"โลกาภิวัตน์" กำลังป่วยหนัก

หลังจากรุ่งเรืองเฟื่องฟูมามากกว่าสิบปี วันนี้ "โลกาภิวัตน์" กำลังป่วยหนัก

Michael Veseth นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับ "globaloney" ซึ่งเขาอธิบายความหมายไว้ในเว็บไซต์ของเขาว่าหมายถึง "ผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูที่ซับซ้อนเข้าใจยากจาก Bologna" พร้อมภาพประกอบเป็นภาพไส้กรอกอิตาเลียนชนิดหนึ่งชื่อ mortadella และอีกความหมายหนึ่งคือ "เครือข่ายการแลกเปลี่ยนทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อนเข้าใจยาก" พร้อมด้วยภาพประกอบเป็นภาพลูกโลก

เท่าที่ค้นได้ คำว่า globaloney ถูกใช้ครั้งแรกใน ปี 1943 โดย Clare Boothe Luce สมาชิกสภา Congress สหรัฐฯ เพื่อวิพากษ์แนวคิด global thinking ของรองประธานาธิบดี Henry Wallace ซึ่งเสนอแผนสร้างสันติภาพโลก อันรวมถึงการสร้างสนามบินขึ้นทุกหนทุกแห่งในโลก

หลังจากที่คำว่า "globalization" หรือ "โลกาภิวัตน์" รุ่งเรืองเฟื่องฟูสุดขีดมากว่า 10 ปี อาจจะถึงเวลาแล้วที่คำคู่แฝดของมันคือ globaloney หรือ "การล่าอาณานิคมทั่วทั้งโลก" ควร จะถูกนำมาใช้แทนที่ เพราะสื่อความหมายได้ตรงกว่า และแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับการค้าและการลงทุนของโลกในทุกวันนี้ได้จริงๆ

ทันทีที่ม่านเหล็กรูดเปิดออกอย่างหมดท่า ตลาดเสรีซึ่งเป็นฝ่ายกำชัยชนะ ก็ประกาศศักดาทลายกำแพงการค้า นักธุรกิจและการเงินจากตะวันตกและญี่ปุ่นไม่รีรอที่จะรุกไปทั่วโลก เพื่อแสวงหาข้อตกลงธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล แรงงานราคาถูกและตลาดใหม่ๆ ที่มีโลกทั้งโลกเป็นลูกค้า

การเกิดขึ้นของ Internet ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ยิ่งช่วยเสริมพลังให้แก่กระแสที่เรียกกันว่า globalization ซึ่งเป็นคำที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อนเลย แต่กลับถูกใช้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 90 ด้วยแรงหนุนสุดตัวจากผู้นำระดับโลกอย่าง Bill Clinton และ Tony Blair ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ e-mail ทำให้โลกเล็กลงได้ จริงๆ และเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนานเมื่อไม่นานมานี้ของสหรัฐฯ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการสามารถเสาะแสวงหา ปัจจัยการผลิตราคาถูกรวมทั้งตลาดใหม่ๆ ได้จากทั่วโลก อันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ เมื่อธุรกิจดอทคอมรุ่งเรืองถึงขีดสุด การระดมทุนมหาศาลเพื่อนำมาใช้ในการรวมกิจการข้ามชาติ กลาย เป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดายเหลือเชื่อ เพราะความเย้ายวนใจของกระแสโลกาภิวัตน์นี้ช่างยากจะต้านทานจริงๆ

จากนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักคำว่า globa- lization ซึ่งมีความหมายตั้งแต่ "บูรณาการทางเศรษฐกิจหรือการกระจายความมั่งคั่ง" ไปจนถึง "การยึดครองโลกของ Coca Cola และการแพร่ระบาดของโรค AIDS" หรือหมายถึงอะไรก็ตามที่คุณอยากให้มันเป็น

สำหรับ Kofi Annan เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ globalization หมายถึง "โลกทั้งผองเป็นหนึ่งเดียว"

สำหรับ Bill Gates หมายถึง โลกที่เชื่อมโยงกันด้วย Web สำหรับ CEO ของบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย หมายถึงความหวังว่าจะสามารถขายสินค้าตัวเดียวกันได้ทุกหนทุกแห่งในโลก รวมทั้งหมายถึงความกลัวว่า ถ้าไม่รีบเกาะกระแสโลกาภิวัตน์แล้วล่ะก็ จะต้องถูกกลืนโดยบริษัทอื่นที่ไวกว่าในการเกาะติดกระแสโลกาภิวัตน์

