เช้าตรู่ของวันที่ ๒๑  เมษายน  ๒๕๕๑  เราตื่นกันตั้งแต่ ตี ๔  เพื่อเตรียมตัวไปใส่บาตรกัน.....หลวงพระบางใส่บาตรแต่เฉพาะข้าว...ส่วนกับพ่อออกแม่ออก ( อุบาสกอุบาสิกา ) จะนำไปถวายที่วัดต่างหาก...เหตุที่เป็นเช่นนี้เพื่อให้ข้าวกับอาหารและอื่นๆ แยกออกจากกัน...และข้าวก็จะเก็บไว้ได้นานไม่บูดง่าย....การใส่บาตรที่นี่ถ้านักท่องเที่ยวต้องการใส่ก็สามารถซื้อหาข้าวเหนียวได้เขามีมาขาย....สนนราคาก็ขึ้นอยู่ที่มากน้อยต่างกันไป...นอกจากนี้ก็มีบริการผ้าสไบให้เช่าซะด้วย...ที่เห็นเปลี่ยนไปคือมีแม่ค้ามาขายข้าวต้มมัดใต้ ( ข้าวเหนียวอย่างเดียวไม่มีไส้และไม่ใส่กะทิ ) รวมทั้งขนมอม ( ลูกอมหรือท้อฟฟี่ ).........การตกลงราคาสินค้าใส่บาตรควรตกลงแล้วจ่ายเงินให้เรียบร้อยก่อน...บางคนใจร้อนพระมารีบใส่ๆ ....จ่ายเงินทีหลัง...คราวนี้ก็เป็นเรื่องราคามหา........สุดท้ายคุยกันไม่รู้เรื่องบุญก็จะพลอยไม่ได้

พระท่านไม่ได้มาพร้อมกันทั้ง ๒๐๐ - ๓๐๐ รูปหรอก...มาทีละวัด...มากบ้างน้อยบ้างต่างๆ กันไป ...ท่านก็จะทิ้งระยะให้ห่างกันพอสมควร......เห็นบางคนตั้งหน้าตั้งตาจะใส่ให้ครบทุกรูป...สุดท้ายเมื่อยมือซะก่อน...เพราะท่านเดินเร็วมาก...ครูพรรณา...ใช้วิธีช่วงรอพระมา...ก็ปั้นข้าวเหนียวปั้นเล็กๆ ขนาดเด็กน้อยกินเอาไว้ล่วงหน้าก่อนเพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการใส่บาตร...เมื่อเสร็จการใส่บาตรเพื่อทำบุญแล้ว...เขาให้นำข้าวเหนียว ๑ ปั้นเล็กๆ ไปติด ( กอง ) ไว้บนกำแพงเพื่อทำทานให้สัตว์ได้กิน...ไปกราบพระตามวัดต่างๆ ...ก็เห็นมีวางไว้เพื่อบูชาพระ.......ข้าวเหนียวนี่ดีวางไว้นาน ๆ ไปมันก็แห้ง...ไม่ขึ้นรา

ถ้าจะใส่บาตรให้สบายใจควรอยู่ห่างพวกกล้องถ่ายรูปไว้เป็นดี ( หมายถึงหัวแถว ) เพราะน่ารำคาญมาก...วันที่คณะเราไปใส่บาตรเขาถ่ายทำสารคดี...ประเทศอะไรก็ไม่รู้ส่งเสียงบรรยายโขมงโฉงเฉงและผู้ทำงานที่อยู่หลังพระก็เดินวิ่งกันให้วุ่นวาย......สังเกตให้ดีเพื่อความสะดวกมีเก้าอี้ให้นั่งใส่บาตรด้วย..เพราะที่นี่เขาไม่ยืนกัน...ตกลงราคากับร้านข้าวเหนียวก็แล้วกัน....จริงๆ แล้วพระท่านก็ไปทุกถนนนั่นแหละเพียงแต่ถนนนี้มากที่สุดเพราะวัดอยู่ในทางเดียวกันหลายวัด.....

