การดำเนินนโยบาย

                หมายถึง  การกระทำที่รัฐได้กระทำลงไปตามที่ได้ตัดสินใจโดยผู้มีอำนาจ  การกระทำเหล่านี้มีการวางรูปแบบให้มุ่งไปสู่เป้าหมายที่รัฐตั้งไว้  แต่ละรัฐก็มีเครื่องมือทางเศรษฐกิจ  การทหาร  สังคม  การเมือง  การทูต  กฎหมายการโฆษณาชวนเชื่อและอื่นๆในการดำเนินนโยบาย

                สำหรับแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ปัญหา นโยบายต่างประเทศ ในระบอบประชาธิปไตย  ได้แก่  การมองไปที่การโต้แย้งกันในทางทฤษฏีระหว่างปรัชญาสองปรัชญา  คือ

               1.  พวกที่ยึดมั่นในอุดมคติ

               2.  พวกที่ยึดมั่นในความเป็นจริงทางการเมือง

          การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่สำคัญอีกประการหนึ่ง  คือ  การสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของรัฐอื่น  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศของตน  เช่นในอดีตที่ผ่านมา  การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ 2 มหาอำนาจ คือ โซเวียต  และสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา ได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อกลุ่มประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงได้ประกาศทำสงครามเย็นกับ โซเวียต ในปี ค.ศ.1947  เป็นการเริ่มฉากแรกของสงครามเย็น ซึ่งฝ่ายโซเวียตดำเนินการแผ่ขยายและสหรัฐอเมริกาดำเนินการสกัดกั้น  ด้วยประกาศนโยบายทรูแมนและมาร์แชล

การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่ประสบผลสำเร็จของอังกฤษ

          ในช่วงที่อังกฤษปกครองมลายู  ปรากฏว่ามีขบวนการที่ปลดปล่อยเพื่อเอกราชมลายูพวกคอมมิวนิสต์จึงได้ตั้งขบวนการกองทัพปลดแอกแห่งชาติมลายัน  ในปี ค.ศ.1949  โดยมีจุดประสงค์ต่อสู้เพื่อเอกราชของมลายูจากอังกฤษ  โยจะใช้ชื่อประเทศใหม่ว่า “สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนมลายัน

กลุ่มดังกล่าว  ได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเลอังกฤษได้ใช้กลยุทธ์ในการปราบปราม ดังนี้

          1.ใช้กำลังทหาร ด้วยวิธีการให้ทหารไปฝึกการปราบปรามโจรในป่าทึบ

         2. ใช้วิธีการทางจิตวิทยา

         3. แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ

ยุทธวิธีที่ได้ผล  คือ

         1.การส่งทหารเข้าคุ้มครองประชาชน

         2.ให้ที่ดินทำกินสำหรับประชาชนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง

         3. เกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อการร้ายมอบตัว

 

                        นโยบายของอังกฤษในลักษณะเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นนโยบายเชิงรุก  ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่มีโอกาสสร้างความเข้มแข็งขึ้นมา  เป็นการใช้มาตรการทำลายแผนการของคู่ปรปักษ์แบบรวดเร็วเพื่อไม่ให้สามารถตั้งตัวติด

                        การกำหนดนโยบายต่างประเทศแต่ละรัฐนั้นจะต้องให้สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเป็นเกณฑ์  กล่าวคือเมื่อพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งเป็นรัฐบาลได้  ฝ่ายรัฐบาลต้องดำเนินการแถลงนโยบายของตน  ทั้งนโยบายภายในประเทศและต่างประเทศ  ผ่านกระบวนการรัฐสภา  หมายถึง  นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงในรัฐสภานั้นจะต้องได้รับการรับรองผ่านสมาชิกสภา

                        นโยบายต่างประเทศสร้างจากรากฐานของผลประโยชน์ของรัฐ  คือ

1.  พิทักษ์รักษาความดำรงอยู่ของรัฐ

2.  รักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของรัฐ

3.  ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

4.  รักษาเกียรติภูมิและวัฒนธรรมของชาติ

5.  ส่งเสริมเผยแพร่อุดมการณ์ของชาติ

6.  การเพิ่มพูนอำนาจของชาติ

                   การดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศมหาอำนาจกับมิใช่มหาอำนาจนั้น  มีลักษณะต่างกัน  คือ ประเทศมหาอำนาจ  จะดำเนินนโยบายที่เรียกว่า “revisionist”  หมายถึง  การดำเนินนโยบายโดยมุ่งไปที่การขยายอำนาจ

                  ประเทศที่มิใช่มหาอำนาจ  มักจะดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะเพื่อความอยู่รอดมากกว่าขยายอำนาจ  ซึ่งจะเรียกการดำเนินการเช่นนี้ว่า “Status  quo”

                 มอร์เกนทาว ให้แนวคิดเรื่องผลประโยชน์เป็นแนวทางในการวิเคราะห์พฤติกรรม โดยได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับผลประโยชน์ของรัฐไว้ว่ามี 2 ประเภท คือ

1. ผลประโยชน์ของรัฐเดี่ยว

2. ผลประโยชน์ระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศหรือหลายประเทศ

  

ระดับทั่วไปของหลักผลประโยชน์  คือ

1.ผลประโยชน์ที่ทุกชาติจะพิทักษ์ไว้  คือการพิทักษ์รักษาความดำรงอยู่ของรัฐ  ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

2. การคุ้มครองพลเมืองของของคนที่อยู่ในต่างประเทศและรักษาไว้ซึ่งสิทธิของความคุ้มกันทางการทูตของนักการทูตชาตินิยม

3.  การรักษาดุลแห่งอำนาจ

             รัฐบุรุษแต่ละรัฐ ย่อมดำเนินการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นประการสำคัญ  ทั้งนี้โดยอาจยอมเสียบางสิ่งบางอย่างของรัฐตนให้รัฐอื่น