สถานที่เกิดเหตุ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก

เวลา น่าจะเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา
<p>       วันหนึ่งในฤดูร้อนที่ร้อนมากมาก (ถ้าใครเคยไปภาคเหนือตอนหน้าร้อนจะรู้ว่าร้อนขนาดไหน) โรงพยาบาลของฉันประกาศดีเดย์ รณรงค์การคัดแยกขยะ โดยจัดการซื้อถังสีเหลือง กับสีเขียวใหม่ทั้งล๊อตสำหรับขยะมูลฝอยและขยะรีไซเคิลพร้อมทั้งทำสติกเกอร์แปะบอกว่าถังอันไหนไว้สำหรับใส่อะไร แล้วนำไปวางไว้ตามที่ต่างๆในโรงพยาบาล รวมถึงบริเวณบ้านพัก</p>

       ถ้าโรงพยาบาลทำแค่นี้ พอจะรู้ใช่ไหมคะ ว่ามันจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นเลย เหมือนกับที่การรณรงค์แยกขยะไม่เคย สำเร็จ (เท่าที่ฉันรู้) เลยไม่ว่าที่ไหนในเมืองไทย เพราะมีหลายคนคิดว่า ไม่รู้จะแยกไปทำไม แถมบางทียังได้ยินให้เจ็บใจอีกว่า พี่ๆ ถึงพี่แยกนะ ผมก็เอาไปรวมกันอยู่ดี อ้าว แล้วกัน

       แต่………โรงพยาบาลของฉันโชคดีกว่านั้นค่ะ ในจังหวัดพิษณุโลกมีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ฉันแอบนิยมมานานชื่อ บริษัทวงษ์พาณิชย์ เป็นบริษัทรับซื้อขยะรีไซเคิลที่ใหญ่มากๆ ของจังหวัด (น่าจะใหญ่ติดอันดับภาคหรือประเทศด้วยซ้ำ) เข้ามารับซื้อขยะในโรงพยาบาลทุกอาทิตย์ แต่ละหน่วยงานก็จะคัดแยกขยะรีไซเคิล แล้วเก็บรวบรวมเอาไว้ พอถึงวันนัดหมายก็จะนำออกไปขายให้กับบริษัทดังกล่าว ส่วนเงินที่ได้ (อันน้อยนิด) ก็ให้แต่ละหน่วยงานบริหารจัดการกันเอง 

      หน่วยงานของฉัน เราทำที่ใส่คล้ายคอกสุนัขอันเบ้อเริ่ม มี 3 ช่องสำหรับใส่กระดาษ พลาสติก แล้วก็ขวดแก้ว เมื่อก่อนฉันเองก็ทิ้งปนๆกัน (ก็แหม มันง่ายจะตายไป ถังขยะอยู่ใกล้ๆ ตัว) แต่พอโรงพยาบาลและหน่วยงานเริ่มทำ ฉันก็เห็นดีด้วย และเริ่มปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้ว่าจะต้องเดินลงไปทิ้งท้ายตึก แต่เวลาเดินไปเห็นแต่ละช่องมันเต็มไปด้วย ขยะ รู้สึกดีชมัด ทั้งๆที่ปกติเรารังเกียจขยะกันจะตาย 

      ฉันยังโชคดีมากกว่านั้นค่ะ ห้องพักตรงข้ามกับฉันเป็นรุ่นพี่หมอหูคอจมูกท่านหนึ่ง  ฉันและพี่เขาเป็นพันธมิตรกันในการแยกขยะ หน้าห้องของเราจะมีถุงใบโตๆใบหนึ่งวางไว้ เวลาที่เรามีขยะพวกพลาสติกหรือ กระดาษเราก็จะนำไปทิ้งในถุงใบนี้ เวลามันเต็มไม่ฉันก็พี่เขาจะเอาไปแขวนไว้ข้างๆ ถังขยะ เพื่อคนเก็บขยะที่ฉันรู้ว่า ปกติตอนที่เขาเก็บขยะ เขาก็จะแยกพวกขยะรีไซเคิลพวกนี้ไปขายอยู่แล้ว จะได้เอาไปได้เลย  ไม่ต้องมาแยกอีก ฉันรู้ว่าขืนใส่ลงไปในถัง มันคงผสมกับขยะที่คนอื่นไม่ได้แยก แทนที่จะได้เอาไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ก็ต้องมาแยกอีก แถมร้ายกว่านั้นอาจจะเอาไปขายไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