 

จากนั้เราก็ไปกินอาหารเช้ากัน เป็นอาหารฝรั่งชื่อของเวลาก็เป็นภาษาฝรั่ง  ครูพรรณา  เรียกอาหารมื้อนี้ว่าเบรคฟัด...เพราะกว่าจะนำมาเสริฟ...ไอ้ที่กินเข้าไปเอาออกมาก่อน...แล้วกลับมากินใหม่ก็ทัน....และสังเกตว่าเบรคฟัดที่นี่พวกฝรั่งน่าจะลดความอ้วนกัน...เพราะอาหารแต่ละจานน้อยมาก.....ครูพรรณากินขนมปังฝรั่งเศส...ควักกินแต่ด้านในเอามาจิ้มเนยได้ครึ่งอัน...และก็ดื่มน้ำเปล่า ๑ แก้ว...ว่าจะดื่มน้ำส้มคั้น..ลองชิมปรากฎว่าถูกเบรคฟัดอีก..เพราะเป็นหัวน้ำเชื้อผลไม้ที่ผสมน้ำน้อยมาก....จากนั้นเราก็เที่ยวชมที่ต่างๆ..เช่นวัดพระธาตุหมากโม....บ้านผานม...เป็นหมู่บ้านศิลปาชีพและ otop  ของเขา ...เกี่ยวกับเครื่องเงิน...และผ้าทอต่างๆ....ออกจากที่นี่เรามีที่หมายคือถ้ำติ่ง....ไปลงเรือที่บ้านปางไห่..ที่นี่ก็มีเครื่องเงิน  ..ผ้าทอ...และที่สำคัญแหล่งยาดองเหล้า...และมีโรงกลั่นเหล้า (เพิงหมาแหงน...ทำไมต้องแหงนนะ )...จากนั้ก็เข้าชมพิพิธภัณฑ์และพระราชวัง....นมัสการพระธาตุพูสี...เป็นพระธาตุที่เกิดจากเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า......และปิดท้ายด้วยการละลายทรัพย์ที่ตลาดมืด ( กลางคืน )

 

วัดพระธาตุพูสี...ตั้งประจัญหน้ากันกับพระราชวัง...เรียกว่าโผล่ออกมาจากวังก็พบได้พบพระ...นับเป็นภูมิปัญญาชั้นเลิศ...วัดตั้งอยู่ทิศตะวันออกของพระราชวัง....มีบันไดขึ้นเป็นขั้นนับได้ ๑๔๗ ขั้น...จากนั้นเป็นทางเดินเวียนขึ้นเนินซึ่งสะดวกและไม่เหนื่อยเท่าขึ้นบันไดไปอีกสัก ๕๐๐ เมตร...ชั้นแรกครูพรรณาว่าจะไม่ขึ้นไป...เพราะเดินและขึ้นเขามาตั้งแต่เช้าแล้ว...แก่ๆ อย่างเราเอาเข้าจริงก็ขาลาก....แต่ลูกชายชวนว่าแม่ไปเถอะเมื่อวานได้ยินพวกที่เขามาเที่ยวคุยกันว่าวิวสวย..เอ้าไปก็ไป......ขึ้นไปถึงแล้วเย็นสบายหายเหนื่อย...น้ำที่ถือขึ้นไปก็ไม่ต้องดื่มเพราะหายเหนื่อยไปแล้ว....พวกฝรั่งมักจะอยู่รอจนกระทั่งตะวันตกดินเพื่อชมความงามและถ่ายรูปกัน...รูปที่เห็นนี้ก็ถ่ายจาก ๓ ทิศ...ไม่ถ่ายทิศตะวันตก....ครูพรรณาไม่ได้เป็นคนถ่ายรูป...สุดแต่ลูกชายเขาจะโปรด...บางทีแม่ก็ไปบอกว่าเอารูปนี้ให้ทีนะ......เขาเห็นไม่เข้าท่าก็ไม่จัดให้...แม่ก็งอนซิ

 

นี่เป็นภาพจากพิพิธภัณฑ์และพระราชวัง...ภายในพระราชวังเขาห้ามถ่ายภาพ...เจ้าหน้าที่จะรับฝากสมบัติของเราไว้โดยมีตู้และกุญแจให้เราไว้ใส่และมาไขเอาออกเอง...ครูพรรณา ชอบมากคืออาคาร ( เรียกเอง ) ที่ข้างในเก็บพระยานมาศสำหรับอัญเชิญพระโกศของพระมหากษัตริย์....ส่วนบานประตู..หน้าต่าง..แต่ละบานของอาคารก็มีลวดลายที่แตกต่างกัน...ส่วนใหญ่ก็จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและวรรณคดีโดยเฉพาะรามเกียรติ์.....

