คืนแรกที่มาถึง (22 เม.ย.) กว่าจะได้นอนก็ประมาณ 23.00 น. วันรุ่งขึ้น (23 เม.ย.) ตื่นเวลา 7 โมงเช้า รุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของบ้านเพิ่งเข้านอน (เพราะทำงานช่วงกลางคืน) กว่าจะได้เจอกันก็ประมาณเที่ยงวัน ตอนเย็นวันนี้พีทมีตั๋วดูการแสดงที่คาเนกี้ฮอลล์ตอนสองทุ่ม ช่วงเย็นพวกเราพากันเข้าไปในเมืองนิวยอร์ก จากรัฐนิวเจอร์ซี่ไปทางสะพานยอร์จ วอชิงตัน (รูปที่ 1–George Washington Bridge) ใช้ถนนเลียบแม่น้ำฮัดสัน (รูปที่ 2– Henry Hudson Parkway) เพื่อเข้าไปในแมนฮัตตัน ผ่านย่านไทม์สแควร์ (รูปที่ 3–Times Square) และถนนบอร์ดเวย์ (รูปที่ 4) ถนนทุกสายล้วนเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา ซึ่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบให้เห็นมากด้วยเช่นกัน

รูปที่ 1 - George Washington Bridge รูปที่ 2 - Henry Hudson Parkway

รูปที่ 3 - ย่าน Times Square รูปที่ 4 - ถนน Broadway
ในระหว่างที่พีทเข้าไปชมการแสดงนั้น ผมกับสุนิต (ภรรยา) ได้เดินไปเดินมาอยู่แถวๆ นั้น นัดพบกันที่รถตอนสี่ทุ่ม (จบการแสดง) ตอนขากลับผมทำหน้าที่เป็นคนขับ เพราะรุ่นพี่ที่พาเข้ามาถึงเวลาต้องไปทำงานตั้งแต่ตอนหนึ่งทุ่ม ผมต้องอาศัยเครื่องนำทาง (Navigator) อัจฉริยะที่คอยบอกว่าต้องขับไปทางไหน มีบางครั้งที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ออกไปผิดทางอยู่หลายครั้งเหมือนกัน นอกจากนั้นตอนจะไปขึ้นสะพานจอร์จ วอชิงตัน ปรากฏว่าถนนสามเลนปิดซ่อมเสียสองเลน ทำให้รถติดยาวเหยียด (ไม่ต่างจากกรุงเทพ) กว่าจะหลุดจากตรงที่ซ่อมถนนนั้นได้ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงรวมกับที่ขับหลุดเส้นทางทำให้ต้องหาทางกลับเข้า Freeway (ทางด่วน) ใหม่ ทำให้เส้นเวลาไปพอสมควร กว่าจะถึงที่พักก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน เป็นการทัวร์เมืองนิวยอร์กแบบรวดรัดที่ทรหดพอสมควร
วันนี้สิ่งที่ผมประทับใจก็คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถบอกเส้นทางได้โดยอาศัยการกำหนดพิกัดรถจากดาวเทียม ทำให้เครื่องบอกได้ว่าถ้าต้องการจะไปที่นั่นที่นี่ เส้นทางไหนเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด สมัยก่อนต้องพึ่งแต่แผนที่บนกระดาษ เวลาเดินทางไกลในอเมริกาแต่ละครั้งภรรยาผมจะนั่งทำหน้าที่เป็น Navigator คอยบอกว่า . . . เดี๋ยวข้างหน้าต้องเปลี่ยนจากถนนนี้เป็นถนนนั้น โดยดูข้อมูลที่อยู่บนแผนที่ บางทีก็ทะเลาะกันเรื่องบอกทาง เพราะผมเชื่อมั่นว่าที่เธอบอกนั้นผิด แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ผมเองนั่นแหล่ะที่เป็นฝ่ายผิด เรื่องการบอกทางระหว่างสามีภรรยานี้มักจะเป็นที่มาของการถกเถียงกันเป็นประจำ
แต่มาวันนี้ตอนที่ผมใช้เครื่อง Navigator ผมไม่สามารถถกเถียงกับเครื่องได้ เมื่อมันบอกให้ไปทางขวาผมก็ไปขวา บอกซ้ายก็ไปซ้าย ตอนหลังชักเอะใจว่าที่เราหลงสงสัยเป็นเพราะเราเข้าใจไปผิดเอง ไปเลี้ยวก่อนจุดที่ควรเลี้ยว ครั้นจะไปว่าให้มันพูดให้ชัดกว่านี้ก็ต่อว่าไม่ได้ ไม่มีใครจะมาถกเถียงด้วย ปล่อยให้เครื่องพูดอยู่แต่ฝ่ายเดียว เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเลย ที่ขับรถแล้วไม่ได้เถียงกับ Navigator !!
ตามมาชมภาพก่อนค่ะ
ดูคุ้นๆ ตาอยู่ โดยเฉพาะป้าย I95 ^ ^
ส่วน NY City นั้นไม่เคยได้อยู่เดินช่วงกลางคืนเลยค่ะ เคยไปแต่ตอนกลางวัน คนเยอะดีค่ะ
ตอนที่ไปเที่ยวปารีส หลานชายก็ใช้เครื่อง navigator นี่เช่นกัน เครื่องนี้ยังคำนวณเวลาให้ด้วยว่าเราจะถึงที่หมายในเวลาเท่าใด และคำนวณใหม่ทุกครั้งที่เราเปลี่ยนเส้นทาง แต่เวลาจอดรถต้องคอยเก็บ เพราะเคยโดนทุบกระจกรถและขโมยเครื่องนี้ไปแล้ว ๑ ครั้ง
ฮา... คนขับเถียงกับคนบอกทางนี่เป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆ ครับ ตอนอยู่อเมริกาผมกับ อ.จัน ทะเลาะกันเป็นประจำเวลาเดินทางไปไหนต่อไหนครับ คนหนึ่งมีแผนที่ คนหนึ่งมีพวงมาลัย
ผมยังไม่เคยมีโอกาสขับรถที่มี GPS navigator แต่ถ้าได้ขับเมื่อไหร่ก็คงรู้สึกเช่นกันว่าขาดบรรยากาศการขับรถเที่ยวในอเมริกาไปครับ
สวัสดีคะ อาจารย์ประพนธ์
เจ้า Navigator ทำให้สะดวกมากคะ เวลาจะไปไหนมาไหนต่างจังหวัดก็สะดวก
เพื่อนหนูคนนึงมีคะ ขับรถจากหาดใหญ่ไปเชียงใหม่ สบายๆ เลยคะ เพราะเจ้า Navigator นี่แหละคะ ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
เข้ามาแบ่งปันความสุข ของอาจารย์กับครอบครัวค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์
มาแบ่งปันเรื่องราวดีๆครับ
ระลึดถึงท่านครับ...^_^
ดีใจที่ได้แชร์ความสุขกับทุกๆ ท่านครับ