ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายที่รับรองสิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ทั้งกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของรัฐไทยว่ามีอนุสัญญาอาไรบ้างและกฎหมายภายในของรัฐไทย ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ ฯ ดังกล่าว และได้กำหนดไว้ในกฎหมายหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะได้ทำการศึกษาเป็นแต่ละกรณีดังต่อไปนี้
5.1. ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
จากการศึกษาถึงกฎหมายที่รับรองสิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศพบว่า มีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ และอนุสัญญาแรงงานระหว่าประเทศ ดังต่อไปนี้
5.1.1.ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาในเรื่องสิทธิในด้านแรงงานสัมพันธ์ กล่าวคือ สิทธิที่ในการก่อตั้ง และเข้าร่วมสหภาพแรงงานภายใต้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ว่าจะมีการรับรองและมีการบัญญัติในปฏิญญา ฯ หรือไม่กล่าวคือ
สิทธิในด้านแรงงานสัมพันธ์นี้ ในปฏิญญาสากล ฯ ฉบับนี้ได้บัญญัติรับรองไว้[1]ก็เนื่องเหตุผลที่ว่า เป็นเรื่องปกติที่นายจ้างมีอำนาจในการต่อรองมากกว่าลูกจ้าง ซึ่งกรณีนี้หากปล่อยให้มีกรณีเช่นนี้ขึ้นโดยไม่มีการควบคุมแล้ว ผลที่ตามมา คืออาจละเมิดสิทธิด้านการทำงานได้ ดังนั้น การที่เปิดโอกาสให้ลูกจ้างสามารถก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานได้ ก็อาจบรรเทาปัญหาอำนาจต่อรองที่มีไม่เท่าเทียมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างได้
ดังนั้น การบัญญัติสิทธิในการทำงานในลักษณะนี้ ก็เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกจ้างนั้นเอง
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าสิทธิในการทำงานภายใต้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้เป็นการบัญญัติรับรองสิทธิในการทำงานใน 3 ลักษณะ คือ (1) สิทธิที่จะมีงานทำ (2) สิทธิที่จะรับการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (3) สิทธิในการเข้าร่วมสหภาพแรงงาน ทั้งนี้เพราะสิทธิในการทำงานทั้ง 3 ลักษณะนี่ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญอันเกี่ยวข้องกับการทำงาน ซึ่งหากขาดอันใดอันหนึ่งไปแล้ว การบัญญัติรับรองสิทธิในการทำงานนั้น ย่อมไม่บรรลุผลที่จะให้มนุษย์สามารถมีซึ่งปัจจัย 4 เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุข
5.1.2.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ว่าสิทธิดังกล่าวนั้นจะมีสิทธิได้หรือไม่ เพียงใดดังต่อไปนี้
ในประเด็นเรื้องสิทธิในด้านการก่อตั้งหรือเข้าร่วมสหภาพแรงงานนี้ เป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิในลักษณะที่เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไข กล่าวคือ การก่อตั้งหรือเข้าร่วมสหภาพแรงงานนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ขององค์การที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และการจำกัดสิทธิสามารถทำได้หากได้มีการกำหนดโดยกฎหมาย และ ที่จำเป็นในสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ของความมั่นคงแห่งชาติ หรือความสงบเรียบร้อยของส่วนรวม หรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จะเห็นได้ว่า International Covenant on Economic Social and cultural Rights ค.ศ. 1966. นี้ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการทำงานโดยมีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากสิทธิในการทำงานซึ่งได้บัญญัติรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเลย เพียงแต่ได้มีการกำหนดรายละเอียดที่มากขึ้น[2]
5.1.3. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ว่าจะมีสิทธิหรือไม่และอย่างไร
ผลจากศึกษาในส่วนนี้ผู้เขียนพบว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในเสรีภาพการรวมตัวกันเป็นสมาคม รวมทั้งสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานเพื่อปกป้องประโยชน์ของตน การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากการจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น [3]
5.1.4. อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ค.ศ. 1965
ผู้เขียนจะได้ศึกษาสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ บุคคลจะมีสิทธิ และจะได้รับประกันและการเข้าร่วมเพื่อปกป้องประโยชน์อันชอบธรรมของตนได้หรือไม่อย่างไรดังต่อไปนี้