       เราโชคไม่ดีที่โรงพยาบาลไม่มีการรณรงค์อย่างนั้นหรือ หรือเป็นเพราะว่าเราไม่มีบริษัทแบบนั้นหรือเปล่า

       ฉันว่าโรงพยาบาลหรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยมีแนวคิดอยู่แล้ว เพียงต้องการคนที่จะดูภาพรวม เส้นทางเดินของขยะ ว่าควรใช้เส้นทางเส้นไหน เริ่มออกสตาร์ทอย่างไร ควรแวะหยุดพักที่ใด และที่หมายคือตรงไหน ลำพังเราแยกขยะเอง แต่รอบๆตัวเราไม่มี ระบบ ที่มันรองรับ หน่วยงานเราแยก แต่หน่วยที่รับผิดชอบจัดการขยะเอามารวมกันอีกก็คงไม่เกิดอะไร ทำไปก็ไลฟ์บอย (งงๆ! ว่าทำไมต้องทำไปไลฟ์บอยด้วย เดี๋ยวจะลองไปหาดูว่าคำนี้มันมาจากอะไร)

       แต่ถ้าเราไม่มั่นใจว่า มอเตอร์เวย์ ของโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยมันจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ฉันก็ยังเชื่อว่า เราสามารถหา โลคัลโรด และไปถึงที่หมายได้เหมือนกัน แถมไม่ต้อง จ่ายค่าผ่านทาง ด้วย เพราะเท่าที่เห็น ฉันก็ว่ามีคนพร้อมที่จะมา "พา" ขยะรีไซเคิลเหล่านี้ออกจากหน่วยงานของเราอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ใช่บริษัทใหญ่โตแบบวงษ์พาณิชย์ แต่อย่างน้อยเขาก็ทำให้เรารู้ว่าทางเส้นนี้ จะนำขยะรีไซเคิลของเราไปยังจุดหมายได้ ไม่ต้องไปบุกป่า ลุยโคลน (ปนกับขยะเน่าเสีย)  หรือหลงทางที่ไหน

       เหนือกว่าสิ่งอื่นใดอีกคือ ตัวเราเอง  มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เห็นความสำคัญ และมีใจ พร้อม ที่จะทำอยู่แล้ว (อย่างน้อยก็ทีม ปาโถโฟอาร์ ของเรา) แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี เราเริ่มที่ตัวเราก่อนนี่ล่ะค่ะ ฉันว่าในช่วงแรกของประเทศญี่ปุ่นที่พี่ไมโตฯ เล่าให้ฟังก็คงไม่ต่างกัน คนไม่กี่คนที่แยกขยะอาจโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่นานๆ ไปพอคนที่แยกขยะเพิ่มจำนวนมากขึ้น คนที่เคยมองเราด้วยสายตาแปลกๆ ก็จะกลายเป็นคนที่โดนมองด้วยสายตาแปลกๆ แทน มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สุดท้ายทุกคนก็คงต้องทำตาม "วัฒนธรรม" ที่คนส่วนใหญ่เขาถือปฏิบัติ

      ฉันเองก็หาถุงใบใหญ่ๆ เอาไว้ใส่พวกขวดพลาสติก
กระป๋องอลูมิเนียมที่ใส่ขนมต่างๆ แม้มันดูไม่ "มืออาชีพ" เท่าไหร่ แต่บรรลุวัตถุประสงค์เหมือนกัน พอมันเต็มถุง ฉันก็ยกให้แม่บ้านที่ทำความสะอาดหอพัก เห็นไหมคะ ไม่ต้องพึ่งทั้ง มอเตอร์เวย์ โลคัลโรด แค่ คันดินตามทุ่งนา ก็ยังมีทางเดินเสมอสำหรับขยะรีไซเคิล

      คราวหน้าจะเริ่ม "มหากาพย์" ที่มาของ "เด็กดื้อ" แล้วค่ะ