นี่เป็นสภาพอาคารบ้านเรือนในตังเมืองหลวงพระบาง...เขาคงความเก่าแก่ของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศศเอาไว้...นัยว่ากติกามรดกโลก...ทุกสิ่งไม่ใช่สมบัติของเรา...บ้านที่เรานอนผุพัง...อะไรชำรุด...จะทำการซ่อมแซมโดยพลการไม่ได้ต้องแจ้งให้ทางการทราบ...เขาจะมาถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ยูเนสโก..พิจารณา...จากนั้นจึงจะซ่อมได้.....เขาเล่ากันว่าแม้แต่วิถีชีวิตของประชาชนก็ให้คงอยู่ไว้.....ครูพรรณาเลยแซวว่า..เฮ้ย! ถ้าใกล้ตายนี่ต้องขออนุญาตกันไหมนี่....สอบถามชาวลาวบางคนเขาก็ไม่ยินดีสักเท่าไร...เพราะเขาก็อยากทำตามใจบ้าง...แต่เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นหน่อย.....ครูพรรณาเห็นว่าดีขึ้นหน่อยก็คือเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะฝรั่งมาเที่ยว...แต่มรดกโลกและวิถีชีวิตของชาวลาวที่ต้องตกแต่งและแบ่งเขตให้เป็นวิถีชีวิตของฝรั่ง...มันมาเข้าอะไรกับมรดกโลกของชาวหลวงพระบางกันเล่า...หรือเขาจะนำมรดก ใหม่ ( ทรัพย์ ) มาทิ้งไว้ที่ลาวกันแน่

 

 

ภาพนี้เป็นภาพตลาดมืด...แม่ค้าจะมาเตรียมตั้งร้านและเริ่มค้าขายตั้งแต่เวลาบ่ายสามโมงเย็น...จัดเป็นถนนคนเดินกินบริเวณตั้งแต่หน้าพิพิธภัณฑ์ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ประมาณ ๘๐๐ เมตร....ร้านขายของแบ่งเป็นสามช่องทางเดิน...มีค่าเช่าแผงหลายราคาเพราะบางแผงมีเต๊นท์สวยๆ มากางไว้ด้วยสีสันสวยงามมาก...เห็นมีสินค้าหัตกรรมมากที่สุด..คือผ้าทอ...ตอนบ่ายได้ไปเดินตลาดกลางวันที่ตลาดพูสี..เห็นในร้านมีขายแบบขายส่งที่โบ้เบ้และสำเพ็ง...คาดว่าแม่ค้าน่าจะรับมาจากที่นี่...ส่วนแม่ค้าทำเองขายเองมีน้อยมาก.......ยามค่ำคืนก็จะเห็นแสงสีแพรวพราว...ถัดตลาดมืดขึ้นไป ( เดินสุดตลาดมืด ) ก็จะเป็นสถานที่นั่งดื่มกินของชาวต่างชาติเหมือนที่ชะอำ.พัทยา หรือถนนข้าวสาร....ตลาดมืดนี้ก็จะปิดในเวลา ๔ ทุ่มตรง...พอสามทุ่มแม่ค้าที่อยู่ไกลก็เริ่มเก็บของแล้ว...จากนั้นก็จะเป็นเวลาสำราญของผลับและบาร์เหล้า...ซึ่งจะปิดเวลา เที่ยงคืน....เที่ยงคืนในหลวงพระบางแทบจะหาคนเดินไม่ได้แล้ว...ถึงแม้จะไม่มีขโมยก็เถอะ....ชาวบ้านเขาต้องหลับต้องนอนกัน

 

