ช่วงที่กลับบ้านหลังสงกรานต์ ผู้เขียนได้จัดการลอกบ่อปลาที่บ้านไร่พนมทวน เพื่อเปลี่ยนน้ำและคัดปลาตัวใหญ่ออก พยายามจะหาเจ้าปลาช่อนที่หลงมาในบ่อ (เพราะปลาช่อนจะกินลูกปลาตะเพียนและลูกปลาดุก) แต่ตอนที่กำลังอยู่ในบ่อปลา พี่ Handy โทรศัพท์มา เลยคุยกันนิดหน่อย พี่ Handy แนะนำว่าน่าจะถ่ายรูปเอามาให้เพื่อนใน gotoknow ดู(ขอบคุณครับพี่Handyที่แนะนำ)
แต่ที่ผู้เขียนตะลึงไม่ใช่ ได้ปลาตัวใหญ่ แต่เป็น ปลาดูดหรือปลา ซักเกอร์(sucker catfish) บางที่ก็เรียกว่าปลาเทศบาล(ทำไมไม่มีปลา อบต.บ้างเนอะ) ที่หลุดมาอยู่ในบ่อปลาได้อย่างไรไม่ทราบ ตัวใหญ่มากๆๆ วันก่อนดูในโทรทัศน์ปรากฏว่ากำลังระบาดในหลายๆๆจังหวัด เป็นปลาที่มาจากประเทศอื่น แต่ด้วยความไม่รู้ของคนบ้านเรา คงเลี้ยงในตู้พอใหญ่เลิกเลี้ยงเลยเอามาปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ มันก็เลยแพร่พันธุ์ไปทั่ว…
ผู้เขียนสงสัยเหมือนกันว่า ใส่ลูกปลานิลและปลาดุกเข้าไปเต็มเลย (แต่ปลานิล ปลาตะเพียนหายไปหมด) ปรากฎว่าปลาชนิดนี้กินลูกของปลาตะเพียน ปลานิลและปลาดุกผู้เขียนไปเกือบหมด เหลืออีกไม่มากแต่ก็มีปลาตัวใหญ่ๆหลายตัวที่ได้ทดแทนมา ดูรูปนะครับ

ผู้เขียนอยากบอกว่า สัตว์ในประเทศอื่น หรือมาจากแหล่งอื่น มาอยู่ในประเทศไทย บางครั้งด้วยความไม่รู้ ก็จะทำให้การแก้ไขและป้องกันการระบาดยาก เช่น หญ้าขจรจบ(คุณหมอประเวศ วะสีท่านกล่าวว่า เรื่องการปราบหญ้าขจรจบ ก็มีการนำเข้าคณะรัฐมนตรีอนุมัติ โหประเทศไทย… ) แต่บางอย่างก็ดีนะครับเช่น ปลานิล ในหลวงทรงนำมาจากญี่ปุ่น ทำให้คนไทยมีปลาที่เลี้ยงง่ายโตเร็ว เป็นแหล่งอาหารโปรตีนของคนไทย ผู้เขียนพยาบอกว่า มันเป็นทวิลักษณ์ คือมีทั้งข้อดีและข้อเสียในสิ่งของแต่ละสิ่ง
ตอนนี้ผู้เขียนก็เลยไม่แปลกใจว่า ตอนไปประเทศนิวซีแลนด์( New Zealand) เขาถึงห้ามนำพืช ผัก ผลไม้ และสัตว์ของไทยเข้าประเทศนิวซีแลนด์(แม้แต่ มาม่าก็ห้าม แต่มีมาม่าของจีนขายในนิวซีแลนด์ อยากนำน้ำพริกเผาบ้านเราไปกิน เลยอดกินเลย ฮือๆๆ ) เพราะจะไปทำลายผักพื้นเมืองของเขาเสียหาย ในทางกลับกันเมืองไทยแทบไม่มีมาตราการในการป้องกันในเรื่องเหล่านี้เท่าไร
จากเรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่า อาจมาใช้ในด้านวิทยาศาสตร์หรือการศึกษาได้ว่า สิ่งของที่อยู่ในต่างประเทศ ความรู้หรือวิทยาการใหม่ๆเมื่อเอามาใช้ในเมืองไทย ควรปรับและเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมของไทย ถ้านำของต่างประเทศมาใช้ทั้งดุ้นรับรองว่า ประสบความสำเร็จยาก ยิ่งไปกว่านั้นเราอาจได้รับความเสียหายทางสังคม วัฒนธรรมและการศึกษาด้วย แค่การศึกษาอย่างเดียวก็แย่แล้ว… (ว่าจะไม่บ่นนะเนี่ย เผลอไม่ได้เลย อิอิๆๆ) …