และสำหรับทุกวันนี้ globalization ยังหมายถึง "eSolution" อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้ โลกาภิวัตน์กำลังถูกมองด้วยความ เคลือบแคลงว่ามีคุณความดีอย่างที่อวดอ้างกันจริงหรือไม่ หลังจากรุ่งเรืองเฟื่องฟูมากว่า 10 ปี วันนี้โลกาภิวัตน์กำลังอยู่ในสภาพ เหมือนคนป่วยหนัก เมื่อการค้าโลกหดตัวลงถึง 4% ในปี 2001 หลังจากที่เติบโตถึงปีละ 5% มาถึง 10 ปีติดต่อกัน

ถึงแม้ว่า นี่อาจเป็นเพียง "อาการ" ป่วยชั่วครั้งชั่วคราว อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก แต่ในปี 2002 สหรัฐฯ ได้ก้าวถอยหลังครั้งใหญ่จากโลกาภิวัตน์หรือตลาดเสรี กลับไปสู่การกีดกันการค้าอีกครั้ง (ด้วยการรื้อฟื้นให้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตร และเหล็กกล้า) ซึ่งก่อให้เกิดความวิตกกังวลกันไปทั่วว่า การเจรจา การค้าเสรีรอบใหม่อาจจะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น และเศรษฐกิจโลกอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ในเร็ววัน หากปราศจากการตกลงขจัดอุปสรรคทางการค้ารอบใหม่

ทางด้านการไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเริ่มมีบทบาทสูงนับตั้งแต่การปฏิรูประบบตลาดในช่วงทศวรรษ 1970 ก็ดูเหมือนจะยิ่งมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นในขณะนี้ ธุรกิจทุกวันนี้ลงทุนในสัดส่วนเพียงน้อยนิดของจำนวนเงินทุนมหาศาลที่เคยทุ่มสนับสนุนธุรกิจใหม่ๆ ในต่างประเทศ นักลงทุนต่างหอบเงินทุนหนีจากตลาดหุ้นในโลกที่สาม นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์การเงินในเอเชียและรัสเซียในช่วงปลายทศวรรษ 90 และตอนนี้ ทุนต่างประเทศถึงกับกำลังหนีหน้าไปจาก Wall Street

เสียงบ่นว่าสถาบันที่ควรจะแสดงบทบาทปกป้องดูแลเศรษฐกิจการค้าโลกกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าไร้น้ำยาในการขจัด ปัดเป่าวิกฤติการณ์เศรษฐกิจตั้งแต่เมื่อเริ่มตั้งเค้า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถูกโจมตีว่า เข้าไป "ช่วย" บริหาร เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ให้มีปัญหาหนักขึ้นไปอีก

แม้แต่การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดย Alan Greenspan ที่เคยได้รับความชื่นชมมาโดยตลอด ก็กำลังถูกประเมินใหม่ว่า การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำของสหรัฐฯ นั้นมีส่วนส่งเสริมกระแสโลกาภิวัตน์ให้เฟื่องฟูเกินจริงมาโดยตลอด

สิ่งที่แสดงถึงอาการป่วยหนักของโลกาภิวัตน์ประการสุดท้ายคือ สภาวะความไม่แน่นอนมั่นคงของบรรดาบริษัทข้ามชาติ ที่เคยรุ่งเรืองสุดขีดตามกระแสโลกาภิวัตน์ ขณะนี้บรรดาบริษัทข้ามชาติต่างมีแต่ความวิตกกังวลมากเสียจนกระทั่งไม่กล้าแม้แต่จะลงทุนในบ้านของตัวเอง อย่าว่าแต่จะลงทุนนอกประเทศ

บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายรายที่เกิดขึ้นมาจากการรวมกิจการสะท้านโลกที่เราเคยได้ยินข่าว และเป็นสัญลักษณ์ของยุคโลกาภิวัตน์ อย่างเช่น DaimlerChrysler หรือ Vivendi Universal กำลังระส่ำระสายอย่างหนัก ปีนี้ Vivendi เพิ่งประกาศปลด Jean Marie Messier จาก CEO ทั้งๆ ที่เขาคือ ผู้ที่พลิกโฉมบริษัท น้ำดื่มเก่าแก่ของฝรั่งเศสให้กลายเป็นบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลก ความจริงแล้ว โลกาภิวัตน์หรือ globalization หรือความหมายที่แท้จริงน่าจะเป็น "การล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจทั่วโลก" หรือ globaloney ไม่ใช่ประดิษฐกรรมสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 แต่อย่างใด

ในปี 1628 กษัตริย์ Charles I แห่งอังกฤษ ทรงมีพระบรม ราชานุญาตให้จัดตั้งบริษัท Massachusetts Bay Company ก็เพื่อหวังจะยึดครองโลกใหม่หรือสหรัฐฯ บริษัทอังกฤษในสมัยนั้นอย่างเช่น British East India ก็อาจเปรียบได้กับเป็น McDonaldžs ของยุคนั้น

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกาภิวัตน์หรือจะเรียกให้ถูกคือการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจทั่วโลกสไตล์อเมริกัน เริ่มก่อตัว ขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในปี 1975 จำนวนบริษัทข้ามชาติมี เพียง 7,000 บริษัทเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเพิ่มเป็นมากกว่า 60,000 แห่ง นับตั้งแต่กำแพง Berlin พังทลายลงในปี 1989 บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายก็หมายมั่นปั้นมือที่จะ "รุกทั่วโลก" ส่วนบริษัทที่เล็กกว่าก็เล็งเห็นโอกาสทองของตนใน Internet ว่าเป็นทางลัดที่จะทำให้ตนก็สามารถจะรุกตลาดโลกได้ไม่น้อยหน้ายักษ์ใหญ่เช่นกัน

คำว่า "global" กลายเป็นมนต์ขลังของตลาดหุ้นไม่แพ้คำว่า "เทคโนโลยี, สื่อ, โทรคมนาคม" ขอเพียงแค่สินค้าของคุณมีคำว่า global นำหน้าเท่านั้น อัตราส่วนราคาต่อผลกำไร (P/E ratio) ของคุณก็จะพุ่งขึ้นทันที

บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ โทรคมนาคม สื่อ และการเงิน ต่างพากันตั้งปณิธานเลียนแบบ Jack Welch แห่ง General Motor กันเป็นทิวแถว ด้วยการประกาศว่า จะต้องก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดหรืออย่างน้อยก็ใหญ่สุดอันดับสองของอุตสาหกรรมให้ได้

เมื่อประกอบกับลูกยุจากบรรดาที่ปรึกษา นายธนาคารและ ทนายความ ที่หนุนโลกาภิวัตน์สุดตัว พวกเขาก็ก้าวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์อย่างผลีผลาม ผลก็คือ บทเรียนราคาแพงอย่างโครงการ Iridium และโครงการ "world car" ของ Ford (Iridium เป็นโครง การสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านดาวเทียมมูลค่า 5 พันล้าน ดอลลาร์ ซึ่งมีผู้สนับสนุนรายใหญ่คือ Motorola หลังจากยิงดาว เทียมไปแล้ว 66 ดวงก็ต้องล้มละลาย เพราะคู่แข่งที่มีเพียงโครงข่าย ภาคพื้นดินสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ทัดเทียมแถมถูกกว่าดาว เทียม ส่วนโครงการ world car เป็นโครงการของ Ford ที่ได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่นและเยอรมนีมีมูลค่าโครงการถึง 6 พันล้าน ดอลลาร์ แต่เมื่อเปิดตัวครั้งแรกในปี 1993 นั้นกลับได้รับการต้อนรับ จากมหาชนอย่างเย็นชา ส่งผลให้ Ford ต้องระงับการจัดตั้งเครือข่ายวิจัยและพัฒนาและการจัดซื้อในขอบเขตทั่วโลกไป)

ตกมาถึงปี 2000 กระแสโลกาภิวัตน์ก็พุ่งสูงจนถึงขีดที่เรียกว่าคลั่งไคล้ใหลหลง ในปี 1991 การสำรวจหนังสือพิมพ์และนิตยสารภาษาอังกฤษชื่อดังมากกว่า 40 ฉบับ พบข่าวหรือบทความ ที่มีการใช้คำว่า globalization เพียง 158 เรื่อง

