จากบันทึก ตอนที่หนึ่ง “ใครๆก็พูดถึงไทยแท้ แต่ใครรู้บ้าง ไทยแท้ๆเป็นอย่างไร....“พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” (National Discovery Museum Institute : NDMI)กำเนิดใหม่ สมิทโซเนียนเมืองไทย

เมื่อบันทึกตอนที่หนึ่ง ราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดลงที่พระเจ้าเอกทัศ หรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์ องค์ที่ 34 หรือองค์สุดท้ายของสมัยอยุธยา ในวันสงกรานต์ปี พ.ศ.2310
พระยาตาก ได้รวบรวมไพร่พล ตีฝ่าวงล้อมพม่า ไปทางทิศตะวันออกได้ ตั้งมั่นอยู่ที่กรุงธนบุรี ต่อมาสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยาเป็นผลสำเร็จ แล้วทรงปราบดาภิเษกเป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร เป็นราชธานี แต่ก็มาสิ้นสุดลง ในอีก 15 ปีต่อมา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เสด็จขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี และโปรดให้ย้ายราชธานี มายังฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีพระราชดำริ จะสร้างพระราชธานี แห่งใหม่ ให้เหมือนกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้ง รุ่งเรือง นอกจากนี้ ยังได้ทรงฟื้นฟูแบบแผนพระราชประเพณี ศาสนา วัฒนธรรมต่างๆ ตามแบบที่ชาวกรุงเก่าเคยสร้างสรรค์มา
รูปด้านล่างนี้ ให้เห็นถึงการจัดงานพระเมรุ ที่สวยงามมาก ที่กรุงศรีอยุธยา และแผนที่ๆเห็นคือ แผนที่กรุงเทพฯสมัยรัชกาลที่หนึ่ง จนถึงรัชกาลที่ห้า

ใครสร้างกรุงเทพฯ : เดิม บริเวณกรุงเทพมหานคร เคยเป็นเมืองท่ามาก่อน ชื่อ บางกอก มีคนหลายชาติอาศัยอยู่ ทั้งลาว มอญ จีน ญวณ แขก ฝรั่ง ต่อมา มีการเกณฑ์คนนอก เข้ามาสร้างเมือง เช่น เขมร 10,000คน ขุดคูคลองโดยรอบ คนลาว 5,000 คน สร้างกำแพงเมือง พอสร้างเสร็จก็ยังอาศัยอยู่ กลายเป็นคนกรุงเทพฯไปในที่สุด คนกรุงเทพฯ กลุ่มสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือ ชาวจีน ที่ก่อให้เกิด ความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมา นอกจากนี้ ยังมี ชาวมอญ ญวณ ไทยดำ ลาวพวน ที่มีมาตั้งแต่จากการทำสงครามครั้งก่อนๆ ได้เข้ามาตั้งชุมชนอยู่อย่างถาวร ทั้งในเขตพระนครและหัวเมืองด้วย
ครั้งแรกๆ ผู้คนยังผูกติดกับความเป็นคนกรุงเก่าอยู่ แต่พอผ่านไป 40 ปี หรือ สองรัชกาล ความรู้สึกผูกพันคลายลง เลยกลายเป็นคนกรุงเทพฯกันไป ฝรั่งเรียกว่า Bangkok
แต่ในส่วนที่เกือบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย คือ ชีวิตในชนบท ในช่วงกรุงศรีฯตอนปลายถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะไม่มีการคมนาคม ไม่มีการสื่อสารใดๆเลย แต่ชาวชนบทก็อยู่รอด เพราะได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นมาเองจากการเรียนรู้จากธรรมชาติและการปฏิบัติ
มีการแสดง วิถีชีวิตของคนรอบๆ กรุงเทพฯ แสดงให้เห็นถึงความเป็นสังคมเกษตรกรรม ได้รู้จักกับอุปกรณ์การดักสัตว์ เครื่องมือทำมาหากิน ความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ
แผนที่สยามที่มีสัดส่วนที่ถุกต้อง มีขึ้นครั้งแรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อยืนยันสิทธิ ความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนต่างๆ แผนที่ฉบับแรกพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2440 พร้อมๆกับ พร้อมๆกับรูปแบบการปกครองแบบ รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ถึงคราวสยามต้องปรับตัว:Siam at a Crossroad:
สมัยรัชกาลที่ 4 มีความรุนแรงของลัทธิล่าอาณานิคมมากขึ้น อังกฤษยึดครอง อินเดีย พม่า มลายู และจีน ฝรั่งเศสได้เวียดนาม กัมพูชา ดังนั้น เพื่อให้รอดพ้นจาการรุกราน สยามจึงต้องปรับตัว ให้ทันสมัย ภายใต้ร่มเงาของมหาอำนาจตะวันตก การเริ่มการถ่ายภาพ ก็เริ่มจากสมัยรัชกาลที่ 4 นี้
ต่อจากนี้ ก็มีการ รับวัฒนธรรมตะวันตกต่างๆ เข้ามาในสยามประเทศ มากขึ้นๆ ไม่ว่าจะเป็น การตัดถนน การประปา ไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ เป็นต้น
โลกในอดีตถึงจุดอวสานแล้ว : The End of the Absolute Monarchy :
สงครามสงบหมดแล้ว ถนนเริ่มสำคัญกว่าสายน้ำ วิทยาศาสตร์ให้คำตอบได้มากกว่าศาสนา รสนิยมทางอาหารการกิน การแต่งตัว ศิลปะ สถาปัตยกรรม มาตรฐานชีวิตถูกกำหนดด้วยแบบแผนจากโลกตะวันตกยุโรปทั้งสิ้น นี่คือจุดเริ่มต้น ของสยามประเทศยุคใหม่
ตั้งแต่รัชสมัย รัชกาลที่ 5 เกิดมีคนรุ่นใหม่ขึ้นคือ คือปัญญาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนอก คนกลุ่มนี้ ต่อมา รวมตัวกันเป็น คณะราษฏร์ ผลักดันให้เกิด มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นในปี พ.ศ. 2475