จากการศึกษาในส่วนนี้ได้พบว่าทุกคนมีสิทธิที่จะจัดตั้งและข้าร่วมสหภาพแรงงาน[4]
5.1.5. อนุสัญญาแรงงานระหว่าประเทศ
เพื่อเป็นการทำความเข้าใจอนุสัญญาให้ดีขึ้น ผู้เขียนจะได้นำไปสู่การศึกษาถึงหลักการ
แลเหตุผลที่มีความความสำคัญของการรวมตัวเป็นสมาคมกลุ่มลูกจ้างและนายจ้างภายใต้อนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่าประเทศ นั้นมีหลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมหรือไม่ อย่างไรมีความเป็นมาอย่างไรและมีความสำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศอย่างไรและมีความสำคัญของหลักการเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมเกี่ยวข้องกันมากน้อยเพียงใดต่อต่อกับการคุ้มครองแรงงาน
ก) หลักการเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคม เป็นรูปแบบในการชุมนุมประเภทหนึ่งแต่อย่างไรก็ตามเสรีภาพในการรวมตัวนั้นมีความแตกต่างจากการชุมนุม เนื่องจากลักษณะของเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมจะมีลักษณะที่เป็น “การรวมตัว” ที่ยืนนานกว่า “การชุมนุม” และ การรวมตัวนี้มักจะมีการแต่งตั้งตัวแทนขึ้นและยินยอมรับระเบียบข้อบังคับบางประการ ดังนั้นเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมนี้มีลักษณะที่เป็นถาวร มีองค์กรงานภายในเพื่อปฏิบัติการตามวัตถุประสงค์ได้สมฤทธิ์ผล
นายจ้างและลูกจ้างได้มีความสัมพันธ์กันมาก่อนในยุคที่ทั้งสองฝ่ายจะมีเสรีภาพในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพแรงงานนั้น อยู่ในลักษณะสัญญาเช่าบริการหรือสัญญาจ้างแรงงาน(ocatio conduction operarum) โดยสัญญาเช่าบริการคือ สัญญาการใช้แรงงานกระทำการให้เป็นประโยชน์แก่นายจ้าง โดยมีค่าตอบแทนความผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในยุคนั้นจึงเป็นความผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงาน โดยลูกจ้างตกลงจะทำงานให้กับนายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดระยะเวลาที่ทำงานให้ ซึ่งการเข้าผูกพันตามสัญญาดังกล่าวเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการเข้าทำสัญญา อันเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน[5] อย่างไรก็ตาม ได้เป็นที่ยอมรับกันว่า สัญญาจ้างงานหรือสัญญาเกี่ยวกับการทำงานของมนุษย์ มีลักษณะพิเศษจากสัญญาธรรมดา เนื่องจากลักษณะของการจ้างงานไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนแรงงานกับค่าจ้าง แต่มีความสำคัญทางส่วนตัวระหว่างนายจ้างกและลูกจ้างเกิดขึ้นด้วย เช่น ระบบสมาคมอาชีพในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีข้อบังคับของสมาคมกำหนดหน้าที่ของนายจ้างต่อลูกจ้างฝึกงาน ไม่เพียงแต่จะต้องถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ ความชำนาญในการค้าและการผลิตให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังมีภาระหน้าที่ทางศีลธรรมจรรยาที่จะต้องเลี้ยงดูอบรมบ่มนิสัยให้ลูกจ้างเติบโตขึ้นทั้งในร่างกายและจิตใจตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างอยู่ด้วยและลูกจ้างก็ต้องชื่อสัตย์และรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างอย่างเต็มที่[6]
ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างได้มีจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงเมื่อได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18เนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้แรงงานแทนคน ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาวะการว่างงานเกิดขึ้น แรงงานคนมีมากเกินกว่าความต้องการของตลาดสถานะของนายจ้างจึงอยู่ในภาวะที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าลูกจ้างอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อหลักเสรีภาพในการทำสัญญา ลูกจ้างไม่มีอำนาจต่อรองอีกต่อไป ประกอบกับแนวคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมในสมัยนั้นที่เปิดให้มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างเสรี ผู้ที่ต้องการมีอำนาจเหนือตลาดต้องพยายามลดต้นทุนของตนให้ได้มากเพื่อให้สินค้าขายได้มากและได้กำไรมากด้วยส่งผลให้เกิดความพยายามที่จะลดค่าจ้างแรงงาน ซึ่งสภาวะเหล่านี้ส่งผลให้ลูกจ้างถูกกดค่าแรงงานไม่ได้รับสวัสดิการ ตลอดจนต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่ไม่เป็นทำงานไม่เหมาะสมอย่างยิ่งโดยไม่มีทางเลือกแต่อย่างใด[7]