พอมาถึงปี 1995 เพิ่มเป็น 2,035 เรื่อง แต่เมื่อถึงปี 2000 พุ่งขึ้นถึง 17,638 เรื่อง มหาวิทยาลัยชื่อดังต่างๆ ก็หนีไม่พ้นกระแส อันเชี่ยวกรากนี้

มหาวิทยาลัย Yale เปิดศูนย์ศึกษาโลกาภิวัตน์ ในขณะที่มหาวิทยาลัย Tilburg ในเนเธอร์แลนด์และมหาวิทยาลัย RMIT ใน กรุง Melbourne จ้างอาจารย์มาสอนเรื่องโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะ ในปี 1998 พบว่ามีเอกสารทางวิชาการถึง 2,822 ฉบับกับหนังสือ อีก 589 เล่มที่อุทิศเนื้อหาให้แก่หัวข้อนี้โดยเฉพาะ

เกือบจะกลายเป็นกฎที่ไม่ต้องเขียนแต่รู้กันว่า การประชุมระหว่างประเทศทั้งหลายคงจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากการอ้างถึงคำว่า global และดูเหมือนชนชั้นนำของโลกจะเห็นพ้องกันว่า โลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ไม่สามารถจะต้านทานได้ และไม่สามารถจะแปรเปลี่ยนกลับกลายได้ ในปี 1999 Thomas Friedman คอลัมนิสต์ของ New York Times แสดงความเชื่อเรื่องที่ว่าโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ไว้ในบทความชื่อ The Lexus & The Olive Tree ของเขา

ส่วน Samuel Huntington นักรัฐศาสตร์ชื่อดังจาก Harvard ได้คิดคำว่า Davos Culture ขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ผู้นำธุรกิจโลกที่เรียกว่า World Economic Forum ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ Davos รีสอร์ตเล่นสกีในสวิตเซอร์แลนด์

แต่ในขณะที่บรรดาผู้นำธุรกิจที่ไปประชุมกันที่ Davos คิดว่า โลกเข้าใจคุณค่าความหมายของตลาดเสรีแบบตะวันตกอย่างถ่องแท้เหมือนกับที่พวกเขาเข้าใจนั้น สิ่งที่คนทั่วโลกได้อ่านเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ต่างๆ นานาของโลกาภิวัตน์ กลับหาไม่ค่อยพบในชีวิตประจำวันของพวกเขา

ในปี 1998 ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสถาบัน Institute of Germany Economics พบว่า คนเยอรมันมากกว่า 50% คิดว่า "Globalisierung" หรือโลกาภิวัตน์ในภาษาเยอรมัน เป็นอันตรายต่อระบบสวัสดิการสังคมของพวกเขา นอกจากนี้ คำตำหนิติเตียนบริษัทข้ามชาติที่จ้างโรงงานนรกในเอเชียผลิตสินค้า หรือมีพฤติกรรมที่ทำลายป่าฝน เริ่มได้ลงเป็นข่าวพาดหัว

คำว่าโลกาภิวัตน์ถูกโฆษณาคุณความดีมาอย่างเกินจริงตลอดมาโดยฝ่ายที่บูชาโลกาภิวัตน์ ทางด้านฝ่ายต่อต้านก็ประโคม คำนี้อย่างเกินจริงเช่นกันแต่ไปในทางชั่วร้าย พวกเขากล่าวหาว่า สหรัฐฯ ธนาคารและนักธุรกิจของสหรัฐฯ ต้องการจะใช้กระแสโลกาภิวัตน์ครอบครองโลก เพื่อแสวงหาผลกำไรส่วนตน และเพื่อความอยู่รอดของตัวเองเท่านั้น

Veseth นักเศรษฐศาสตร์คนที่กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับ globaloney คนนั้นบอกว่า ฝ่ายสนับสนุนสรรเสริญโลกาภิวัตน์จนเลิศลอยเพราะมีของจะมาขาย ส่วนฝ่ายต่อต้านประณามโลกาภิวัตน์จนน่ารังเกียจก็เพื่อให้ทุกคนเกลียดชังและต่อต้านมัน