สนนราคาสินค้าก็ต่อรองกันได้....แม่ค้าพอพูดไทยได้บ้าง...และถ้าเราพูดลาวได้พอกระเทินแบบครูพรรณา...ก็จะสามารถคุยกับแม่ค้าชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ต้องใช้ภาษาลาวเป็นภาษากลางได้ด้วย...เวลาต่อของก็ถามเขาว่า..ออมสุดๆ ได้เท่าได๋ ( ออมแปลว่าลดราคา ) ถ้าเรายังไม่พอใจก็อาจบอกว่ายังแพงโพด..ออมอีกจักหน่อย....คราวนี้ก็ถึงคราวที่เรามีโอกาสตั้งราคาบ้างละ...อย่าลืมให้เขาได้กำไรบ้างนะ...เพราะบางคนมาไกลนั่งทั้งคืนยังไม่ได้สักบาท...ก็สินค้ามันเหมือนๆ กันมีเป็นร้อยๆ ร้าน...สาวลาว ( ญวน ) หลายคนขายเก่งรู้จักต่อรอง...และมีเครื่องคิดเลขไว้ให้ลูกค้าคิดเปรียบเทียบเป็นเงินของตัวด้วย...ฝรั่งที่มาซื้อส่วนใหญ่ก็ซื่อไปขาย

 คงจำกันได้....ภาพยามราตรีในวังเวียง

นี่ซิมรดกโลกจริง...คันสีสันลวดลายแปลกตาเขาเขียนไว้ข้างรถว่าเป็น VIP ครูพรรณาว่าไม่ใช่แน่ๆ  ...พราะถ้ารถพิเศษ(ความหมายที่ผิดไป....ตามความเข้าใจของชาวบ้าน ) มันควรจะทำอะไรหรือมีประโยชน์ได้มากกว่านั่งเท่านั้น...เห็นคันสีฟ้าแล้วนึกถึงตอนเรียนวิทยาลัยครูสกลนคร..วันเสาร์เรียนครึ่งวัน..เวลาที่เหลือหนีแม่ไปเที่ยวพระธาตุพนนม...ขี่จักรยานจากบ้านเข้าเมือง ๕ กม. แล้วเอารถจักรยานขึ้นรถยนต์ไปด้วย...ไปลงบ้านต้อง...จากนั้นขี่เข้าอ. ธาตุพนมอีก ๕ กม. ...ถึงแล้วธาตุพนมของฉันตระเวนซะสะใจ...แล้วก็กลับบ้านด้วยวิธีเดิม...ถึงบ้านแม่ถามไปธาตุพนนมทำไม........ปรากฎว่าพวกตำรวจทางหลวงที่มีด่านตรวจอยู่แถวนั้นวิทยุหากันแล้วโทร.มาถาม หรือบอกแม่ว่าสงสัยจะเป็นครูพรรณา......รถปรับอากาศชั้น ๑ ก็มีนะแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นขนส่งหรือเปล่า...เห็นวิ่งสวนเราบนเขาอยู่หนึ่งคัน....เจ้าตุ๊กๆ ลาว...อีสานบ้านเราเอิ้นสกายแล็บ

 

 เป็นภาพชาวน้ำที่เราจะไปถ้ำติ่งกัน......ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓๐ นาที...เรือตกแต่งสวยงามมาก...เกินวิถีชีวิติชาวลาวอีกแหละ....จะเห็นเกาะแก่งมากมาย...และมักเต็มไปด้วยแท่งศักดิ์สิทธิ์ ( ตั้งเอง ) ชาวเรือคนไหนไม่เชื่อถือหรือรั้นเข้าไปใกล้....รับรองอันตรายถึงตายได้......มันคือเครื่องหมายบอกตำแหน่งหินโสโครกกลางน้ำ ( สะอาดกว่าหาดทรายชายฝั่งเสียอีก...แต่ถูกขนานนามว่าโสโครก...มันน่าน้อยใจจริง )

 

 

 นี่เป็นวิธีการกั่นเหล้าที่บ้านปางไห่.....เหล้ายาดองสอบถามว่าดองอย่างไร...เขาตอบว่าไม่รู้เพราะในหมู่บ้านไม่มีใครดองขาย....ที่มีอยู่คือมีพ่อค้านำมาฝากขาย......งูก็เห็นตั้งแต่ตัวเล็กถึงตัวใหญ่...แผ่พังพานก็มี...คิดกันไป...

