย เย็นว่า ตาของเรายังมีแวว มีประกาย ที่รู้สึกทึ่ง กับสิ่งต่าง ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนผู้คนรอบข้างอยู่หรือเปล่า หรือมันเต็มไปด้วย ความแห้งผากของคำว่า “รู้แล้ว”  หรือ “ไม่เอาฉันไม่แคร์” หรือเปล่า หรือว่า มันแวววาว เปล่าประกาย อยากรู้อยากเห็นออกมาอย่างเต็มที่ เรายังทึ่งกับเพียงลูกแก้ว ที่มีสีสวยอยู่ภายใน ยางลบสวยและหอม ที่เราเคยพบเห็นเมื่อวัยเด็กหรือเปล่า หรือว่า ความรู้สึกเหล่านี้ได้ตายไปจากเรานานแสนนานแล้ว และเราก็ช่วยเข่นฆ่ามัน พร้อมด้วยความช่วยเหลือของบรรดาครูในโรงเรียนทั้งหลาย ที่ไม่เข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก ๆ เด็กและเรา ตาได้หมดแววไปเสียตั้งนานแล้ว ใช่หรือไม่? แล้วเราจะนำแววตาเหล่านี้ กลับมาได้อย่างไร?!!!

ไม่มีคำว่าสายเกิน!

ไม่มีคำว่า สายเกินนะครับ คอลัมน์นี้ เขาให้เนื้อที่จำกัด แต่ใครสนใจมากกว่านี้ เข้าไปคุยกันในวงน้ำชา ดอท คอมได้ หรือ www.wongnamcha.com ครับ