ทันทีที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกในเดือนมีนาคม 2000 จุดจบของยุคแห่งการยกยอปอปั้นโลกาภิวัตน์จนเลิศลอยก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกล CEO สไตล์อเมริกันคนแล้วคนเล่าเริ่มตกงานในยุโรป ในจำนวนนี้รวมถึง Messier แห่ง Vivendi และ Thomas Middelhoff แห่ง Bertelsmann บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ด้วย

บริษัททั้งหลายในยุโรปตั้งแต่ Marks & Spencer จนถึง LVMH ต่างทยอยขายทิ้งสินทรัพย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้หากต้องการจะเป็นบริษัทโลกาภิวัตน์ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นภาพ ตัดกันอย่างรุนแรงกับกระแสรวมกิจการอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ที่โลกาภิวัตน์ยังเฟื่องฟูสุดขีด

เมื่อเกิดเหตุวินาศกรรมอาคาร World Trade Center ในสหรัฐฯ ในวันที่ 11 กันยายน 2001 John Gray แห่ง London School of Economics ซึ่งเคยเขียนโจมตีทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่า เป็น "ภาพลวงตา" ในปี 1999 ถึงกับเรียกเหตุวินาศกรรมดังกล่าว ว่าเป็นการสิ้นสุดของ "ยุคแห่งการหลอกลวง"

ส่วน Brink Lindsey ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าแห่งสถาบัน Cato Institute ในวอชิงตันเขียนบทความชื่อ "Globaloney Dying"

"เรากำลังจะได้เห็นการสิ้นสุดยุคการมองโลกาภิวัตน์อย่างไร้เดียงสา" คือความเห็นของ Ged Davis แห่ง Royal Dutch/Shell ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ "11 กันยาฯ" แล้วที่เขาได้เสนอทางเลือก ใหม่นอกเหนือไปจากการที่โลกถูกครอบงำโดยสหรัฐฯ และถูกจัดการเสมือนหนึ่งเป็นธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่ง โดยเขาเสนอให้เราถอยกลับไปสู่วัฒนธรรมท้องถิ่นและมีรัฐบาลที่รู้จักปกป้องประเทศชาติของตน

มาถึงตอนนี้ น่าจะถูกต้องแล้วที่จะระบุว่า ความจริงแล้วโลกไม่เคยมีโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงมาก่อนเลย Wal-Mart อาจจะรุกตลาดเยอรมนีและอังกฤษอย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 6% ของยอดขายเท่านั้นที่ Wal-Mart ได้จากตลาดนอกอเมริกาเหนือ

สิ่งที่เรียกว่าเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น "โลก" จริงๆ แล้วเป็นเพียงระดับภูมิภาคเท่านั้น เพราะตลาดเงินยังเป็นตลาดที่มีความจำกัดอยู่มากในหลายๆ พื้นที่และในหลายๆ ด้าน (ยกตัวอย่างเช่นการโอนเงินจำนวนเพียง 30 ดอลลาร์จากกรุงนิวเดลีไปยังนิวยอร์กเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในอินเดีย)

แม้กระทั่งการค้าระหว่างประเทศก็ไม่เคยเปิดกว้างเท่ากับที่ฝ่ายสนับสนุนโลกาภิวัตน์พยายามบอก การค้าระหว่างประเทศยังคงมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสิ่งที่เรียกกันว่าการค้าโลกนั้นความจริงเกิดขึ้นภายในระดับภูมิภาคอย่างยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย เท่านั้น

บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ความจริงแล้วก็เป็นเพียงผู้เล่นในระดับภูมิภาคเช่นกัน เพราะค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปในการพยายามเปิดตลาดในภูมิภาคใหม่อาจสูงจนเป็นไปไม่ได้ อย่างเช่น DHL บริษัทขนส่งพัสดุภัณฑ์ ของเยอรมนีไม่อาจทัดเทียม FedEx ได้ในสหรัฐฯ เพราะบริษัทต่างชาติอย่าง DHL อาจไม่สามารถเป็นเจ้าของกองทัพเครื่องบินในสหรัฐฯ ได้อย่างบริษัทเจ้าถิ่น

ด้วยเหตุนี้ "โลกาภิวัตน์จึงเป็น เรื่องเพ้อฝันเท่านั้น ที่เกิดขึ้นจากการที่คนไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจดีพอ" Alan Rugman นักวิชาการด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัย Oxford สรุป

