ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิในการคุ้มครองแรงงานและความร่วมมีระหว่างประเทศว่ามีองกรใดบ้างที่เข้ามามีบทบาททำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิในการคุ้มครองแรงงานดังต่อไปนี้
3.1. องค์กรของรัฐไทย
ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานองค์กรของภาครัฐที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิในการทำงานและกำหนดนโยบายการอนุญาตสิทธิในการทำงานแก่คนต่างด้าว(คนลาว)ก็ตาม แต่ในทางข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสังคม พบว่ามีหลายกรณีที่ผู้ใช้แรงงานมักจะถูกละเมิดโดยนายจ้าง ดังนั้น บทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลคือ การคุ้มครองสิทธิในการทำงาน
ผลจากการศึกษาผู้เขียนพบว่าองค์กรที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิในการทำงานมีอยู่สามองค์กรด้วยกันดังต่อไปนี้
3.1.1. กรมสวัสดิการ กระทรวงแรงงาน
กรมสวัสดิการ กระทรวงแรงงาน มีภารกิจเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การแรงงานสัมพันธ์ การแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และการสวัสดิการแรงงาน โดยการพัฒนามาตรฐาน รูปแบบ กลไก มาตรการ ส่งเสริม สนับสนุน และแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มเติมโอกาสในการแข่งขันทางการค้า และพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิด้านแรงงานของคนลาวคือ คุ้มครองดูแลแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดและมีคุณภาพที่ดี ดำเนินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาระบบความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งเสริม พัฒนาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานแรงงานคุ้มครองแรงงานความปลอดภัยในการทำงาน แรงงานสัมพันธ์ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ส่งเสริมและดำเนินการให้มีการจัดการสวัสดิการแรงงาน ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ข้อพิพาทแรงงานและความไม่สงบด้านแรงงาน พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำแผนงานและประสานแผนปฏิบัติงานของกรมให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านแรงงานของกระทรวง และปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย[1]
3.1.2. กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
กรมจัดหางานนอกจากทำหน้าที่ในการดูแลเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวโดยตรงแล้ว ยังอยู่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานดำเนินการคุ้มครองและป้องกันมิให้คนหางานถูกหลอกลวง ถูเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทจัดหางานและบุคคล รวมถึงการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและลงโทษผู้หลอกลวงเอารัดเอาเปรียบคนหางาน โดยรับเรื่องราวร้องทุกข์คนหางานที่ขอความช่วยเหลือ สืบสวน สอบสวนบุคคลที่มีพฤติกรรมหลอกลวงต้มตุ๋นคนหางาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
3.1.3. ศาลแรงงาน
ศาลแรงงานซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่พิจารณาคดีในกรณีที่มีข้อพิพาททางแรงงานเกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลแรงงาน แบ่งออก สี่ กรณีด้วยกัน คือ 1) คดีแรงงานทั่วไป ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน 2) คดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน 3) คดีที่กฎหมายอื่นกำหนดให้ฟ้องยังศาลแรงงาน และ 4) คดีศาลแรงงานตามแนวคำวินิฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง
3.2. ความร่วมมีระหว่างประเทศ
การศึกษาในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงความร่วมมือระหว่างรัฐในการจัดการปัญหาเกี่ยว
กับการคุ้มครองแรงงานว่ามีการดำเนินการอย่างไร โดนจะทำการศึกษากรณีความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว หรือ(MOUไทย-ลาว) ดังต่อไปนี้
ในบทบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังได้มีการรับรองเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิ กล่าวคือการคุ้มครองแรงงานนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่เป็นผู้จ้างแรงงาน และแรงงานนั้นจะต้องได้รับค่าจ้างและสิทธิประโยชน์อื่นตามที่แรงงานถิ่นได้รับ ตามหลักการไม่เลือกปฏิบัติ และความเท่าเทียมกันทางเพศ เชื้อชาติ และศาสนา และเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างแรงงานและนายจ้างที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานจะต้องได้รับการคลี่คลายแก้ไขโดยหนว่ยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบภายในของประเทศที่เป็นผู้จ้างงาน[2]