แวะตามมาดู
เห็นปลาแล้วหิวเลยคะ แต่เจ้าปลาเทศบาลไม่กินนะคะ น่ากลัวคะ
+ หวัดดีครับอาจารย์
+ น่ากิน ครับ ปลาอื่นๆๆ ยกเว้นเทศบาล เทศกิจ น่ากลัว
+ เดี่ยวผมจะกลับไปลอกบ่อปลาดุกที่บ้าน และจะเอารูปมาฝากอาจารย์นะครับ
ไม่ได้ไปเที่ยวไหนคะ แต่เคยไปเที่ยวที่เมืองสิบสองปันนานา เกี่ยวกับสงกรานต์ เลยเก็บภาพมาฝาก ค่ะ
อาจารย์ลองดู นะคะ
http://gotoknow.org/blog/resaerch/175678
http://gotoknow.org/blog/resaerch/175766
http://gotoknow.org/blog/resaerch/176308
http://gotoknow.org/blog/resaerch/177016
สวัสดีค่ะอาจารย์ขจิต
ปลาดูดหน้าตาน่ากลัวนะคะ
เคยดูข่าวที่ว่าแพร่ระบาดในหลายจังหวัด
และมันกินปลาน้อยๆ ที่เป็นปลาพื้นถิ่นของเราด้วย ข้อนี้น่าเป็นห่วงนะคะ
ขอบคุณค่ะ
เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับที่เรียกว่า "สิ่งแปลกแยก" ลงท้ายบทความได้ถูกใจ ใช่แล้วต้องระมัดระวัง "การนำเข้า" ทุกอย่าง เพราะมีทั้งดีและเสีย ควรมีแนวทางป้องกันผลเสียที่อาจจะเกิดด้วยก่อนที่จะ นำเข้า
บทสรุปนี้ใช้มองได้หลายเรื่อง คนเมืองเข้าชนบทก็ใช้ได้ เพราะพฤติกรรมที่เป็นคนเมืองเอาไปแพร่ในชนบท มากต่อมาก เพราะวัฒนธรรมเมืองเป็น domenance ชนบทเป็น recessive ในทางสังคมวิทยาชนบทจึงมี หมู่บ้านปิด หมู่บ้านเปิด และหมู่บ้านกึ่งปิดกึ่งเปิด
ในทางงานพัฒนาเราจึงพยายามเสริมสร้างให้วัฒนธรรมที่ดีดีของหมู่บ้านเป็น domenance พร้อมที่จะเป็นเกราะป้องกันวัฒนธรรมอื่นๆเข้ามาเจาะทำลาย แต่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วย ร่วมมือกัน มีเพียงไม่กี่คนคิด เข้าใจ ทำ มันไปได้ไม่ไกลนัก เมื่อคนนั้นล้มตายลงไปก็กลายเป็น recessive
ชอบสาระนี้มากน้องขจิตครับ
สวัสดีครับ
ไม่ทราบจริงๆว่าอาจารย์เลี้ยงปลา
ผมเคยเลี้ยงที่โรงเรียน แต่ตัวไม่ค่อยโตเท่าไร ก็ต้องเอาออก
เพราะว่า น้ำแห้งครับ
ขอบคุณครับ
ท่าน ขจิต ฝอยทอง ผู้มาดมั่น
หายไปนาน คิดถึงงคิดถึง ไอ้ปลาในบ่อน่าจะเป็นปลากระบอกนะ
ปลากระบอกน่าทานครับผมชอบมากๆ
ยังไงเนี่ย ปกติมีลูกของคนอื่นหรืองัย ............อิอิ
หวัดดีค่ะ อาจารย์ ไม่ได้หายไปไหนนะคะ ยังตามอ่านอยู่ค่ะ แต่ไม่ค่อยได้เม้น ว่าแต่ว่า.. เคยเห็นปลาพยาบาลอ๊ะ ป่าวคะ อิอิ