-บทคัดย่อ-
จากภาพของ “ระบบหลักประกันสุขภาพ” ของไทยที่มีอยู่ใ นปัจจุบันนั้น พอจะประมวลภาพเบื้องต้นได้ว่า ยังมีเงื่อนไข ปัจจัย และข้อจำกัดที่ทำให้คนกลุ่มต่างๆไม่สามารถเข้าถึง และไม่ได้รับการคุ้มครองจากความเจ็บป่วยได้อย่างแท้จริง ในขณะที่คนที่อยู่ระหว่างช่องว่างแห่งหลักประกันดังกล่าวก็มีอยู่จริง
เพื่อแสวงหาคำตอบข้างต้น เราได้เลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวของ “ผู้คน”10 กรณี ที่ล้วนมีชีวิตอยู่และปรากฎตัวอยู่บนผืนแผ่นดินไทย โดยเราเลือกมองผ่านคน ใน “สถานะบุคคล”และการนิยามของตัวตน ภายใต้ “ความด้อยโอกาส 10 กลุ่มคน” ได้แก่ คนชาติพันธุ์ คนบนพื้นที่สูง คนไทยพลัดถิ่น ชาวเล(มอแกน มอเกล็น อุลักลาโว้ย) คนไร้รากเหง้า คนชายแดน คนงานต่างด้าวไร้รัฐไร้สัญชาติ คนหนีภัยความตาย คนไร้รัฐไร้สัญชาติในสถาบันการศึกษาไทย และคนไร้เอกสารพิสูจน์ตัวบุคคล
เรื่องราวที่ทีมวิจัยพยายามจะนำมาบอกเล่าคือจากการตกอยู่ในสถานะบุคคลดังกล่าวนั้น ส่งผลต่อเงื่อนไขสำคัญในการการดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างไร เมื่อเจ็บป่วยถูกโรคภัยรุมเร้านั้นเขามีความพยายามที่จะเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างไร แล้วสามารถเข้าถึงได้หรือไม่ ความยากลำบากที่พวกเขาต้องประสบนั้นเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขปัจจัยอะไรบ้างที่เอื้ออำนวยให้ทุกข์ที่เขาเผชิญคลี่คลาย หรือกระทั่งไปกลายเป็นสิ่งที่ตอกย้ำชะตากรรมให้เลวร้ายไปอีก นอกจากนี้เรายังต้องการสะท้อนถึงความคิด ความต้องการของพวกเขา คนใกล้ชิดที่ต้องเผชิญชะตากรรมร่วมกัน
เรื่องราวจากนี้เป็นการใช้ “ประสบการณ์นิยม” ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทีมวิจัยของเรา ส่วนหนึ่งคือ “ผู้ใกล้ชิดเจ้าของปัญหา” อีกส่วนคือ “นักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานเพื่อคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” ที่มีทั้งนักพัฒนาที่เป็นอดีตคนไร้สัญชาติ ไปจนถึงนักพัฒนาเอกชน ที่ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากการสัมผัสแง่มุมชีวิต และองค์ความรู้ที่ก่อเกิดระหว่างการทำงาน รวมถึงการสื่อสารผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ งานวิจัย เวบไซต์ และพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บน blog ต่างๆ ซึ่งเราได้ใช้เป็น “การวิจัยเอกสาร”(Documentary Research) เพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและเพื่อภาพต่อที่ชัดเจน ทีมวิจัยได้มีการพูดคุย สัมภาษณ์ เจ้าของปัญหาและผู้ใกล้ชิด โดยใช้ "แบบสอบถามเพื่อสำรวจปัญหาสุขภาพและการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย"
เมื่อการเดินทางของ“เรื่องราวสู่เรื่องเล่า” ปรากฎขึ้น เราพบว่า เงื่อนไขแห่งตัวตน ที่เราได้มองจาก “สถานะบุคคล” และ “ความด้อยโอกาส” นั้น เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการที่ทำให้คนๆ หนึ่งไม่ได้รับการดูแล และไม่สามารถเข้าถึง “หลักประกันสุขภาพ”อันได้แก่
1. โศกนาฏกรรมชายขอบ
· เราพบว่าการไม่มี “หลักประกันสุขภาพ” ส่งผลให้ “ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่ดี” ด้วย จากกรณี นายหม่องละ ซึ่งถือ บัตรเขียวขอบแดง คือมีสถานะ “เป็นคนต่างด้าวได้รับสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราว” แม้ ว่าจะไม่ได้ถูกปฏิเสธการเข้ารักษาพยาบาล แต่การดูแลรักษาของแพทย์ที่ให้เพียงยาพาราเซตามอลและยาแก้อักเสบนั้นไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้น จนกระทั่งเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำลายอาการหนักหนาจนไม่สามารถรักษาได้แล้ว
