การแทรกแซงโดยหลักแล้ว จะกระทำมิได้ เพราะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

การแทรกแซง

การแทรกแซง  หมายถึง  การที่รัฐใดรัฐหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องโดยบังคับรัฐอื่นให้กระทำในสิ่งที่ตนต้องการ  การแทรกแซงย่อมเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น  ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

แต่ถ้าการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยได้รับการขอร้องของอีกรัฐหนึ่ง  ย่อมไม่เป็นการแทรกแซง  เช่น  การที่อังกฤษส่งกำลังทหารเข้าไปยังโปรตุเกส  เพื่อปราบพวกกบฏ  ในปี  ค.ศ.1826  เป็นการขอร้องของโปรตุเกส  และการที่รัสเซียส่งทหารเข้าไปในประเทศออสเตรีย  โดยการร้องขอของออสเตรียเพื่อไปช่วยปราบการจลาจลในปี  ค.ศ.1849  ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง  เพราะมิได้เข้าไปโดยพลการ

การแทรกแซงที่เกี่ยวข้องกับหลักของกฎหมายระหว่างประเทศมีอยู่ 2 ประการ  คือ

1.       สิทธิในการป้องกันตนเองของประเทศที่เข้ามาแทรกแซงกิจการของรัฐอื่น

2.       สิทธิในการปกครองตนเอง

ในทางปฏิบัติแล้ว  มักจะมีการแทรกแซงบ่อยครั้ง  เช่น  โซเวียตเข้าไปแทรกแซงในอิหร่าน  ช่วยเหลือ   มีอีกข่าวหลาย ๆ ข่าวที่น่าสนใจในขณะนี้  มาให้ติดตามกัน

รัสเซียเตือนNATOให้ยุติการเข้ามาแทรกแซงทางทหารต่อจอร์เจียและยูเครน

นายเซอร์เก อิวานอฟ รัฐมนตรีของรัสเซียได้ออกมาประกาศเตือน NATO ให้ยุติความพยายามที่จะเข้ามาแทรกแซงการทหารต่อจอร์เจียและยูเครน ซึ่งมีความพยายามที่จะให้ทั้งสองประเทศนั้นเข้าเป็นสมาชิก NATO

หลังจากสงครามเย็นจบลงในปี1991 NATO ได้ขยายสมาชิกโดยมีประเทศในกลุ่มวอร์ซอของโซเวียตเดิมและประเทศเกิดใหม่หลายประเทศเข้าร่วมคือ โปแลนด์ เชค ฮังการี บัลแกรเรีย เอสโตเนีย แลตเวีย ลิทธัวเนีย โรมาเนีย สโลวาเกีย และ สโลเวเนีย เป็นต้น

ซึ่งการที่ประเทศในกลุ่ม NATO ได้ขายอาวุธและจัดตั้งฐานทัพในกลุ่มประเทศดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง และทำให้รัสเซียเริ่มตอบโต้โดยการส่งเครื่องบินลาดตระเวน และตั้งฐานขีปนาวุธ เพิ่มขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะนำมาสู่การเผชิญหน้าเป็นสงครามเย็นรอบใหม่ก็ได้

