แน่ใจหรือยัง ว่าเรารู้จัก "ค.ว.ย." กันดีแล้ว?
“คุณภาพทางการศึกษา” เป็นเครื่องมือหนึ่งในการกันเด็กให้ออกจากระบบ ใครที่ไม่ปฏิบัติตามกรอบตามระเบียบก็ต้องถูกจับตาเป็นพิเศษหรือแม้แต่การคัดเลือกเด็กที่มีแนวโน้มก่อปัญหาซึ่งเหมือนเป็นจุดด่างพร้อยของห้องเรียนมาอยู่รวมกันโดยอาศัยวิธีการคัดกรองจากการสังเกตพฤติกรรมโดยครูที่ปรึกษาหรือครูประจำชั้น เช่น เอาเด็กเก่งไว้ห้องต้น ๆ เด็กอ่อนหรือเด็กมีปัญหาไว้ห้องบ๊วยยังพบเห็นได้อยู่ทั่วไป ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนสายอาชีพเพื่อดำรงคุณภาพขององค์กรจึงมีการคัดกรองหรือเรียกกันว่า “สกรีนเด็ก” โดยนำเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมมาเรียนรวมกัน มีทางเลือกหนึ่งซึ่งเป็นธงที่ปักไว้แล้วล่วงหน้าคือ “เอาออก” แต่ก่อนหน้านั้นทางโรงเรียนยื่นข้อเสนอให้กับผู้ปกครองเด็กที่จะยังไม่เอาเด็กออกจากระบบทันทีแต่ทางผู้ปกครองต้องจ่ายเงินในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเป็นค่าเรียนเพิ่มเติมที่ต้องมีการเรียนมากกว่าเด็กปกติ โดยมีครูที่โรงเรียนเป็นผู้สอนในแต่ละรายวิชาเพิ่มเติม เด็กกลุ่มนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษเหมือนกับเป็นเป้าหมายที่ต้องกำจัดออกไปเนื่องจากมีพฤติกรรมมาสาย ขาดเรียน ง่วงนอนในห้อง ติดเกม เที่ยวกลางคืน สูบบุหรี่ ขี้เกียจ ไม่มีความรับผิดชอบ ดังนั้นหากมีการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะเด็กกลุ่มนี้จึงเป็นเป้าหมายแทบทุกครั้ง เพราะครูสันนิษฐานไว้ก่อนล่วงหน้าว่าสาเหตุพฤติกรรมทั้งหลายเกิดจากการใช้ยาเสพติด ทำให้เด็กยิ่งมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมที่รุนแรงขึ้นทั้งครูประจำวิชาและครูประจำชั้นเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องจิตวิทยาวัยรุ่น ครูสอนเก่งแต่ยังขาดทักษะด้านการใช้กิจกรรมบำบัด เมื่อเห็นสภาพดังกล่าวจึงพยายามที่จะเสนอแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เขาได้เห็นคุณค่าในตนเองมากกว่าการที่จะต้องใช้กฎระเบียบควบคุมถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นครูผู้สอนเด็กกลุ่มนั้นโดยตรงก็ตาม ครูผู้สอนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและสนับสนุนแนวทางให้เด็กออกจากโรงเรียน เนื่องจากเป็นปัญหาและควบคุมยาก พูดไม่ฟัง สั่งไม่เชื่อ แต่เมื่อให้ข้อมูลด้านสิทธิเด็กและการรับอาสาที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแก่เขาเหล่านั้น ทำให้ครูหลายคนเริ่มลังเล ภารกิจที่หนักอึ้งเริ่มขึ้นเมื่อผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนซึ่งเป็นคนสมัยใหม่มีวิสัยทัศน์ เรียกเข้าพบพร้อมกับคุยถึงความหนักใจทั้งเรื่องของครูและนักเรียนที่ซึ่งจริง ๆ แล้ว อยากจะปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมครูและนักเรียน “คุณจะทำยังไงก็ได้ให้เด็กกลุ่มนั้นเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม” ซึ่งนอกจากได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอนในวิชาชื่อแปลก ๆ ที่ไม่มีหลักสูตร ไม่มีเนื้อหา ไม่มีหนังสือเรียน ที่ชื่อวิชาว่า “การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” หรือ “ทักษะชีวิต” นั่นเอง ก่อนอื่นได้ใช้วิธีการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งในเรื่องของการวางตัว การถามสารทุกข์สุกดิบ ฯลฯ ซึ่งเป็นการให้ได้มาซึ่งข้อมูลเพื่อที่จะทำให้รู้จักตัวตนของเขาให้มากขึ้นโดยก่อนที่จะทราบถึงสาเหตุของพฤติกรรมต้องทราบก่อนว่าแต่ละคนมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาอย่างไร เช่น “อาท” อายุมากกว่าเพื่อนในห้องสองปี เนื่องจากเคยเรียนที่โรงเรียนสามัญและออกมาเรียนในสายอาชีพ มีพฤติกรรมเป็นตัวป่วน ขี้เกียจและติดเล่น ชอบทำตัวเป็นหัวโจก “ทศ” ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ส่งงาน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรก มาโรงเรียนสายแถมยังค้างจ่ายค่าเทอม “มาร์ค” เป็นลูกครึ่งอายุมากกว่าเพื่อนในห้อง 3 – 4 ปี ชอบเที่ยวกลางคืน สูบบุหรี่ มีพฤติกรรมก้าวร้าว “เสก”ขาดเรียนบ่อย ดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน รวมกลุ่มเป็นแก๊ง “พี” เป็นคนไม่มีความกระตือรือร้น ไม่สนใจเรียน ชอบนอนในเวลาเรียน “พีท” สมาธิสั้น เรียนไม่ค่อยทันเพื่อน ขาดความกระตือรือร้น ฯลฯ ทั้งหมด 20 คน แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตนเองแทบทั้งสิ้น และสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากกลุ่มนี้ก็คือสาเหตุของพฤติกรรม ที่พบหลากหลาย เช่น กรณีของ “ทศ” พบว่า “ทศ” อาศัยอยู่กับแม่ ที่มีโรคประจำตัวทางสมอง ไม่ได้ทำงาน บางวันหากแม่ไม่สบายทศต้องป้อนข้าวป้อนยาก่อน และต้องนั่งรถมาเนื่องจากว่าไม่มีรถมอเตอร์ไซด์เหมือนเพื่อน บางวันเพื่อนสนิทก็ไปรับ พ่อของทศมีครอบครัวใหม่ ให้เงินเขาใช้เพียงสัปดาห์ละ 100 บาท หรือหากบางสัปดาห์พ่อไปต่างจังหวัดทศต้องใช้เงิน 100 บาท ให้อยู่ได้สองสัปดาห์ เพื่อนทราบปัญหาดีจึงอยากช่วยเหลือด้วยการเลี้ยงข้าวและให้ยืมเงินบ้างตามกำลัง ทุกกรณีมีสาเหตุของพฤติกรรมที่หลากหลายและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สามารถทำได้เฉพาะในคาบเรียนหรือในกิจกรรมการเรียนการสอนได้หากแต่ต้องเชื่อมโยงถึงวิถีชีวิตของเขาให้ได้