ไปดูต้มเหล้าดีกว่า....เห็นแล้วน่ากินนะ...เขาใช้กลั่นเอามีท่อน้ำที่กลั่นออกมาแล้วใส่ไห...ก่อนใส่ไหก็มีผ้ากรองอีก...สะอาดซะดำปรื๋อเลย...ครูผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวว่าแล้วมันไม่สกปรกหรือดำออกอย่างนั้น...คนต้มเหล้ามองเฉยๆ ...ครูพรรณาเลยช่วย.....โอ! ไม่หรอกเพราะมันอยู่กับความร้อนเชื้อโรคถูกทำลายหมดแล้ว...คิดดูซิผ้านี่ก็ไว้จับฝาถังต้มเหล้า...สีดำก็เป็นเขม่าไฟไม่มีเชื้อโรค...แถมน้ำที่กลั่นออกมาก็เป็นแอลกอฮอล์...หยดลงผ้าก็ฆ่าเชื้อโรคอีกแหละ...ถ้ามันจะเหลือรอดลงไหไปมันก็ถูกดองเป็นยาดองแบบในขวดแล้วไง....แม่นบ่...ครูพรรณาหันไปถามคนต้มเหล้า...เพิ่นบ่ปากตอบเอาแต่ยิ้มๆ........รับประกันได้ว่าสุราสะอาดนะคะ.....แต่พอมาถึงร้านสินค้าปลอดภาษีที่ด่านขาออกจากลาว...เห็นซื้อกันใหญ่ ๓,๔,๕ ขวดร้อย...แล้วแต่ความสามารถ....ครูพรรณาว่าไม่สะอาดและปลอดภัยเท่าของบ้านปางไห่แน่นอน...เพราะถามราคาของเขาแล้วขวดละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท

 

เด็กๆ ที่กิ่วประจำไปโรงเรียนกัน....เขาเปิดเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นม. ๖  ...ขออนุญาตคุณครูดูโรงเรียนห่างๆ และถ่ายรูป ( จะเข้าไปดูการเรียนการสอนต้องทำหนังสือขออนุญาตเป็นทางการ )...สังเกตเขาแยกอาคารเด็กเล็กเด็กโตออกจากกัน  ...และตั้งชื่อว่าโรงเรียนโดยบอกระดับชั้นของนักเรียนก่อนแล้วต่อด้วยชื่อโรงเรียน เช่นโรงเรียนประถมศึกษากิ่วประจำ......โรงเรียนมัธมศึกษากิ่วประจำ...หนุ่มน้อยของเราเขาบอกว่าเขาอยู่โรงเรียนประถมศึกษา ( ชั้น )..เมื่อครูพรรณาถามว่าโรงเรียนของเจ้ามีซื่อฮ้องว่าอิหยัง....ที่โตหน่อยในรูปก็มัธยมต้น..เพิ่งชั้นม.๑ ...ที่หน้าโรงเรียนมีคุณครูขายขนม.....ส่วนหนุ่มๆ ที่เป็นผู้ใหญ่...เขามาประชุมกันที่หอประชุม......ในวันทำการที่กิ่วประจำแลดูคึกคัก

 

 

 

 ก่อนอำลาหลวงพระบางคืนนั้นครูพรรณาได้พบกับท่านอาจารย์วศิน  ปัญญาพุทธกุล....สอนวิชาประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ. พิษณุโลก.....บนถนนคนเดินตลาดมืด....ท่านไปทำวิจัยเรื่องลวดลายหัตกรรมเปรียบเทียบระหว่างหลวงพระบางกับสวรรคโลก ( ลาว - ไทย ).....ท่านพบกับลูกชายครูพรรณาก่อน..แล้วจึงได้มีโอกาสคุยกัน.....ขอให้ท่านมีความสุขกับงานวิจัยนะคะ  ( คลับคล้ายเหมือนจะเคยอ่านบันทึกของท่านบน g2k  อยู่บ้าง...ซึ่งก็นานมากแล้ว

 

 

หมายเหตุ เข้ามาแก้ไขรูปภาพให้เคลื่อนไหวช้าลงค่ะ