เมื่อวานนี้คุณหมอไม่ยอมจ่ายยาลดน้ำหนักให้กับคุณแม่ของพยาบาลเราท่านหนึ่ง ซึ่งต้องการลดน้ำหนัก แต่ส่งมาพบนักกำหนดอาหารเพื่อประเมินและให้คำแนะนำตามความเหมาะสม ในเบื้องต้นจากการสอบถามความตั้งใจในการลดน้ำหนักของคนไข้พบว่าไม่อยากเป็น เบาหวานเพราะมาตรวจในช่วง 2-3 เดือนนี้น้ำตาลก่อนอาหารเริ่มสูงขึ้น ทั้งยังปวดเข่าและเหนื่อยง่ายซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินช้อปปิ้ง

"ฉันกินข้าวน้อย วันหนึ่งก็แค่ 2 มื้อ แล้วก็งดน้ำอัดลมมาหลายเดือนแล้วนะเพราะมีคนบอกว่ามันมีน้ำตาลเยอะตั้ง 4-5 ช้อนโต็ะ แต่ทำไมฉันนยังอ้วนอยู่"

"ฉันไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหิว เพราะฉันรู้ว่าถ้าหิวจะกินเยอะแล้วทำให้อ้วน"

ดิฉันลองให้เล่าประวัติการกินอาหารทั้งวัน ดังนี้

เช้า ข้าว 2 ทัพพีเล็ก กับข้าวซื้อ 4-5 อย่างส่วนใหญ่เป็นแกงกะทิ ของทอด-ผัด

กลางวัน ก๋วยเตี๋ยวน้ำ 1 ชาม

เย็น ขนมปังหมูหยอง 1 ก้อน หรือโดนัท 1 ชิ้น

ช่วงระหว่างมื้อจะมีผลไม้จานใหญ่ทั้งฝรั่ง มะม่วงห่ามๆ ชมพู่ สับปะรด 1 จานใหญ่แช่ในตู้เย็นพร้อมหยิบทานได้ทั้งวัน หากมีแม่ค้าเร่ขนมหวานผ่านมาก็จะเรียกซื้อทั้งลอดช่องน้ำกะทิ ตะโก้

กิจกรรมประจำวันคือนั่งๆนอนๆดูทีวี จะมีช่วงหนึ่งของทุกวันที่ไปเดินช็อปปิ้งเพื่อซื้ออาหารผลไม้ไว้ให้ลูกๆตอนเย็นที่ห้างโลตัสหรือคาร์ฟูใกล้บ้าน

ลูกสาวที่มาด้วยช่วยประเมินปัญหาของคุณแม่ว่า

1.ไม่เข้าใจเรื่องอาหาร คิดว่าผลไม้และขนมไม่หวานทานได้เยอะๆไม่ทำให้อ้วน

2.ทานจุบจิบ

3.กินเร็วมาก

4.กิจกรรมน้อย

ปัญหาที่เราพบกันบ่อยๆในคนที่มีน้ำหนักเกินคือชอบงดอาหารมื้อหลักๆ ข้าวดูเหมือนจะเป็นตัวร้ายที่ทำให้เราน้ำหนักขึ้น แต่จริงๆแล้วการไม่ทานข้าวให้ครบ 3 มื้อมักเป็นเหตุผลให้คนกินจุบกินจิบตลอดทั้งวันด้วยเหตุ ผลที่ว่ากินแค่นิดเดียวไม่เป็นไร ไม่อ้วนหรอก

การกินเร็ว เคี้ยวเร็ว กลืนเร็วก็มีความสำคัญเพราะทำให้เราไม่รู้สึกอิ่มสักที เพราะจุดรับความอิ่มจะต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที

นอก จากนี้การลดน้ำหนักจะสำเร็จลงได้คนไข้ต้องตั้งใจเต็ม 100 บวกกับการช่วยกันปรับพฤติกรรมทีละน้อย และตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ เช่นน้ำหนักที่จะลดอาจกำหนดประมาณ 10 %ของนำ้หนักปัจจุบัน เมื่อประสบผลสำเร็จแล้วจึงค่อยๆเขยิบเป้าหมายเพิ่ม

จุรีย์พร จันทรภักดี

นักกำหนดอาหาร