โดยที่ ในสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดวิกฤติการณ์ภายในประเทศ กล่าวคือ รัฐบาลขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง และเศรษฐกิจไทยยังถุกซ้ำเติมจากวิกฤติการณ์การเงินโลก จากเหตุการณ์ เกรท ดีเปรสชั่น (great depression) ในปี พ.ศ. 2472 (1929) วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระเทือนถึงปี 2475
อีกด้วย ไทยมีการปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งวิธีการดังกล่าว ยิ่งกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ เพราะข้าราชการที่ถูกปลด ส่วนใหญ่เป็นสามัญชน เจ้านายเชื้อพระวงศ์มิได้ถูกปลด แต่ประการใด
สิ้นสุดการปกครองในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการเริ่มต้น การสร้างรัฐประชาชาติ ประชาชน เป็นเจ้าของประเทศ
ในหนังสือ ผู้แทนเมืองไทย ของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า....คนไทยทั่วไปมักเข้าใจว่า ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ประเทศสยามอยู่ภายใต้ การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาโดยตลอด
แต่จริงๆแล้ว ระบอบนี้ มิได้สืบทอดมาแต่โบราณกาลอย่างที่คิด ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพิ่งเกิดขึ้น ในประเทศสยามเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนี่เอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 (น่าจะนับจาก จากประมาณ ปี พ.ศ...2417 ผู้เขียนบันทึก) โดยก่อนหน้านี้ รัฐไทยโบราณ อยู่ภายใต้ระบอบ ราชาธิราช ซึ่งเน้นอำนาจเฉพาะบุคคล และไม่มีการรวมศูนย์อำนาจอย่างเป็นระบบแต่อย่างใด
กระบวนการสร้างชาติ Siam become Thailand:
เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนมาถึงรัชกาลที่ 7 เกิดวิกฤติการณ์ภายในประเทศ แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ ชาติ ซึ่งเป็นนิยามของนครรัฐสมัยใหม่ เริ่มเป็นจริงเป็นจังในสมัยรัชกาลที่ 8

