มีคนถามอยู่บ่อยๆ ว่า เมื่อมหาวิทยาลัยมหิดลออกจากระบบราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ อย่างไรบ้าง
ศ. นพ. ประเวศ วะสี เคยพูดในหลายสภามหาวิทยาลัย หลายครั้ง ว่าเมื่อมหาวิทยาลัยออกไปนอกระบบราชการแล้ว เงินที่มีอยู่ ๑ ล้านบาทในอนาคตจะก่อผล ๒ เท่าของเงิน ๑ ล้านบาทในขณะที่มหาวิทยาลัยอยู่ในระบบราชการ ซึ่งแปลว่าเราหวัง efficiency ในการใช้ทรัพยากร แต่ efficiency ไม่ได้มาทันทีกับ พรบ. ใหม่ มันมากับการจัดการแบบใหม่ และที่สำคัญยิ่งกว่า คือมันมากับวัฒนธรรมใหม่ ที่เราจะต้องช่วยกันสร้างขึ้น ไม่ใช่เราจะได้มาแบบมีคนมอบหรือบันดาลให้
สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้ให้ความเห็นชอบ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงบประมาณและการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๙ มี.ค. ๕๑ และผมได้ลงนามประกาศใช้ข้อบังคับนี้ไปแล้ว ผมหวังว่าข้อบังคับนี้จะให้ความสะดวกในการจัดการการเงินดีกว่าสมัยที่เราอยู่ในระบบราชการมาก เมื่อใช้ข้อบังคับนี้ เราก็จะรวบรวมประสบการณ์เอามาหาทางปรับปรุงข้อบังคับให้ดียิ่งขึ้น ผมมองว่าเราต้องวางแผนการประเมินการปฏิบัติหรือใช้ข้อบังคับนี้ แล้วนำมาเสนอสภามหาวิทยาลัย นำข้อแนะนำไปยกร่างฉบับใหม่ภายใน ๑ – ๒ ปี ทำอย่างนี้ไปสัก ๒ – ๓ รอบ เราจะได้ประสิทธิภาพของการใช้เงินอย่างที่ ศ. นพ. ประเวศ วะสี ทำนายไว้
เราสามารถออกแบบ studies นี้ให้เป็น R2R ได้ แบบเดียวกับที่ มน. ออกแบบ R2R เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการบริหารงานวิจัย ที่ ดร. เสมอ ถาน้อย เสนอในการประชุม UKM 12 เมื่อวันที่ ๑๗ เม.ย. ๕๑
ผมมองว่า การที่ผมลงนามใน ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงบประมาณและการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการความรู้เรื่องประสิทธิภาพของการใช้เงินของมหาวิทยาลัยมหิดล
วิจารณ์ พานิช
๒๓ เม.ย. ๕๑