จากการศึกษาพบว่าในรัฐไทยได้มีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานสัมพันธ์และได้มีรับรองสิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ดังต่อไปนี้
5.2.1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ[1]นอกนั้นรัฐธรรมนูญยังได้กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐเพื่อเป็นปฏิบัติ ซึ่งรัฐได้ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ จัดระบบแรงงานสัมพันธ์[2]
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญได้รับรองเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมของบุคคล
5.2.2. พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดแนวทางปฏิบัติต่อกันระหว่างบุคคลสองฝ่ายกล่าวคือ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง เพื่อให้บุคคลทั้งสองฝ่ายได้มีความเข้าใจอันดีต่อกันโดยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน การระงับข้อพิพาทแรงงาน สิทธิของนายจ้างลูกจ้างในการจัดตั้งสมาคมและสหภาพแรงงาน เพื่อแสวงหาและคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับการจ้างงานการจัดสวัสดิการและการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง การจัดตั้งคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อหารือกิจการต่างๆ กับนายจ้างเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน รวมทั้งกำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทแรงงานที่เกิดขึ้นให้ยุติลงโดยเร็วและด้วยความพอใจของทั้งสองฝ่ายมากที่สุด เพื่อให้เกิดความสงบสุขในอุสาหกรรม อันจะนำมาซึ่งความเจริญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม[3]
จากการศึกษาพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ของประเทศไทยพบว่า ได้บัญญัติอนุญาตให้ผู้ใช้แรงงานสามารถที่จะรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานได้ แต่ทั้งนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีสัญชาติไทย[4] ซึ่งในกรณีนี้ผู้เขียนมีความเห็นต่างกันแยกออกเป็นสองฝ่ายด้วยกันคือ ความเห็นแรกเห็นว่าบทบัญญัตินี้เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญให้สิทธิลูกจ้างในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานนั้นเป็นเรื่องที่มุ่งจะลูกจ้างมีอำนาจต่อรองนายจ้างและหากมีกรณีพิพาทก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ ซึ่งหากสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยได้ในชั้นนี้ เรื่องก็ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองแรงงานทางศาล ดังนั้นเมื่อมีการบัญญัติห้ามมิให้ลูกจ้าง ซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเข้าร่วมเป็นสหภาพแรงงานได้ กรณีนี้จึงเป็นการที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และในความเห็นที่ สองความเห็นว่าบทบัญญัตินี้เป็นบทบัญญัติไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นให้อำนาจแก่รัฐสามารถจำกัดสิทธิในการเข้าร่วมสหภาพแรงงานต่อคนบางกลุ่มได้ หากพิจารณาเห็นว่าจะเป็นในทางที่กระทบต่อความมั่นคงและเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวม
ผู้เขียนเห็นว่าบทบัญญัติที่ห้ามมิให้คนที่ไม่มีสัญชาติเข้าร่วมหรือก่อตั้งสหภาพแรงงานนั้นเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการเสริมสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยมุ่งที่จะให้เกิดการต่อรองระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งการที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิในการเข้าร่วมหรือก่อตั้งสหภาพแรงงานนั้นก็เพื่อที่จะให้เกิดความเป็นธรรมในการจ้างงาน และเป็นการลดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศาล
ดังนั้นในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า มาตรา 88 แห่ง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์เป็นบทบัญญัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวมาแล้วในข้อที่1กล่าวคือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และอนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ
[1]มาตรา 64, แห่ง รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.
[2]มาตรา 84 วรรค 7, พึ่งอ้าง.
[3]ชลิดา โตสิตระกูล, สิทธิในการทำงานของคนต่างด้าวในประเทศไทย ศึกษากระบวนการในการเข้าสู่สิทธิในการทำงานในประเทศไทย,วิทยานิพนธ์ มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ. 2548.น.
[4]มาตรา 88 แห่ง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บัญญัติไว้ว่า “ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพ แรงงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันหรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างที่คนบรรลุนิติภาวะและมีสัญชาติไทย”