โดยรัฐบาล จอมพลป.พิบูลสงคราม ได้ออกประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อ ประเทศสยาม เป็น ประเทศไทย และเรียกผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศว่า คนไทย ให้ใช้ชื่อ ประเทศ ว่า Thailand เรียกคนไทย ว่า Thai

เพลงชาติที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ได้มาจากการประกวดบทเพลงชาติ ในปีพ.ศ. 2482
มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรครั้งแรก เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2476 ภาพล่างนี้ เป็นรายชื่อส.ส.ประเภทที่ 1 บางส่วนค่ะ

แต่พอถึงยุคฟิฟตี้ ทศวรรษที่ 1950 ประเทศไทยเลือกสังกัดค่ายโลกเสรี คนไทยสนุกสนานกันมาก ลืมฝันร้ายจากยุคสงครามโลกโดยสิ้นเชิง


แต่ที่มีสีสันมากที่สุด คือ ยุค ซิกส์ตี้ ทศวรรษที่ 1960 การเข้ามาของทหารอเมริกัน ทำให้หลายๆเมืองขยายตัว กิจการทุกประเภท หันมาใช้ชื่อฝรั่งเพื่อความเป็นสากล และมีความเป็นมา ...จนกระทั่งถึงเมืองไทย ในวันนี้ ลองดูภาพข้างล่างนี้ค่ะ แสงสีสดใสจริงๆ และบรรยากาศของร้านอาหาร กับตู้เพลงสมัยนี้ ก็เป็นสีสดๆอย่างนี้จริงๆค่ะ
จนมาถึงห้องสุดท้าย ซึ่งเป็นห้องที่ตอกย้ำว่า "วันพรุ่งนี้ของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับคนปัจจุบันเท่านั้นที่จะเป็นคนให้คำตอบได้"

ที่เล่ามาทั้งสองตอนนี้ เป็นแค่ย่อๆ อยากขอเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจไปเยี่ยมชม ตอนนี้เปิดให้ชมแล้วค่ะ
"พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ" จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้สู่สาธารณชน เรื่องความเป็นมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของผู้คนและดินแดนในประเทศไทยและดินแดนอื่นในอุษาคเนย์