ดังนั้นเค้าโครงกิจกรรมที่จะให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้จึงถูกกำหนดไว้ในใจคร่าว ๆ ก่อนแปลงมาสู่การปฏิบัติ ในช่วง 1 เทอมที่ขอรับอาสาเพื่อที่จะดึงศักยภาพที่เขามีออกมาให้ได้ เริ่มตั้งแต่การใช้เทคนิค Mata plan หรือการกำหนดข้อตกลงร่วมกันโดยเขียนบนฟลิปชาร์ตก่อนที่แต่ละคนจะนำเสนอและติดบนกระดานให้ทุกคนได้รับรู้รับทราบร่วมกันเป็นข้อปฏิบัติในการเรียนการสอนและทำกิจกรรมร่วมกัน มีตัวอย่างข้อตกลงที่เขาเสนอกันอาทิเช่น อยากเรียนนอกสถานที่ อยากทำกิจกรรม อยากเล่นเกม อยากฝึกปฏิบัติ ฯลฯ ซึ่งก็เข้าทางที่วางไว้อยู่แล้ว เหล่านี้เป็นที่มาที่ไปส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้เขาเกิดทักษะการใช้ “ค.ว.ย.” หรือทักษะการคิด วิเคราะห์ แยกแยก ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานด้านการคิด อันจะนำไปสู่การคิดในมิติอื่น ๆ ทั้งการคิดสร้างสรรค์ คิดสังเคราะห์ คิดเชิงกลยุทธ์ คิดเชิงอนาคต ฯลฯ บนฐานคิดที่ว่า “ทักษะชีวิตความเป็นมนุษย์ควรเริ่มจากการใช้ความคิดนำการปฏิบัติ”
การฝึกให้เด็กมีทักษะการใช้ ค.ว.ย. ต้องเริ่มจากสิ่งที่เขามี สิ่งที่เขาเป็น โดยต้องนำสิ่งที่มีอยู่ในตัวเขาออกมา ต้องทราบว่าเขากำลังคิดอะไร สิ่งหนึ่งที่จะดึงความคิดเขาเหล่านั้นออกมาได้นั่นคือ “เกม”และ “กิจกรรม” แต่การสร้างความรู้สึกไม่แปลกแยกเริ่มจากให้เราและเขารวมกันเป็น “เรา” ก่อนยกตัวอย่างเช่นกิจกรรมดังต่อไปนี้
การให้เขาได้มีโอกาสสะท้อนความคิดจากภาพที่เห็นประกอบกับการใช้คำถามกระตุ้นช่วยได้มาก เมื่อให้เขาได้ดูภาพที่มีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง พร้อมกับให้จินตนาการว่าภาพที่เห็นคืออะไร?
ซึ่งตำตอบที่ได้รับจากแต่ละคนมีความหลากหลายเมื่อได้นำมาเขียนสรุปไว้บนกระดานให้ทุกคนได้เห็นพร้อมกันไปด้วยอันมีทั้ง เป้าปืน หยดหมึก เงาของเหรียญ กระดุม รอยสัก ฯลฯ เมื่อแต่ละคนได้เสนอความคิดและจินตนาการของตนเองแล้วก็มีการมาสรุปร่วมกันว่า “จริงๆ แล้วความคิดของทุกคนไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด ภาพที่เห็นเป็นแค่จุดสีดำเล็ก ๆ บนกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น ที่เราเห็น สีขาวหรือสีดำมากกว่ากัน ?” ซึ่งทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “สีขาว” “แล้วสีขาวมีมากกว่าเพราะอะไรเรามองไม่เห็น เพราะอะไรคำตอบของเราจึงมุ่งไปที่สีดำ เราคิดว่ากิจกรรมนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบ้างถ้าหากเป็นชีวิตของเรา?”
