5.1. องค์กรของรัฐไทย
องค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์นี้ กฎหมายได้ให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และ ให้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518[1]
เพื่อให้มีองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ จึงจำเป็นต้อง
จัดตั้งหน่วยงานหรือองค์การของรัฐขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละด้าน เช่น สำนักงานผู้ไกล่เกลี่ยหรือคณะกรรมการไกล่เกลี่ย มีสำนักงานผู้ชี้ขาดข้อพิพาททางอุตสาหกรรม ศาลแรงงานหรือศาลอุตสาหกรรมสัมพันธ์หรือองค์การอื่นๆเพื่อการยุติข้อพิพาทแรงงานเป็นต้น
สำนักงานคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานในกิจการสำคัญและวินิจฉัยเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามที่กฎหมายกำหนด
สำนักงานผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน(ศาลแรงงาน) เป็นหน่วยงานที่ให้บริการในการจัดบุคคลเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานให้แก่นายจ้างและลูกจ้างทั่วไปซึ่งมีข้อพิพาทแรงงานที่ไม่สามารถตกลงกันได้
5.2. ความร่วมมีระหว่างประเทศ
จากการศึกษาถึงความร่วมมีระหว่างประเทศองค์กรของรัฐไทย และองค์กรของรัฐลาวหรือ สหพันธ์แรงงานลาวแล้วเห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน แต่ความร่วมมือดังกล่าวก็ได้ปรากฏในบทบัญญัติทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานดังที่ได้กล่าวมาในข้อที่1.1.8 ของบทที่2แล้ว
6. องค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
และจะได้ศึกษาถึงความร่วมมือในทางระหว่างประเทศไทย – ลาวว่าองค์ดังกล่าวได้มีความร่วมกันและได้มีบทบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือไม่ในการปฏิบัติหน้าทีในการให้ความช่วยทางด้านความยุติธรรม ในกรณีหากมีข้อพิพาททางด้านแรงงานขึ้นสู่ศาลยุตธรรมหรือมีความร่วมมือกันทางด้านในการให้โอกาสทั้งสองฝ่ายได้ทัศนะศึกษาดูงานร่วมกันได้หรือไม่เพียงใดดังต่อไปนี้
4.1. องค์กรของรัฐไทย
จากการศึกษาองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของรัฐไทยพบว่ามีหลายองค์ที่ทำหน้าที่ในทางกระบวนการยุติธรรมดังต่อไปนี้
4.1.1. ศาลรัฐธรรมนูญ
มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยร่างกฎหมายและกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยสถานภาพของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีเป็นเท็จ รวมทั้งพิจารณาวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
4.1.2. ศาลปกครอง
มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คดีละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
อำนาจหน้าที่ของศาลปกครองแยกพิจารณาได้เป็น 3 ส่วนคือ
องค์กรที่อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง คือ องค์กร ผู้ใช้อำนาจปกครอง ซึ่งได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น ราชการอิสระ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรอื่น ๆ ที่ใช้อำนาจปกครอง เช่น คณะกรรมการ และสภาวิชาชีพต่าง ๆ การกระทำที่ถูกควบคุมตรวจสอบโดยศาลปกครอง คือ การกระทำขององค์กรฝ่ายปกครอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
การกระทำทางปกครองที่เป็นการปฏิบัติทางกายภาพ เช่น การรื้อถอนอาคาร การก่อสร้างถนนฯลฯ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนได้
คำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางปกครองที่มีผลใช้บังคับเป็นการเฉพาะ เช่น คำสั่งอนุมัติคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ฯลฯ หรือนิติกรรมทางปกครองที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป เช่น พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ 3 ลักษณะของการควบคุมตรวจสอบ ศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองและนิติกรรมทางปกครองทั้งในแง่ของรูปแบบ อำนาจ วัตถุประสงค์และวิธีการใช้อำนาจว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่[2]
3. ศาลยุติธรรม
มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น เช่น คดีตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีตามประมวลกฎหมายอาญาอื่นๆ และแพ่ง ฯลฯ
4. ศาลแรงงาน
ศาลแรงงานเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่เกี่ยวพันธ์ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
(2) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
(3) กรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
(4) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
(5) คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน
(6) ข้อพิพาทแรงงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้ศาลแรงงานชี้ขาดตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์บัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว
4.2. ความร่วมมีระหว่างประเทศ
จากการศึกษาถึงความร่วมมีระหว่างประเทศทางด้านความยุติธรรม ระหว่างรัฐไทยและรัฐลาวแล้ว ในระยะผ่านมาทั้งสองประเทศโดยเฉพาะองค์ที่ทำหน้าที่ด้านความยุติธรรม ระหว่างกระทรวงยุติธรรม และ ศาลยุติธรรมทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีบทบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านการให้ความช่วยเหลือเชิงกันและกันเทื่อ ไม่ว่าทั้งระดับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมไทยกับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมลาว และในระยะผ่านมาก็ยังไม่เคยมีคำร้องขอเพื่อขอช่วยเหลือทางด้านความยุติธรรมที่มีข้อพิพาททางด้านแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไปหาศาลขั้นสูงสุด
แต่ในทางปฏิบัติแล้วความร่วมมือในระดับระหว่างศาลยุติธรรมขั้นสูงสุดของประเทศก็ได้มีความร่วมมือกันเช่น ศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรไทย และ ศาลประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาวก็ได้มีความร่วมมือกัน ซึ่งความร่วมมือนั้นได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 ถึง 2006 เป็นระยะเวลาเพียงแค่ สามปี เท่านั้นและก็ได้สิ้นสุดลงและยังไม่ได้มีกำหนดเวลาที่แน่ชัดว่าจะริเริ่มได้อีกวันไหน ถึงแม้ความสัมพันธ์ทางด้านองค์ยุติธรรมทั้งสองประเทศจะมีเวลาสั้นมากก็ตามแต่ทั้งสองฝ่ายยังสามารถแบ่งปันเอาความรู้และประสบการอย่างมากมาย เช่น ความร่วมมือในระยะสามปี ทั้งสองฝ่ายต่างได้ส่งเจ้าหน้าที่พระนักงานของตนเข้าไปเล่าฝึกอบรมและให้การ ทัศนะศึกษา ฝ่ายลาวได้ส่งผู้พิพากษาปีละสองคน รวมเป็น 6 คน และได้ส่งเจ้าหน้าเข้ามาทัศนะศึกษาในประเทศไทย ครั้งจำนวน สองคน และนอกนั้น ฝ่ายไทยก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ในระดับ ผู้พิพากษา ผู้ช่วยผู้พิพากษา จำนวน สามครั้ง เป็นจำนวนคนทั้งหมดประมาณ 300 กว่าคน
นอกหน่วยงานขององค์ศาลยุติธรรมแล้วยังมี หน่วยงานของสำนักงานสภาทนายความซึ่งได้เริ่มต้นมีความสัมพันธ์ความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ทั้งสองฝ่ายก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของตนเข้าไปทัศนะศึกษาดูงานเชิงกันและกัน และในต้นปี ค.ศ. 2007ฝ่ายไทยได้มีการจัดประชุมฝึกอบรมอยู่ที่หนองคายและฝ่ายลาวก็ได้ส่งทนายความลาวเข้าไปร่วมจำนวน10คนและนอกนั้นทั้งสองฝ่ายทะนายความไทยและสภาทะนายความลาวก็ได้มีการปรึกษาหารือสนทนาในเรื่องการปรับปรุงหรือสร้างหลักสูตรแบบต่อเนื่องให้สมบรูณ์ เกี่ยวกับการฝึกอบรมทะนายความเป็นต้น
[1] มาตรา 6ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และ ให้มีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) แต่งตั้งนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(2)ออกกฏกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้การแต่งตั้งตาม(1)ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กฏกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 7ให้จัดตั้งสำนักงานทะเบียนกลางขึ้นในกรมแรงงานกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการจดทะเบียนสมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงานสหพันธ์นายจ้าง และสหพันธ์แรงงาน ทั่วราชอาณาจักรและทำหน้าที่เป็นสำนักงานทะเบียนประจำกรุงเทพมหานครด้วย
ในจังหวัดอื่นนอกจากรุงเทพมหานครรัฐมนตรีจะจัดตั้งสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดขึ้นตรงต่อสำนักงานทะเบียนกลางได้
มาตรา 8ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ขึ้นในกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1)ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับคำร้องและข้อพิพาทแรงงาน
(2)ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
(3)อำนาจหน้าที่อื่น
มาตรา 9ให้จัดตั้งสำนักงานผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานขึ้นในกระทรวงมหาดไทย มี อำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1)จัดทำบัญชีรายชื่อและคุณสมบัติของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเพื่อเสนอให้คู่กรณีเลือกตั้ง
(2)ควบคุมและดำเนินการทางวิชาการและธุรการเกี่ยวกับการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
[2]http://school.obec.go.th/non1_nitigarn/data/pp7.doc
พี่ต้อย
ลูกจ้างดิฉันทำอย่างไร จะอยู่เมืองไทยถาวร ต่อสัญญามา 4 ปีแล้ว พิสูจน์สัญชาติก็แล้ว ตอนนี้วีซ่าจะหมด 26 กรกฎาคม 2553 แล้ว
ชวยให้รายละเอียดหน่อยนะคะ