รวมทั้งภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อก่อเกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และสนุกสนานค่ะ ว่างเมื่อไรอย่าลืมไปให้ได้ค่ะ
หมายเหตุ::อ้างอิงข้อมูลจาก ข้อมูลที่จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ และจากหนังสือ ผู้แทนเมืองไทย ของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
ภาพถ่ายอาจไม่ค่อยสวยเท่าใด เพราะ มีเวลาน้อย รีบไปรีบกลับ อยากให้ทุกท่านไปชมของจริงกันมากกว่าค่ะ ไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ที่เราเคยเห็นๆมาค่ะ
และนอกจากหัวข้อที่แสดงนี้แล้ว ต่อไปทางพิพิธภัณฑ์ จะแสดงหัวข้ออื่นๆอีกค่ะ รู้สึกจะมีอีกหลายรายการ
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
ทราบว่าเปิดเป็นทางการแล้วตั้งแต่ 2เมษายน ที่ผ่านมา
แต่ยังไม่มีโอกาสแวะไปเลยค่ะ ต้องหาโอกาสให้ได้ ยิ่งเห็นยิ่งอยากไปค่ะ
ขอบคุณพี่ศศินันท์ที่นำข้อมูลดีๆ มาแป่งปันค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ได้เข้ามาชมบล็อกนี้แล้วไม่เคยผิดหวังเลยจริงๆ
ขอขอบคุณที่ให้ความรู้เพิ่มเติม เยี่ยมมากๆครับ
สวัสดีค่ะ
กำลังรออยู่ค่ะว่าหายไปไหน พออ่านบันทึกแล้วคงต้องหาเวลาไป เดือน พ.ค. นี้แน่นอนค่ะ
ขอบคุณมากค่ะพี่ศศินันท์ ... งานยุ่งๆ พักผ่อน ดูแลสุขภาพบ้างนะคะ
น่าไปชมมาก หากมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ต้องไม่พลาดค่ะ แต่ช่วงนี้ไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ นานแล้วค่ะ...
มีคนแนะนำให้มาอ่านค่ะ อยากพาหลานๆไปในวันหยุดเดือนพ.ค.นี้ ไม่ปิดใช่ไหมคะ
ได้พอทราบเรื่องบ้างไปก่อน ทำให้การชมได้อรรถรสยิ่งขึ้นนะคะ
แม่ค้าหาบของขายตามซอย ตามบ้าน
ขนมแม่เอ๊ย เดี๋ยวนี้อาจมีน้อยมากๆ
ที่ในใจกลางกรุงเทพฯน่าจะไม่มีแล้ว
รถตุ๊ก ตุ๊ก มีมานานแล้ว และเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมาก เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นอย่างหนึ่งของกรุงเทพฯค่ะ
สวัสดีค่ะ
เห็นรูปแม่ค้าหาบของขาย ตอนนี้ก็ยังเห็นอยู่เหมือนกันค่ะแถวรังสิต แต่ก็มีน้อย ส่วนใหญ่จะดูมีอายุค่ะที่หาบของขายตามซอย ตามหมู่บ้านค่ะ ขายของพวก ถั่วต้ม , ข้าวโพดต้ม , มันต้ม , เผือกต้ม , ถั่วแระ เป็นต้น
สวัสดีค่ะ พี่ศศินันท์
สวัสดีค่ะ คุณพี่ศศินันท์
* สบายดีนะคะ คุณพี่
* กทม. ช่วงวันหยุดยาว การจราจรคงปลอดโปล่ง โล่งขึ้นมา
* ว่าจะไป ๆ ก็ยังไม่มีโอกาสเลยค่ะ เวลาเข้ากทม. ก็แค่ผ่านๆ แล้วต้องไปที่อื่นๆ ต่อ แบบรีบๆ
* ชอบดูพิพิธภัณฑ์ ของโบราณๆ ค่ะ
* ไม่ว่าอยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่สุขใจเหมือนบ้านเราจริงๆ ค่ะ
* เมืองไทยเรา สบายที่สุดเลยค่ะ
* แม้ว่าจะประสบกับปัญหาต่างๆ ตามกาล แต่ก็ยังมั่นใจ
เพราะอยุธยา ไม่สิ้นคนดีฉันใด เมืองไทยปัจจุบันคงเช่นกัน
* ภาพรถตุ๊กๆ กับแม่ค้า หาบเร่ งามงด และเป็นเอกลักษณ์ จริงๆ ค่ะ
* ขอบคุณนะคะ สำหรับข้อมูลดีๆ ที่เป็นความแง่งามของชีวิต
ผมเกิดไม่ทันยุคซิกส์ตี้หรอกครับ แต่เท่าที่เห็นรูปภาพเป็นยุคที่ มีแสงสีสดใสจริงๆ สนุกสนาน แฟชั่นการแต่งกาย ทรงผม การแต่งตัวผู้ชายชอบนุ่งกางเกงขาบานๆ เสื้อเชิ้ตแขนยาวรัดรูป ส่วนผู้หญิง mini skirt เป็นที่นิยมสมัยนั้น ผมว่าสมัยนั้นคงจะมีอะไรดีเยอะครับ
รู้สึกว่า วันที่ 15 พ.ย.2476 เป็นวันที่มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรเป็นครั้งแรก ใช่ไหมคะ ดีจังค่ะ บันทึกนี้ ทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์การเมืองค่ะ
อ่านบันทึก คุณพี่ ที่ไร
ประทับใจ ได้สาระ มากคุณค่า
จารึกไว้ ได้เด่น เป็นตำรา
ให้ลูกหลาน ค้นคว้า น่าชื่นชม
ผมกำลังคิดถึงนิยายที่เคยอ่าน โก๋หลังวัง บูรพาภิรมย์ ช่างไม่เหมือนกับสมัย ขวัญกับเรียมเลย
เป็นสีสันตะวันตกจริงๆ