o “จุดดำ ๆ แม้จะเล็กกว่า แต่เพราะมันมีสีดำเลยมองเห็นชัดเจนกว่า”
o “พอเราเห็นสิ่งที่ไม่ดี เราเลยยึดติดกับสิ่งนั้น ๆ ลืมมองสิ่งอื่น ๆ ที่อาจจะดีกว่า”
o “คนเรามีทั้งความดีและความไม่ดี แต่เรามักจะมองที่ความไม่ดีมากกว่าทั้งที่เขาอาจจะมีความดีอยู่มากกว่าความไม่ดี”
o “คนอื่นเขาคงมองว่าเราเหมือนรุดสีดำแต่เราก็เชื่อว่าเราก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย บ่างอย่างเราอาจจะเก่งกว่าหลาย ๆคนด้วยซ้ำ”
o “หมึกสีดำที่หยดลงในกระป๋องสีขาว ถ้าเราเติมสีขาวลงไปเยอะ ๆ สีดำก็จะหายไป”
และในตอนสรุปถึงข้อคิดที่ได้จากกิจกรรมนี้ก็ใช้ข้อสรุปที่ทุกคนได้บอกมาเป็นข้อสรุปรวมโดยเชื่อมโยงแต่ละข้อเข้ากับชีวิตจริงซึ่งก็แทบจะไม่ได้สรุปอะไรเพิ่มเติม “งั้นตั้งแต่นี้ต่อไปเรามาช่วยกันทำให้จุดสีดำมันหายไปและให้คนมองเห็นสีขาวในตัวเรามากขึ้น แต่เราก็ต้องมองให้เห็นสีขาวในตัวของคนอื่นให้มากขึ้นด้วย ตกลงมั้ย?” นี่เป็นข้อพิสูจน์แรกของ “เด็ก (ที่ถูกทำให้) เลว” ว่าเขามีศักยภาพไม่ด้อยกว่าคนอื่นแถมยังมากกว่าด้วยซ้ำในมุมมองที่หลายคนไม่คาดคิดภายใต้เวลาไม่ถึง 10 นาที
การทลายกรอบคิดให้คนเราเห็นมุมมองที่กว้างขึ้นจากมุมเดิม ๆ เป็นสิ่งที่จะทำให้คนเราเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น เห็นแนวทางวิธิคิดที่หลากหลายมากขึ้น “กิจกรรมคิดนอกกรอบ” หรือ “คิดแนวข้าง” จึงถูกนำมาใช้ โดยรูปต่อไปนี้
โจทย์อยู่ว่า “มีจุดอยู่ 9 จุด ดังรูป ให้ใช้เส้นตรงสี่เส้นลากผ่านทั้ง 9 จุดโดยไม่ยกปากกา ห้ามลากทับเส้นเดิม”นี่คือโจทย์ที่ทุกคนต้องทำและแก้ไข
หลายคนนั่งทำอยู่นานและเมื่อผ่านไปราว 10 นาที ส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ จึงต้องให้ทุกคนหันมาใส่ใจและทบทวน “โจทย์”ร่วมกันอีกครั้ง ว่าให้ทำอะไรและห้ามทำอะไรบ้าง พร้อมกับคำใบ้เพิ่มเติมว่า “ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ” ซึ่งเวลาผ่านไปไม่นานส่วนใหญ่เริ่มจะทำได้และแต่ละคนจะภูมิใจกับความสามารถที่ตนเองทำได้เป็นอย่างมาก บางคนที่ยังทำไม่ได้มีเพื่อนตะโกนแนะนำว่า “รูปที่ออกมามันจะเป็นรูปลูกศรชี้เข้าหาตัวมึง...” และบางคนก็บอกว่า “เอ็งต้องลากให้มันเลยพ้นจุดออกไปก่อน” ซึ่งภาพที่ได้จะออกมาในภาพตามนี้
เพราะอะไรในตอนแรกหลายคนถึงทำไม่ได้ตามโจทย์ที่กำหนด?เป็นคำถามที่ใช้เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนเกิดความคิดซึ่งทำตอบที่ได้ก็มีความหลากหลาย เช่น
o “คิดว่าต้องลากเส้นให้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเท่านั้น เลยต้องใช้ถึง 5 เส้น” เด็กที่ร่วมกิจกรรมคนหนึ่งยกมือตอบคำถาม
o “แล้วเราคิดไว้อย่างเดียว ทำไมเราไม่ถามว่าจะลากเส้นเลยออกไปได้หรือไม่?” เป็นคำถามย้อนกลับและคำตอบที่ได้ก็คือ “ไม่กล้าครับ” และ “คิดไม่ถึงครับ”
o “ที่บอกว่ามีกรอบสี่เหลี่ยมนั้น อยู่ตรงไหน?” เป็นคำถามที่ย้อนกลับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเด็กผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็ตอบว่า “มันเป็นจุดเก้าจุดเรียงกันแถวละสามเป็นรูปสี่เหลี่ยมเลยคิดว่าต้องลากให้อยู่ในกรอบนั้น”
“นั่นแสดงว่าเรากำลังหลอกตัวเองด้วยจินตนาการของเราเองว่ามันมีกรอบล้อมอยู่? ดังนั้นกรอบนั้นคือปัญหาหลักใช่หรือไม่?” “ใช่ครับ”เด็กน้อยตอบแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน “งั้นเรามาสรุปว่าเราได้ข้อคิดอะไรจากกิจกรรมนี้?”