· เราพบว่า“ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม” เป็นเงื่อนไขปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถได้รับการคุ้มครอง หรือการเข้าถึง “หลักประกันสุขภาพ”จากกรณีของ “นายโกโม” แรงงานข้ามชาติจากพม่าที่ต้องเสียเงินค่าประกันสุขภาพปีละ 1,300 บาท โกโม พูดไทยได้เพียงเล็กน้อย ไม่เข้าใจขั้นตอนการขอรับการรักษาพยาบาล และการส่งต่อ เมื่อประสบอุบัติเหตุรถจักรยานชนแล้วเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งว่าไม่สามารถใช้สิทธิได้เขาจึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ และกรณี “นางใบ๋”ซึ่งเป็น แรงงานพม่านอกระบบ คือ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงาน จึงไม่มีหลักประกันสุขภาพใดๆ เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยจนตาถลน(เกือบบอด) นางใบ๋ซึ่งมีปัญหาในการติดต่อสื่อสาร อีกทั้งยากจนจึงไม่กล้าไปหาหมอ และเมื่อไปโรงพยาบาลแล้วพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่องก็แทบจะไม่อยากรักษาตัว จนกระทั่งสุดท้ายเมื่อได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลสวนดอกแล้วไม่มีเงินจ่าย โรงพยาบาลก็ไม่ยินยอมให้ออกจ่ากโรงพยาบาล
2. โศกนาฏกรรม..แห่งบาปบริสุทธิ์
· เราพบว่ามีกรณีที่การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐส่งผลต่อการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ และไม่ได้มีการปกป้องเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งบาปบริสุทธิ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก จากกรณี “น้องออย” ที่เป็นลูกของสุดา ซึ่งถูกอำเภอแม่อายถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 ทำให้ตกเป็นคนไร้สัญชาติในขณะที่น้องออยเกิด และน้องออยก็ถูกถือเป็น “คนต่างด้าว” เช่นกัน และเมื่อได้รับการเพิ่มชื่อใน ทร.14 อีกครั้ง แต่น้องออยกลับไม่ได้รับการเพิ่มชื่อเช่นเดียวกับมารดา น้องออยไม่ค่อยแข็งแรง มีปัญหาที่ระบบการหายใจ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลโดยตลอด ทำให้น้องออยต้องจากไปด้วยวัยเพียง 2 ขวบ พร้อมกับสภาพจิตใจอันย่ำแย่ของพ่อแม่ที่ต้องแบกรับสภาพหนี้กว่า 2 แสนบาท
3. การเรียนรู้และยอมรับของคนสาธารณสุข
· อย่างไรก็ตาม เราพบว่ามีกรณีที่ “ไม่ถูกปฏิเสธการรักษาพยาบาลและไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ” ในกรณี “นายติ๊ ชายดี” แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รับการยอมรับในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยว่ามี “สัญชาติไทย” แต่เขาได้รับปฏิบัติดังเช่นคนที่มีสัญชาติไทย โดยได้รับ “หนังสือรับรองผู้สูงอายุของโรงพยาบาลแม่อาย” กล่าวได้ว่ากรณีของนายติ๊นั้นเป็นการเรียนรู้และยอมรับของโรงพยาบาลแม่อาย หลังจากที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอย่าง “น้องออย” มาแล้ว
4. ชีวิตที่ได้รับการเยียวยา
· เราพบว่าท่ามกลางความโชคร้ายจากการไร้ซึ่ง “หลักประกันสุขภาพ” ณ วันนี้มีคนที่ได้รับการเยียวยาจากรัฐไทย กรณี “นายสัพตู” คนไทยพลัดถิ่น จังหวัดระนอง ชายวัย 62 คน กับอาการอัมพาตครึ่งซีก แต่เขาไม่ได้ถูกปฏิเสธการดูแลรักษาจากโรงพยาบาล เนื่องจากมีการประสานงานและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วนจาก เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จังหวัดระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และเมื่อกลับมารักษาตัวที่บ้านเขายังได้รับบริการมาตรวจวัดความดันและจ่ายยาให้ฟรีจากเจ้าหน้าที่พยาบาลจากสถานีอนามัย ต.หินช้าง ถึงที่บ้านทุก 2-3 เดือน
