ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ซับซ้อนและมีประเด็นพัวพันกันอยู่หลายเรื่อง

ที่ อ.อ้อ สงสัยว่า "เรื่องเล่า" ที่มีพลังจะช่วยต่อเติมมิติของความเป็นมนุษย์ หรือว่า มิติของความเป็นมนุษย์น่าจะทำให้บังเกิด "เรื่องราว อันเป็นเรื่องเล่าที่งดงามและมีพลัง"

ความเห็นของผมก็คือข้อสงสัยนี้ก็คล้ายปัญหาเรื่อง "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน" เพราะ

หากไม่มีมิติของความเป็นมนุษย์ (หรือความรักต่อกันและกัน)"เรื่องราว อันเป็นเรื่องเล่าที่งดงามและมีพลัง" ก็ไม่อาจบังเกิด

แต่หากไม่โต้เถียง หรือให้ความสำคัญกับประเด็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างศาสตร์ ที่วิทยาศาสตร์ครอบงำอยู่อย่างทุกวันนี้ แม้เราจะค่อยๆสร้างมิติของความเป็นมนุษย์ (หรือความรักต่อกันและกัน)ให้เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย ในตัวนักศึกษา "เรื่องราวที่งดงามและมีพลัง" ที่อาจจะบังเกิดขึ้น ก็จะไม่มีที่ "เล่า" เรื่องราวที่งดงามที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถกลายเป็นเรื่องเล่าได้ เพราะไม่มีคนฟัง (หรือมีคนฟังอยู่ไม่กี่คน) และเล่าไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเอง (ทั้งนี้เราต้องยอมรับว่าโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ หรือ นักศึกษา ธรรมดา ๆ ที่ยังไม่บรรลุอะไรบางอย่าง ล้วนแล้วแต่ดิ้นรนแสวงหาการยอมรับจากผู้อื่นทั้งสิ้น)เพราะ และอาจจะค่อย ๆ เลือนลางจางหายไปในที่สุด

สิ่งคิดว่าที่ผมเสนอใน blog คือ เรื่องของ "ความรู้" สิ่งที่ อ.อ้อเสนอ คือ เรื่องของ "ความรัก"

ผมคิดยังงี้นะ ที่ อ.อ้อ เสนอว่า "หากครูเข้าใจถึงอำนาจที่ตัวเองมีต่อนักเรียน สามารถแปรเปลี่ยนอำนาจนั้นมาใช้ในการสอนอย่าง "กรุณา" ความรักที่เกิดขึ้นระหว่าง ครูและนักเรียน น่าจะช่วยต่อเติมมิติความเป็นมนุษย์ให้เกิดขึ้นได้ทั้งสองฝ่าย "

เห็นด้วยครับ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะนั่นคือ การสอนบนพื้นฐานของความรัก แต่หากเป็นความรักที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรู้ที่หลงใหลคลั่งใคล้ ยึดติด และถามหาแต่เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ (เก่า) ความรู้แบบนี้พร้อมที่จะ เขี่ยทิ้ง "มิติความเป็นมนุษย์" ออกไปจากกระบวนการเยียวยารักษา

หรือมากไปกว่านั้น ความรู้แบบนี้อาจจะเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เกิด "ความรัก" ขึ้นระหว่างอาจารย์และนักศึกษาด้วยซ้ำไป เพราะ "ความรัก" มักไม่มีและไม่ต้องการเหตุผล แต่ครูที่เป็นวิทยาศาสตร์มากๆ อาจจะถามว่า "ก็นักศึกษามันเป็นเสียอย่างงี้ ฉันหา "เหตุผล" ที่จะรักมันไม่ลงจริง ๆ" ในความเห็นของผม การถกเถียงเรื่องพื้นฐานของศาสตร์ 2 ศาสตร์ และหาวิธีทำให้ "มนุษยศาสตร์" เข้ามามีบทบาท ในแพทยศาสตร์ หรือ ทันตแพทยศาสตร์ มากขึ้น แทนที่จะมีแต่วิทยาศาสตร์ เท่านั้นที่ยึดครองพื้นที่อยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็น และการเข้ามามีบทบาทของมนุษยศาสตร์ควรจะดำรงอยู่ในสถานะของการอยู่ร่วมกับวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่อยู่ใต้วิทยาศาสตร์ อยู่ร่วมในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงควรจะมีสัดส่วนปริมาณเท่าๆ กัน เพราะก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรมากมายขนาดนั้น แต่อยู่ร่วมหมายถึงความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นศาสตร์ ไม่ใช่มาถามว่ามนุษยศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และ ความสามารถทางมนุษยศาสตร์ ที่จะทำความเข้าอกเข้าใจผู้คนของนักศึกษาก็ควรจะเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับมีศักดิ์ศรีมากไม่น้อยไปกว่า ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถรักษา แต่ไม่อาจเยียวยาคนได้

เรื่อง "ความรู้" กับ "ความรัก" จึงอาจดูคล้ายปัญหาเรื่อง "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน" เช่นกัน ที่ไม่อาจหาคำตอบสุดท้ายได้ว่าอะไรสำคัญกว่า และอะไรจะก่อให้เกิดอะไร

แต่ผมคิดว่าหากต้องตอบให้ถึงที่สุดจริง ๆ ผมก็เห็นด้วยกับ อ.อ้อ ว่า ฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดสำหรับภารกิจครั้งนี้คือ "ความรัก" ครับ

แต่ภารกิจครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และต้องการกำลังใจมากมาย เราต้องหาแนวร่วมและเป็นกำลังใจให้กันครับ