การ “เพิ่มเติม” ยุทธวิธีมากเท่าใดเพื่อเติมเต็ม “ความเป็นมนุษย์” ให้กับนักศึกษาแพทย์ จึงไม่มีวันที่จะเพียงพอ และมิอาจเป็นไปได้หากไม่หวนย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงกฏเกณฑ์เบื้องลึกที่กำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนในโรงเรียนแพทย์และเป็นกฏเกณฑ์ที่ยึดถืออยู่ร่วมกัน เพราะการไม่รื้อถอนสิ่งที่มีอยู่เดิมไม่อาจทำให้สิ่งที่เพิ่มเติมใหม่สามารถมีที่อยู่ที่ยืนได้

ระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ดูจะเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกันมากในแวดวงการแพทย์ปัจจุบัน ในโรงเรียนแพทย์เองก็มีความพยายามต่างๆมากมายหลากหลายที่จะ เพิ่มเติม มิติของความเป็นมนุษย์เข้าไปในตัวนิสิตนักศึกษาแพทย์ ทำให้พวกเขา/เธอเรียนรู้การให้บริการทางด้านการแพทย์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าอกเข้าใจในมิติของความเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนของคนไข้แต่ละคน

ข้อเขียนสั้นๆชิ้นนี้จะเป็นการเสนอความคิดเห็นบางประการต่อประเด็นนี้

ประการแรก [การที่แพทย์จะสามารถเข้าอกเข้าใจ มิติของความเป็นมนุษย์ ของคนไข้ มีปฏิสัมพันธ์ และให้การเยียวยารักษาคนไข้บนพื้นฐานของความห็นอกเข้าใจนั้น  วางอยู่บนรากฐานของความรู้ที่แอบอิงอยู่กับปรัชญาแบบมนุษยศาสตร์] ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากกับ[การที่แพทย์จะสามารถเข้าอกเข้าใจ มิติทางชีววิทยาของคนไข้และให้การเยียวยารักษาคนไข้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่แอบอิงอยู่กับปรัชญาแบบวิทยาศาสตร์] ดังนั้นในหลายครั้งหลายสถานการณ์การที่จะคงไว้ทั้ง 2 มิตินั้นเป็นไปไม่ได้  (ไม่มิติใดมิติหนึ่งจะต้องถูกละทิ้ง และโดยมากสุดท้ายแล้วมิติแรกมักจะถูกละทิ้งเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของโรงพยาบาลใหญ่ๆเช่นโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์)

ประการที่สองเป็นข้อพิจารณาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า ซึ่งเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อให้ก่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจในความเป็นมนุษย์ โดยการพยายามให้บุคลากรสาธารณสุขเข้าไปสัมผัสชีวิตของคนไข้และถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความเข้าอกเข้าใจ แทนที่จะลดทอนเรื่องราวของคนไข้ให้เหลือแต่มิติทางชีววิทยาและถ่ายทอดออกมาอย่างแห้งแล้ง ในนักศึกษาแพทย์ก็เช่นเดียวกันที่มักจะมีความพยายามปรับขั้นตอนของการพูดคุยซักประวัติให้มีความละมุนละไมมากขึ้น โดยหวังว่าจะเป็นหนทางให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเข้าอกเข้าใจชีวิตของผู้คน แต่ปัญหาก็คือ ในบริบทของโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์นั้นเมื่อนักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้นแล้วในชีวิตจริงส่วนใหญ่นักศึกษาแทบจะไม่มีช่องทางให้ถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นออกมา

เพราะ โครงสร้างของเรื่องเล่า นั้นมีหลายแบบ เรื่องเล่าไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่เรื่องที่มีโครงสร้างอันนุ่มนวลอ่อนโยนและอ่อนไหวต่อความเป็นมนุษย์หรือ เรื่องเล่าแนวชีวิต เท่านั้น แต่ยังคงมีโครงสร้างของ เรื่องเล่า ชนิดที่ปฏิเสธมิติอันสลับซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ออกไปจากตัวเรื่องอย่างสิ้นเชิงอยู่อีกด้วย ซึ่งเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นโดยแพทย์ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับคนไข้ที่ปฏิเสธความเป็นมนุษย์นี้เองคือสิ่งที่ไบรอนและแมรี่โจ กู๊ด [i]เรียกว่า เรื่องเล่าแนวคลินิก หรือ เรื่องเล่าแนวหมอๆ และการที่หมอสักคนจะเลือกเล่าเรื่องภายใต้โครงสร้างแบบใดนั้นยังขึ้นอยู่กับว่าเรื่องเล่านั้นเป็นเรื่องที่เล่าให้ใครฟัง เพราะเรื่องเล่าจะกลายเป็นปฏิบัติการที่นำไปสู่การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของผู้เล่าบนความสัมพันธ์ทางสังคมที่เต็มไปด้วยลำดับชั้นอีกด้วย คำถามก็คือว่าเรื่องเล่าแบบใดที่เป็นปฏิบัติการที่เหมาะสมในการแสวงหาตำแน่งแห่งที่ที่ดีของผู้เล่าภายใต้ความสัมพันธ์ทางสังคมในโรงเรียนแพทย์ แน่นอนคงไม่ใช่ เรื่องเล่าแนวชีวิตที่อ่อนไหวไปกับเรื่องราวอันนุ่มนวลของชีวิตมนุษย์เป็นแน่ เรื่องเล่าแบบนี้นั้นคงถูกเลือกใช้เป็นปฏิบัติการที่เหมาะสมบ้างในบางครั้งที่นักศึกษาแพทย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน เวชศาสตร์ครอบครัว หรือเมื่ออาจารย์โกมาตร[ii]มาเป็นอาจารย์พิเศษ แต่ในชีวิตทางสังคมที่เป็นส่วนใหญ่และจริงกว่าของนักศึกษาแพทย์นั้นเรื่องเล่าชนิดๆนี้แทบจะไม่มีประโยชน์อันใด มิหนำซ้ำยังจะเป็นโทษด้วยซ้ำไปหากนักศึกษาคิดจะเลือกใช้เป็นปฏิบัติการในการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ที่ดีของตนบนโครงสร้างของความสัมพันธ์ที่เป็นชั้นๆในโรงเรียนแพทย์