o “ถ้าไม่แน่ใจอะไรให้รู้จักถาม อย่าเก็บไปคิดแล้วสรุปเอาเองครับ”
o “ถ้ามีปัญหา เราก็ต้องลองผิดลองถูกแก้ไขหลาย ๆ ครั้งครับ”
o “บางทีความคิดหรือจินตนาการของเราอาจะจะไม่ถูกเสมอไปครับ”
o “ดีไม่ดีความคิดของเราจะกลายเป็นกรอบขังตัวเราเองครับ”
o “ถ้าเราลองทำในสิ่งที่นอกกรอบ นอกกฎระเบียบเราอาจจะค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ครับ”
o “รูปที่ได้เป็นรูปหัวลูกศรชี้เข้าหาตัวเรา เหมือนเป็นปริศนาที่ซ่อนอยู่ว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเราจะต้องแก้ไขด้วยตัวเราก่อนที่จะโยนภาระให้คนอื่นครับ”
เช่นเดียวจากกิจกรรมแรกว่า เราแทบไม่ต้องสรุปเพิ่มเติมใด ๆ ให้ แต่ข้อคิดที่เกิดจากการสรุปร่วมกันนั้นดูมีคุณค่ามากกว่าที่ผู้ใหญ่ ๆลาย ๆ คนจะเข้าใจหรือมีมุมมองเช่นนั้น.... และถ้าหากใช้หลักการดังที่กล่าวไปแล้ว แก้โจทย์รูปต่อไปนี้คือ "ให้ใช้เส้นตรง 6 เส้น ให้ลากผ่านทั้ง 16 จุด ห้ามยกปากกาและห้ามซ้ำเส้นเดิม จะทำได้หรือไม่?"

ติดตามต่อตอนที่ สอง

ชื่อหวาดเสียวจัก กลัวจะลืมจุด
ขอบคุณที่ให้ความรู้ในการแก้ปัญหาเด็ก
ขอบคุณที่ให้ความรู้ในการแก้ปัญหาเด็ก แต่ในการปฏิบัติอาจจะยาก
ไม่ยากเลยครับ เราต้องเข้าใจว่าในเชิงปฏิบัติต้องเกิดจากทักษะที่เรานำทฤษฏีไปใช้จริงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เอาทฤษฏีมาวางแผน ที่เรียกว่า Planning คือวางแผนแล้วไม่เอามาปฏิบัติ แผนเลย "นิ่ง"อยู่กับที่
จริง ๆ แล้วในกระบวนการหากจให้เกิดผลต้องมีการควบคุมด้วยวงจร "เดมมิ่ง" คือ plan-การวางแผน do-การนำแผนมาปฏิบัติ check-การติดตามตรวจสอบประเมินผล และ act-การนำผลการประเมินมาปรับปรุงเพื่อวางแผนแลนำไปปฏิบติ ซึ่งต้องทำเป็นวงจรไปเรื่อย ๆ ไม่ใชทำปีละครั้ง หรือที่เราทราบกนดในนามของวงจร pdca
อยากเห็นภาพเฉลยคร้าบ
ด่วนมากเลยคร้าบ
คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ค ว ย.คำนี้เคยใช้ในเวที่มีคนไม่รู้ความหมายอีกมากครับท่าน