ผู้นำอิหร่านเหยียบถิ่นบุชยันไม่คิดมีนุก-ไม่มี สงคราม

ประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด แห่งอิหร่าน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในมหานครนิวยอร์ก เมื่อ 24 ก.ย. ก่อนเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติประจำปีในวันรุ่งขึ้น นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปีที่เขาไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นท่ามกลางความขัดแย้ง กับสหรัฐฯที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ กรณีที่อิหร่านถูกกล่าวหาลอบ     พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และช่วยเหลือชาวชีอะห์ในสงครามอิรัก การที่ ม.โคลัมเบียเชิญอาห์มาดิเนจาดไปปราศรัยถูกต่อต้านอย่างหนักจากเหล่านักการเมือง กลุ่มศาสนา องค์กรชาวยิว และอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่นิวยอร์กที่ถูก คัดเลือกและผู้นำกลุ่มพลเรือนกว่า 100 คนถึงขั้นไปชุมนุมประท้วงที่หน้า ม.โคลัมเบีย บางคนเรียกร้องให้จับกุมอาห์มาดิเนจาด แม้นายลีโบลลิงเจอร์ อธิการบดี ม.โคลัมเบีย ยืนยันว่าผู้นำอิหร่านมีเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นและตนจะซักฟอกเขาอย่างเข้มข้นทุกประเด็น ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และปัญหานิวเคลียร์ หลังจากผู้นำอิหร่านเคยชี้ว่า เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นเรื่องที่ถูกกุขึ้นและเรียกร้องให้ลบอิสราเอลออกจากแผนที่โลก
             ก่อนไปนิวยอร์ก อาห์มาดิเนจาดให้สัมภาษณ์ รายการ “60 นาทีทางโทรทัศน์ซีบีเอสยืนยันอิหร่านไม่ได้ลอบพัฒนาและไม่จำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ เพราะยุคนี้อาวุธนิวเคลียร์ไม่มีประโยชน์ ถ้ามีประโยชน์จริง สหภาพโซเวียตคงไม่ล่มสลายและมันคงช่วยแก้ปัญหาของสหรัฐฯในอิรักได้แล้ว ส่วนใคร ที่คิดว่าอิหร่านและสหรัฐฯกำลังมุ่งหน้าสู่สงครามนั้นคิดผิด เขายังกล่าวว่า เวทีสมัชชาใหญ่ยูเอ็นจะเป็นโอกาสทองให้ประชาชนอิหร่านได้เสนอแนวทางแก้ปัญหา ต่างๆของโลก  ใน 25 ก.ย. อาห์มาดิเนจาดมีกำหนดขึ้นกล่าวปราศรัยในเวทีสมัชชาใหญ่ยูเอ็นถัดจากประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐฯ คาดว่าเขาจะโจมตีรัฐบาลบุชอย่างเผ็ดร้อนเช่นเคยและยืนยันจะไม่ยุติโครงการนิวเคลียร์ อีกทั้งไม่ได้แทรกแซงสงครามอิรัก และอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอเอฟพี เผยว่า ทหารอัฟกานิสถานค้นพบกับระเบิดและจรวดอาร์พีจีผลิตในอิหร่านและจีนชุดใหม่ราว 40 ลูกที่ถูกลักลอบข้ามพรมแดนอิหร่านเข้าไปให้กลุ่มกบฏตาลีบันที่ จ.เฮรัตในอัฟกานิสถาน หลังจากเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองกำลังนาโตก็ยึดระเบิดจากอิหร่านได้ที่ จ.ฟาราห์  อนึ่ง การประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นครั้งนี้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย และอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเร่งเร้าให้ ผู้นำทั่วโลกรีบเจรจาหาข้อตกลงแก้ปัญหาโลกร้อนแทนพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุลงในปี 2555 ด้วย.

การเข้าไปคุ้มครองบุคคลสัญชาติของตนในต่างประเทศด้วยการคุ้มครองชีวิตให้ปลอดภัย  คุ้มครองเกียรติยศ  ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินนั้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อรัฐนั้น ๆ ไม่สามารถให้การคุ้มครองได้  เช่น  กรณีเกิดสงครามกลางเมือง

การแทรกแซงมีอีกลักษณะหนึ่งคือ  การแทรกแซงขององค์การสหประชาชาติ  เพื่อขัดขวางรัฐที่กระทำตนเป็นผู้คุกคามต่อสันติภาพของโลก  หรือละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ

จากสถานการณ์  ปัญหาภาคใต้กับการแทรกแซงจากต่างชาติ

ในวันที่ ๒๔ ก.ค.๔๙ เป็นวันครบรอบการให้ความเห็นชอบคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยการคุ้มครองเด็กจากความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการลักพาตัว การละเมิดทางเพศ หรือการสู้รบ โดยได้มีการมอบหมายให้องค์การ unicef จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและปฏิบัติการอย่างจริงจังในเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กที่อยู่ในสถานการณ์การสู้รบ ที่เรียกว่า The Special Representative of the Secretary-General for Children and Armed Conflict (SRSG-CAAC),ทั้งนี้เนื่องจากในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้มีเด็กมากกว่า ๒ ล้านคนต้องเสียชีวิตไปจากการสู้รบในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก (www.unicef.org/media/media_35041.html) ทำให้เกิดหน่วยงานใหม่ในโลกที่ดูแลให้ความคุ้มครองเด็กในอีกด้านหนึ่งขึ้นมาอย่างเป็นทางการ

ผลจากการกำหนดแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ประกอบกับเหตุการณ์สังหารนายประสาน มากชู อายุ ๔๘ ปี ครูโรงเรียนบ้านบือแรง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เสียชีวิตอย่างอุกอาจขณะสอนหนังสือในห้องเรียนเมื่อ ๒๕ ก.ค.๔๙ ดังนั้น องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ จึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการไทยให้การรับประกันด้านความปลอดภัยภายในโรงเรียน ในแถลงการณ์ระบุอีกว่า องค์การยูนิเซฟวิตกอย่างยิ่งกับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เพราะภายใต้กฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงเรียนจะต้องได้รับการดูแลให้เป็นเขตปลอดความรุนแรง เพื่อป้องกันเด็กนักเรียน ครูและโรงเรียน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและการคุกคามในรูปแบบต่างๆ
             นับเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยจากองค์การต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอในกรณีเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงดังกล่าว อันจะทำให้สามารถกำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม ผู้เขียนจึงได้จัดทำบทความวิชาการนี้ขึ้น เพื่อทำการวิเคราะห์องค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้

๑. ลักษณะของความเกี่ยวพัน และ/หรือ การแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย จากต่างประเทศหรือจากองค์การระหว่างประเทศ สำหรับกรณีความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

๒. ท่าทีขององค์การระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ

๓. การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการแทรกแซงของต่างชาติในกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
               
๔. สรุป และข้อเสนอแนะ

ลักษณะของความเกี่ยวพัน และ/หรือ การแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย จากต่างประเทศหรือจากองค์การระหว่างประเทศ สำหรับกรณีความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในปัจจุบัน หลายประเทศกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทย และการดำเนินนโยบายในการแก้ไขปัญหาภาคใต้อย่างใกล้ชิดในแง่มุมต่างๆ อาทิเช่น การกำหนดนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล แนวความคิดในการแบ่งแยกดินแดน ความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิม การจัดตั้งองค์การอาชญากรรม บทบาทของผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ขบวนการยาเสพติดในประเทศไทย รวมทั้งการฉ้อราษฎร์บังหลวงของข้าราชการและความด้อยสมรรถภาพของตำรวจ ซึ่งเป็นผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอ่อนแอลง ฯลฯ ซึ่งในส่วนของขบวนการปลดปล่อยแห่งปัตตานีนั้น รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีความเชื่อว่า ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากประเทศมุสลิมหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิเบียและอาฟกานิสถาน ซึ่งจัดการฝึกให้กับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ในพื้นที่ประเทศของตน นอกจากนี้ยังมีสิ่งบอกเหตุหลายประการบ่งชี้ว่า มีความเคลื่อนไหวของขบวนการ Jemaah Islamiah ในประเทศไทย รวมทั้งการจับกุมตัวฮัมบาลีที่หลบซ่อนอยู่ในบ้านพักที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ขบวนการอัลกออิดะห์ได้กำหนดให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายที่จะทำการก่อการร้ายประเทศหนึ่ง โดยมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกัน ระหว่างกลุ่มก่อการร้ายสากลกลุ่มนี้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทย
               การก่อความไม่สงบ หรือความพยายามในการแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในเรื่องการเงิน ยุทโธปกรณ์ การฝึก และความเห็นอกเห็นใจ จึงจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งในส่วนของเจ้าของประเทศก็จะต้องกระทำการตรงกันข้าม โดยพยายามชี้แจงให้นานาชาติและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องปราบปรามการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น และการจับกุมคนร้ายตั้งอยู่บนหลักฐานที่เป็นที่เชื่อถือได้ ดังเช่นกรณีของสหพันธรัฐรัสเซีย ที่กำหนดรูปแบบองค์ปกครองท้องถิ่นในเชชเนียที่มีปัญหารุนแรงเรื่องการแบ่งแยกดินแดน โดยมอบหน้าที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีภารกิจหลักในการสร้างความเข้าใจกับประชาคมยุโรปและสมาชิกองค์การนาโต ถึงความจำเป็นของรัสเซียที่จะต้องปราบปรามกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชชเนียอย่างจริงจังและรุนแรง พร้อมกันนั้นก็ชี้ให้เห็นถึงภัยของการก่อการร้ายที่สามารถจะแพร่กระจายไปในยุโรปทุกประเทศ

การแทรกแซงโดยหลักแล้ว  จะกระทำมิได้  เพราะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