ดังนั้น ถึงแม้ว่าความพยายามที่จะฝึกปรือนักศึกษาให้ละเอียดอ่อนต่อความเป็นมนุษย์ให้มากในขั้นตอนของการซักประวัติ แต่ท้ายที่สุดความพยายามนั้นก็แทบจะสูญเปล่าเมื่อข้อมูลหรือเรื่องราวมากมายที่นักศึกษาอาจจะแสวงหามาได้ ไม่ได้มีคุณค่าพอที่พวกเขา/เธอเหล่านั้นจะเลือกหยิบมาใช้เพื่อนำไปสู่การจัดวางตนเองให้ได้มีตำแหน่งแห่งที่ที่เหมาะสมท่ามกลางความสัมพันธ์กับบุคคลกลุ่มต่างๆในโรงเรียนแพทย์ แต่เรื่องราวเหล่านั้นกลับถูกดูดกลืนเข้าสู่รูปแบบของการเขียนและการพูดที่มีความเฉพาะตัวของการแพทย์ชีวภาพ และถูกถ่ายทอดออกมาในรูปของเรื่องเล่าแบบหมอๆ เพื่อใช้เป็นปฏิบัติการที่เหมาะสมกว่าในการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ที่ดีกว่าของตน เรื่องเล่าแนวชีวิต ที่ดำเนินเรื่องไปภายใต้โครงสร้างของเรื่องที่ ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความเข้าอกเข้าใจ จึงมิอาจมีที่อยู่ที่ยืนภายในโรงเรียนแพทย์ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าอีกแบบหนึ่งซึ่งดำเนินเรื่องไปตามโครงสร้างของเรื่องที่ แข็งแกร่งไปด้วยกลไกทางชีววิทยา

การ เพิ่มเติมยุทธวิธีมากเท่าใดเพื่อเติมเต็ม ความเป็นมนุษย์ ให้กับนักศึกษาแพทย์ จึงไม่มีวันที่จะเพียงพอ และมิอาจเป็นไปได้หากไม่หวนย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงกฏเกณฑ์เบื้องลึกที่กำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนในโรงเรียนแพทย์และเป็นกฏเกณฑ์ที่ยึดถืออยู่ร่วมกัน เพราะการไม่รื้อถอนสิ่งที่มีอยู่เดิมไม่อาจทำให้สิ่งที่เพิ่มเติมใหม่สามารถมีที่อยู่ที่ยืนได้

หากแต่การรื้อถอนย่อมมิได้หมายถึงการกลับหัวกลับหางความสัมพันธ์ให้ เรื่องเล่าแนวชีวิต ก้าวขึ้นมาอยู่ในสถานภาพที่เหนือกว่า สำคัญกว่า เรื่องเล่าแนวหมอๆ เพราะนั่นย่อมเป็นการทำลายจุดแข็งของการแพทย์ชีวภาพไปเสีย คงไม่มีคนไข้คนใดพึงพอใจที่เห็นหมอเอาแต่เล่าและพูดถึงเรื่องราวของชีวิตของตนได้อย่างออกรสและเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ แต่ไม่ใส่ใจที่จะพูดถึงอาการทางกายของตนหรือเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การรื้อถอนหมายถึงการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อกฏเกณฑ์ที่ดำรงอยู่ในโรงเรียนแพทย์มิใช่เพียงแต่ยอมรับอย่างเซื่องๆถึงความเป็นสถาบันที่ยึดมั่นในความรู้แบบวิทยาศาสตร์ในฐานะสิ่งที่เป็นความจริงสิ่งสุด เป็นธรรมชาติและมีความโปร่งใส หากแต่เป็นการมองให้เห็นความรู้ที่สัมพันธ์อยู่กับอำนาจและผูกโยงอยู่กับยุทธวิธีในการจัดวางความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คน และด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งนี้เองที่อาจจะนำไปสู่การสั่นคลอนความยึดมั่นถือมั่นอยู่กับความรู้ที่วางอยู่บนรากฐานบางชนิดอย่างมากเกินไปและเปิดที่ทางให้กับความรู้ที่วางอยู่บนรากฐานแบบอื่นให้สามารถก้าวขึ้นมาดำรงอยู่ร่วมได้บ้าง เพียงในบางโอกาสที่จำเป็นก็น่าจะเพียงพอ การรื้อถอนไม่ได้หมายถึงการกลับหัวกลับหางควาสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เหลื่อมล้ำระหว่างความรู้สองชนิด หากแต่หมายถึงการเปิดช่องทางของความเป็นไปได้ที่ความรู้หลากหลายชนิดมีโอกาสได้มีสิทธิมีเสียงบ้างในบางจังหวะที่มีความเหมาะสมในขณะที่แพทย์กับคนไข้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน

 



[i] Good, Mary-Jo Delvecchio and Good, Byron J.2000 “Clinical Narratives and the Study of Contemporary Doctor-Patient Relationships” in Albrecht, Gary L., Fitzpatrick, Ray and Scrimshaw, Susan (eds.) The Handbook of Social Studies in Health & Medicine. (pp. 243-258).  London: SAGE Publications.

[ii]อ.นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ บุคคลสำคัญคนหนึ่งของแวดวงสาธารณสุขไทยที่ผลักดันเรื่อง Humanized health care อย่างแข็งขัน