ในรายงานพัฒนาการมนุษย์ (Human Development Report) ประจำปี 1999 ของสหประชาชาติพบว่า ช่องว่างระหว่างชาติรวยกับชาติจนยังคงถ่างกว้างขึ้น เพราะชาติรวยยังคงยิ่งรวยขึ้น และชาติจนยังคงยิ่งจนลง ข้อมูลจากรายงานนี้เปิดช่องให้ฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัตน์โจมตีได้ทันทีว่า โลกาภิวัตน์หาได้เป็นการกระจายความมั่งคั่งอย่างที่อวดอ้างกันไม่ หากแต่ยิ่งการค้าและการลงทุนโลกขยายตัวมากเท่าไร คนรวยก็คือผู้ได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่คนจนยิ่งเสียประโยชน์มากไปกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม Xavier Sala-i-Martin แห่งมหาวิทยาลัย Columbia ได้ค้นพบว่า ถ้านำข้อมูลจากรายงานดังกล่าวมาชั่งน้ำหนักตามขนาดของประเทศแต่ละประเทศจะพบว่า มาตรฐานการครองชีพของทั้งคนรวยและคนจนในประเทศนั้นต่างก็เพิ่มสูงขึ้น แน่นอนช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนอาจจะยังคงถ่างกว้างขึ้นอยู่ แต่โลกาภิวัตน์ได้ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนไม่ว่ารวยหรือจนให้ดีขึ้นจริงๆ

ข้างธนาคารโลกก็เชื่อว่าความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจและการลงทุนของโลกที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้นั้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คนรวยและคนจนต่างได้รับประโยชน์ อย่างถ้วนหน้าและเท่าเทียมกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จะมีที่ "ขัดข้องทางเทคนิคบางประการ" ก็เฉพาะประเทศ ห่างไกลในเอเชียกลางและแอฟริกาเท่านั้น ที่นักลงทุนและนักธุรกิจยุคโลกาภิวัตน์ยังคงเอื้อมมือไปไม่ถึง

ยุครุ่งเรืองของโลกาภิวัตน์อาจกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้ จริงอยู่ การลงทุนโดยตรง (ได้แก่ การสร้างโรงงานและการสร้างธุรกิจ) กำลังเกิดอาการสะดุดอย่างแรง แต่ก็สามารถจะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกครั้ง เพราะบริษัทต่างๆ ยังคงแสวงหาตลาดใหม่ๆ อยู่เสมอ การค้าโลกก็สามารถจะกลับคืนมาคึกคักดังเดิมได้ตามเศรษฐกิจโลก

"คำถามเร่งด่วนตอนนี้ก็คือ ในช่วงเวลานี้ที่รัฐบาลต่างๆ พากันทำตัวเป็นตาข่ายนิรภัย ประกันเสถียรภาพและพร้อมให้ความร่วมมือ เราควรจะฉวยโอกาสอันดีนี้พยายามเดินหน้าเรื่องบรรษัทภิบาลหรือไม่ เพื่อให้เป็นสิ่งที่จะช่วยให้โลกาภิวัตน์กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งได้ง่ายขึ้น" Richard Kauffman รองประธาน Morgan Stanley เสนอประเด็นน่าสนใจ

ยังเร็วเกินไปที่ใครจะรู้ได้อย่างชัดเจนว่า โลกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน "เราถูกฝังหัวมาตลอดว่า โลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยนกลับกลายและไม่มีใครจะต้านทานได้ ตอนนี้เราจึงต้องทนทุกข์เมื่อความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม" Paul Laudicina กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Global Business Policy Council แห่ง A.T.Kearney กล่าว

คงจะดีไม่น้อยหากเราจะหวังว่า แล้วโลกเราก็คงจะสามารถ หาจุดที่สมดุลได้เองในที่สุด แต่หลังจากการยกย่องสรรเสริญโลกาภิวัตน์มาอย่างเลิศลอยกว่าสิบปี นี่อาจเป็นการตั้งความหวังที่มากเกินไป

แปลและเรียบเรียงจาก special issues 2003 edition, Newsweek December 2002-February 2003 โดย เสาวณีย์ พิสิฐานุสรณ์ [email protected]