กรณี“นายอาลิ่ม ประมงกิจ” หนึ่งในมอแกนจากเกาะช้าง ที่ได้รับการสำรวจแบบ 89 แต่ยังไม่ได้เอกสารแสดงตน ที่ถูกทางการอินเดียจับกุมข้อหาลักลอบจับสัตว์น้ำโดยมิได้รับอนุญาต และถูก"น้ำช็อต"จากการลงไปดำปลิงจนต้องเผชิญกับสภาพ “พิการครึ่งตัว” ซึ่งในขณะนี้พักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนพรัตน์ ในความดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากเป็นกรณีที่สื่อต่างๆให้ความสนใจ แต่มอแกนส่วนใหญ่นั้น ซึ่งมีวิถีชีวิตที่มีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาสุขภาพในขณะที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพนั้น โอกาสที่จะได้รับการดูแลจากหน่วยงานรัฐเช่นเดียวกับนายอาลิ่มก็ดูจะเลือนลาง
และกรณี “น้องวิน” ลูกของแรงงานพม่าที่ถูกทอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลแม่สอด จังหวัดตาก เด็กชายฝาแฝดซึ่งคลอดก่อนกำหนดและมีปัญหาสุขภาพคือ หลอดอาหารและหลอดลมเชื่อมต่อกัน ทำให้ไม่สามารถกินนมแม่ทางปากโดยจะเกิดอาการสำลักออกทางจมูก หัวใจมีรูรั่วขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร และปอดอักเสบ น้องวินอาจจะเป็นลูกแรงงานต่างด้าวในจำนวนไม่กี่คนที่ได้รับการดูแลรักษาจากโรงพยาบาลโดยได้รับเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลกว่า 7แสนบาทแต่น้องวินยังต้องเผชิญกับปัญหาของสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนเด็กปกติ ภูมิคุ้มกันร่างกายไม่ดี ทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยง่ายและหายยากกว่าเด็กปกติ ทุกวันนี้ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อยเดือนละ 500บาท ไม่สามารถซื้อหลักประกันสุขภาพทางเลือกใดๆได้ แม้แต่ของเอกชนเองเนื่องจากมีประวัติการเจ็บป่วย
ท้ายสุดแห่งการเดินทางของเรื่องราวในช่วงหนึ่งของชีวิตผู้คนเหล่านี้ ซึ่งการที่พวกเขาจะผ่านพ้นความยากลำบากจาก “ปัญหาสุขภาพ” ที่อาจจะต้องเผชิญในอนาคตได้นั้น คงไม่อาจอาศัยเพียง ความใจดีของเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือความโชคดีเท่านั้น เราจึงเห็นว่า
· รัฐต้องยอมรับการมีอยู่จริงของกลุ่มคนที่ปรากฎตัวอยู่ในแผ่นดินไทย เนื่องจากการยอมรับในเงื่อนไขแห่งความเป็นจริงนั้น จะสามารถกำหนดนโยบายและแนวทางที่เหมาะสมและเป็นจริงได้
· .ในระหว่างกระบวนการในการพัฒนาสถานะบุคคลนั้น รัฐควรส่งเสริมดูแลให้สามารถได้รับบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสม
· รัฐต้องส่งเสริม ดูแล ให้ระบบหลักประกันสุขภาพที่มีอยู่ ให้คนกลุ่มนั้นๆสามารถเข้าถึงและใช้บริการได้จริง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำจัดเงื่อนไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรค เช่น การสื่อสาร
· รัฐต้องสร้างเสริมทัศนติที่ดีในการเป็นผู้ให้บริการให้เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น กรณีที่คนยากไร้ต้องทำสัญญารับสภาพหนี้นั้นไม่ให้ต้องตกอยู่ในสภาพของความกดดันจากการถูกข่มขู่ แต่มีความมั่นใจที่จะเข้ารับการรักษาพยาบาลและได้รับการบริการอย่างเหมาะสม
· การสร้างหลักประกันทางเลือกให้กับคนกลุ่มต่างๆนั้น ควรคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานที่เป็นจริง และเหมาะสม