GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การเมืองเขย่าท่องเที่ยวทรุด! สศช. หวั่นยืดเยื้อเป็นจุดอ่อนกองทุนข้ามชาติ

การเมืองเขย่าท่องเที่ยวทรุด !

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการขาดดุลบริการ ดุลบัญชีเดินสะพัด และ       ดุลชำระเงิน  ซึ่งเมื่อใดที่ดัชนีทั้ง 3 ตัวนี้ ขาดดุลพร้อมกันจะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและเป็นจุดอ่อนให้กองทุนข้ามชาติ หรือเฮดฟันด์ เข้ามาโจมตีค่าเงินได้ เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2541 เพราะหากสถานการณ์  การเมืองยืดเยื้อออกไปก็จะกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้ขาดดุลบริการ   ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่คงสูงขึ้นจะทำให้ขาดดุลการค้า โดยทั้ง 2 ตัวนี้เป็นผลต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบกับกรณีที่ต่างชาติไม่กล้า เข้ามาลงทุน ทำให้ไม่มีรายได้เข้าประเทศก็จะทำให้ขาดดุลการชำระเงินได้    ทั้งนี้ สศช. ได้ปรับเป้าหมายการขยายตัวจีดีพีตลอดทั้งปี 49 จาก 4.7-5.7% เป็น 4.5-5.5% เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่คาดไว้เฉลี่ยทั้งปี 50-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มเป็นเฉลี่ย 55-58 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงจากที่คาดว่าจะขยายตัว 4% เหลือ 3.4%  เนื่องจากปัญหาขัดแย้งของสหรัฐฯ กับจีน   การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ปัญหาด้านการเงินของญี่ปุ่น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปและจีน ซึ่งขณะนี้ สศช. ยังไม่นำปัญหาการเมืองในประเทศมาเป็นปัจจัยหลักในการคำนวณจีดีพี เพราะคาดว่าจะยุติได้และคลี่คลายได้ไม่เกินกลางปี 49
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดในปี 49 คือปัญหาราคาน้ำมัน โดยการขาดดุลการค้าในเดือนมกราคมที่ผ่านมากว่า 50% มาจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น  ส่วนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนยังไม่ได้ผลมากนัก คาดว่า ปี 49 จะขาดดุลการค้าประมาณ 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 2.25%  โดยการนำเข้าปี 49 คาดว่า จะอยู่ที่ 135,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 2-2.5% ของจีดีพีขยายตัว 15%   ส่วนการส่งออกจะอยู่ที่ 125,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว  ในเชิงมูลค่า 15.3%  ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ซึ่งสำนักงบประมาณจัดสรรงบไว้แล้ว 90,000 ล้านบาท จะมีการก่อสร้างประมาณไตรมาสที่ 4  โดยรัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน   เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 49 โดยเฉพาะเร่งก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการขยายธุรกิจของภาคเอกชน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปี 49 จะอยู่ที่ 3.5-4.5%
สำหรับจีดีพีตลอดทั้งปี 48 ขยายตัว 4.5% ภายหลังจากได้ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ของปี 48 ขยายตัว 4.7% ชะลอลงจาก 5.4% ในไตรมาส 3  เนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันที่กระทบต่อราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 6% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในอัตราชะลอลงจาก 4.5% ในไตรมาส 3 เหลือ 4% การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเพียง 9.3% จากที่ขยายตัว 11.6% ในไตรมาส 3 ประกอบกับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 46.5% เมื่อเทียบกับ    ปี 47 โดยเพิ่มขึ้นจาก 33.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เป็น 49.30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และมีปัญหาภัยแล้งในช่วงครึ่งปีแรกและปัญหาน้ำท่วมในไตรมาสที่ 4 ตลอดจนผลกระทบจากสึนามิ และไข้หวัดนก การขาดดุลการค้า ถึง 8,118 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 5,864 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ตลอดจนปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปที่ 4.25%
เลขาธิการ สศช. กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการบริหารเศรษฐกิจในปี 49 ว่า ควรเร่งรัดสร้างรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวและดำเนินมาตรการพลังงานทดแทน เพื่อดูแลการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด พร้อมกับการส่งเสริมการออมในประเทศ ขณะเดียวกันควรส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและเร่งรัดการใช้งบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะส่วนที่สร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจรากหญ้าและภาคเกษตร รวมถึงการเริ่มดำเนินการลงทุนใน     โครงการเมกะโปรเจกต์เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและธุรกิจเอกชน      ถึงความชัดเจนของแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบกองทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล)   ศูนย์ซ่อมสร้างประจำหมู่บ้านและชุมชน    รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณในการดำเนินโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารราชการแบบบูรณาการของผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ว่าซีอีโอ) การสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและการส่งเสริมการพัฒนา มูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ภาคเกษตร


ไทยรัฐ  7  มีนาคม  2549

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 17835
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)