ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายที่รับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของคนลาวในประเทศไทย ภายใต้กฎหมายไทยนั้นจะมีการรับรองสิทธิของคนลาวในกระบวนการยุติธรรมได้หรือ ไม่อย่างไร ดังต่อไปนี้
6.2.1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
จากการศึกษาถึงสิทธิในขบวนการยุติทำของคนลาวภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 พบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดถึงสิทธิของบุคคลจะต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของไทยกล่าวคือ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้ ๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่อง การได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง ๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
(๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง ๕) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ ส่วนค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ ๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ[1] และนอกนั้นในรัฐธรรมนูญยังได้บัญญัติไว้ว่า บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้[2]
ข้อสังเกต อ่านจากตามความในหมวดที่ สามใช้คำว่า สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และอ่านประกอบกับส่วนที่ สี่ ในหมวดเดียวกัน ใช้คำว่า “สิทธิในกระบวนการยุติธรรม” ตามมาตรา 39 และมาตรา40 และมาตรา 5 แล้วไม่มีความของคำใดเลยที่จะเกี่ยวพันถึงคนต่างด้าวหรือคนลาว ในคำว่า “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” นั้นจะรวมถึงคำว่า “คนลาว” หรือไม่ ถ้าเราตีความหมายตาม พจนานุกรรมแล้ว จะไม้รวมถึงคนลาว ฉะนั้นจึงมีปัญหาว่า ในกรณีนี้คนลาวจะได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมจากศาลไทยหรือไม่หากมีกรณีมีข้อพิพาททางกฎหมายหรือข้อพิพาทกับนายจ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ตามถ้าอ่านประกอบกับมาตรา 4 และมาตรา 30 แล้วก็อาจพอตีความได้โดยอานุโลม ในคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง และบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา
ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่าคนลาวที่อยู่ในประเทศย่อมได้รับสิทธิในทางกระบวนการยุติธรรมภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
6.2.2. พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์
จากจากการศึกษาถึงสิทธิในขบวนการยุติทำของคนลาวภายใต้พระราชบัญญัติแรงงาน สัมพันธ์พบว่ากฎหมายแรงงานสัมพันธ์ของไทยได้บัญญัติถึงสิทธิในขบวนการยุติทำ ในนั้นยังได้มีศาลแรงงานเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับแรงงานโดยตรง ถ้าหากไม่สามรถที่เจรจากันได้ระหว่างลูกจ้างกับนายนั้นทั้งกรณียังสามารถยื่นคำร้องฟ้องไปยังศาลแรงงานได้เพื่อให้ศาลเป็นกลางในการตัดสินให้บนพื้นฐานแห่งหลักของกฎหมาย และพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน หรือ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ขึ้นในกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับคำร้องและข้อพิพาทแรงงาน ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ อำนาจหน้าที่อื่น