วันแรกของการไปเข้าอบรม "อยากเป็นนักเขียน" ฝันใกล้เป็นจริง หรือยิ่งไกลออกไป คงต้องให้เวลาและความใส่ใจเป็นเครื่องพิสูจน์

     ตั้งใจไว้ ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน เหนื่อยอย่างไร จะต้องกลับมาเขียนบันทึก เพราะความสดของเรื่องราวยังคงอยู่กับตัวผู้เขียน ซึ่งน่าจะทำให้การเขียนไหลลื่นด้วย

    

     จากการไปเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่งของ อัมรินทร์เทรนนิ่ง ชื่อว่า อยากเป็นนักเขียน รุ่นที่ 13 เป็นการอบรม ทุกวันเสาร์บ่ายรวม 4 สัปดาห์  ดูจากหัวข้อกำหนดการ เป็นการปูพื้นฐานการเขียน ครอบคลุมการเขียนบทความ สารคดี และบทสัมภาษณ์

ที่เข้าไปเรียนเพราะคิดว่าตอบสนองความฝันส่วนหนึ่ง และอยากพัฒนาการเขียนของตัวเองให้ดีขึ้น  ความรู้สึกหลากหลายเกิดขึ้นขณะนั่งเรียนเพียงสี่ชั่วโมง จากตอนแรกคิดว่าตัวเองน่าจะเรียนรู้ได้เร็ว เพราะมีประสบการณ์การเขียนบทความมาบ้างทั้งในงานและ เขียนบันทึกใน blog G2K นี้  แต่พอเรียนไปสักพัก คิดว่าข้อมูลที่ได้รับทราบในวันนี้ บางเรื่องก็ไม่เคยรู้ หรือตระหนักถึงความสำคัญมาก่อน ยิ่งอาจารย์ให้ทำแบบฝึกหัด เกิดความรู้สึกเหมือนทุกครั้งที่ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ  นั่นก็คือ ฉันยังต้องศึกษาและฝึกฝนอีกมาก กว่าจะไปถึงฝั่งฝัน

     นอกจากนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิด และไม่เคยรู้สึกประหลาดใจอะไรเหมือนวันนี้   ยังติดคำเดิมๆ ที่ว่า ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน แต่ถ้าคิดถึงกฎแห่งการดึงดูด ไม่มีอะไรเป็นความบังเอิญ  สิ่งที่ได้พบในวันนี้ ดีใจนะที่มีโอกาสได้รู้จักกับคุณแม่ของน้องเอก ที่เป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนา Inno FA ของธุรกิจเดียวกัน และเพิ่งกลับจากการไปร่วมเป็นพี่เลี้ยงในค่ายพนักงานใหม่ด้วยกัน  เมื่อมาคุยกับคุณแม่หลังเลิกเรียน จึงทราบว่าท่านทำงานแปลหนังสืออยู่แล้ว ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่เราอยากทำมากๆ เมื่อสิบปีก่อน  นับเป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จริง ...จริง

     ถึงเวลาที่อยากสรุปบทเรียนที่ ได้รับรู้มาในวันนี้

v     แต่ละคนมีต้นทุน ต้นทางไม่เหมือน ไม่เท่ากัน ข้อสำคัญหาให้พบว่าเราถนัดอะไร

v     การเขียนคือการถอดสิ่งที่เราเขียนไว้ในสมองออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การที่เราจะเขียนอะไรได้มากมาย ต้องหมั่นคิดและเขียน หมั่นสังเกตเรื่องราวที่เราได้พบ ได้เห็น ฆ่าเวลาแห่งความเหงา  ความซ้ำซากจำเจของชีวิต 

v     ที่ชอบอันนึงคือหนังสือ คลังคำ แต่งโดย อ.นววรรณ พันธุเมธา ซึ่งจะช่วยให้การเขียนมีสีสันมากขึ้นมีการจัดหมวดหมู่คำได้อย่างน่าสนใจ และทำให้เรามีทางเลือกของคำมากขึ้น

v     ต้องสกัดภาษาแม่ ให้ออกมาเป็นภาษาของเรา เพราะนั่นคือเสน่ห์ และเอกลักษณ์งานเขียนของเราไม่เลียนแบบภาษาของคนอื่น ฝึกสร้างคำใหม่

v     เขียนให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ ตรงกับความรู้สึกที่อยากถ่ายทอด

v     ภาษาไม่มีผิด ถูก ดี ไม่ดี ไพเราะ หยาบคาย ภาษามีแต่ใช้ได้ ใช้ไม่ได้ในสถานการณ์นั้นๆ

v     หมั่นเก็บรวบรวมคำที่ได้พบ สร้างคลังคำของตัวเอง  คำทุกคำมีพลังอยู่ในตัว

v     อยากเขียนเก่ง ต้องอ่านเยอะ  หนังสือที่ได้รับคำแนะนำให้หามาอ่าน(ไม่เคยอ่าน หรือเห็นเลย)

o       บึงหญ้า ป่าใหญ่ ของ เทพศิริ สุขโสภา

o       บันทึกจากหุบเขา ฝนโปรยไพร ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

o       โรงเรียนนักเขียน ของ เพลินตา

v     สิ่งที่ต้องกลับมาทำทุกวัน อีกอย่างหนึ่ง คือ การอ่านออกเสียงทุกวัน วันละ 10 นาที ทบทวนทีละประโยค เพื่อให้เห็นเสียงของคำ  แปลกไหม เห็นเสียงได้ยังไง

v     การเขียนเหมือนการแสดงละคร จะเขียนให้คนอ่านคล้อยตามอารมณ์ที่เราต้องการสื่อ ผู้เขียนต้องอุ่นอารมณ์ของตัวเองก่อน ถ้าเป็นภาษาเรา ก็คือ build อารมณ์ให้ขึ้นจึงเริ่มเขียน

  

                                     

 สัปดาห์หน้าคงมีอะไรเพิ่มเติม เข้มข้นมากกว่านี้มาเล่าให้ฟัง หากท่านใดสนใจสามารถเข้าไปใน website www.amarintraining.com  มีหลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจให้ศึกษาหาความรู้ ที่เป็นเรื่องสนุกๆ อีกเยอะค่ะ