พระสารีบุตร ได้แสดงธรรมกถาโปรดนางสารีพราหมณีผู้เป็นมารดา (สารีบุตร เป็นฉายา แปลว่า บุตรของนางสารี) ในหัวข้อที่ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยบุญราศีไม่มีผู้ใดจะเปรียบปาน ประกอบด้วยพระอนาวรณญาณมิ มีที่จะสิ้นสุด ประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าผู้ใดในไตรภพ ประกอบด้วยพระคุณเป็นอนันตอเนกา จะกำหนดนับมิได้ ด้วยพระนวหรคุณ คือ ทรงมีพระฉายานาม ทั้ง 9 ว่า  อิติปิโส ภควา ฯลฯ  อาทิเช่น

พระพุทธองค์ทรงมีพระฉายานาม  ว่า อรหํ แปลว่า เป็นผู้ไกลจากกิเลส เหตุว่าพระองค์ทรงหักเสียซึ่งกงกำแห่งสังสารวัฏ อันพัดผันไปในเตภูมิกวัฏ มิได้ขาดสายให้แตกหักไป

พระฉายานามที่ 2 นามว่า สัมมาสัมพุทโธ แปลว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง เหตุว่าพระองค์ตรัสรู้ใน ไญยธรรม ด้วยพระองค์เอง

พระฉายานามที่ 3 นามว่า  วิชาจรณสัมปันโน แปลว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  เหตุว่าพระองค์ประกอบไปด้วยวิชชา 8 และจรณธรรม 15

พระฉายานามที่ 4 นามว่า สุคโต แปลว่า เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เหตุว่าพระองค์เสด็จพระดำเนินไปสู่ที่เกษม คือ พระอมตมหานิพพาน

พระฉายานามที่ 5 นามว่า โลกวิทู แปลว่า เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง  เหตุว่าพระองค์ตรัสรู้ซึ่งโลก 3 ประการ

พระฉายานามที่ 6 นามว่า อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ แปลว่า เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เหตุว่าพระองค์ฉลาดที่จะฝึกสอนเวไนยสัตว์ โดยหาผู้เสมอมิได้

พระฉายานามที่ 7 นามว่า สัตถาเทวะมนุสสานัง แปลว่าเป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เหตุว่าพระองค์เป็นครูชักนำเทวดามานุษย์พรหมณ์ ให้พ้นจากกันดารได้ด้วยปัญญา

พระฉายานามที่ 8 นามว่า พุทโธ แปลว่า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เหตุว่าพระองค์ตรัสรู้พระอริยสัจ 4 ประการ

พระฉายานามที่ 8 นามว่า ภควาติ แปลว่าป็นผู้มีความเจริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ เหตุว่าพระองค์ประกอบไปด้วยพระภาค คือบุญราศีอันสร้างสมมานาน

 

ครั้นพระมหาเถระเทศนาจบลง นางสารีพราหมณีก็ได้พระโสดาปัตติผล เป็นอริยบุคคลในพระศาสนา นางยินดีปรีดาหาที่สุดมิได้ จึงมีวาจาว่า พ่ออุปดิส เป็นลูกชายร่วมชีวิตของแม่ พระพุทธเจ้ามีคุณถึงเพียงนี้ น่าอัศจรรย์ใจ เหตุไฉนพ่อจึงมิได้สำแดงให้แจ้งแก่มารดา ละไว้ให้เนิ่นช้าถึงเพียงนี้