จากสภาพการความเลวร้ายที่เกิดขึ้นทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสังคมได้รวมตัวกันเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา เพิ่มค่าแรงงาน ให้สวัสดิการ ตลอดจนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการทำงาน โดยใช้เงื่อนไขของการรวมตัวนัดหยุดงานเพื่อความเป็นธรรมในสังคม การรวมตัวของลูกจ้างนี้เป็นวิธีการสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้างผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่าเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตนเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งในที่สุดการรวมตัวกันเป็นสมาคมได้กายเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในแต่ละประเทศ
ข) ความสำคัญของหลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคม
จากการศึกษาความเป็นมาของหลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมข้างต้นจะเห็นได้ว่า หลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานของลูกจ้าง และการรวมตัวดังกล่าวก็เพื่อให้ลูกจ้างมีสถานะเท่าเทียมกับนายจ้าง[8] อันจะเป็นผลให้ลูกจ้างมีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง นอกจากนี้ หลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมนั้น ยังมีความสำคัญยิ่งต่อโครงสร้างไตรภาคี ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักในการดำเนินงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายลูกจ้างและภาครัฐเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาแรงงาน โดยหลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมจะเป็นหลักประกันพื้นฐานที่คุ้มครองไม่ให้รัฐเข้ามาแทรกแซง[9]การทำงานขององค์กรนายจ้างหรือลูกจ้างที่ดำเนินไปเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางแรงงานของตน ดังนั้น หลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคม จึงจัดว่าว่าเป็นหลักการสำคัญสำหลับสิทธิของนายจ้างและลูกจ้างที่มีไว้เพื่อความยุติธรรมของสังคม[10]
[1]ข้อ 23 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948.
[2] ภาค 3 ข้อ 8, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม, ค.ศ. 1966.
1.รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับที่จะประกัน
(ก)สิทธิของทุกคนที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงานและเข้าร่วมสหภาพแรงงานตามที่ตนเลือกเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของตน ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ขององค์การที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ห้ามจำกัดการใช้สิทธินี้นอกจากที่ได้กำหนดโดยกฎหมายและที่จำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ความสงบเรียบร้อยของส่วนรวมหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น
(ข)สิทธิของสหภาพแรงงานที่จะจัดตั้งสหพันธ์หรือสมาพันธ์แห่งชาติและสิทธิของสมาพันธ์แห่งชาติที่จะก่อตั้งหรือเข้าร่วมกับองค์การสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ
(ค)สิทธิของสหภาพแรงงานที่จะดำเนินงานอย่างเสรีโดยไม่ขึ้นอยู่กับการจำกัดใดนอกจากที่ได้กำหนดโดยกฎหมายและซึ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของความมั่นคงแห่งชาติหรือความสงบเรียบร้อยของส่วนรวมหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
(ง)สิทธิที่จะนัดหยุดงาน หากใช้สิทธิโดยสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศนั้น
2.ความในข้อนี้ไม่ห้ามการกำหนดข้อจำกัดอันชอบด้วยกฎหมายในการใช้สิทธิเหล่านี้โดยทหารหรือตำรวจหรือฝ่ายบริหารของรัฐ
3.ไม่มีข้อความใดในข้อนี้ที่ให้อำนาจรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกันค.ศ. ๑๙๔๘ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศให้ใช้มาตรการทางนิติบัญญัติหรือใช้กฎหมายในลักษณะซึ่งจะทำให้เสื่อมเสียต่อหลักประกันที่ให้ไว้ในอนุสัญญานั้น
[3]ข้อ 22 ,แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ค.ศ. 1966
[4]ข้อ 5 (2), แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ. 1965.
[5]ดู กมล โสตถิโภคา, การคุ้มครองเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานตามกฎหมายไทย, วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542, น.10.
[6]ไพศิษฐ พิพัฒนกุล, คำอธบายกฎหมายแรงงาน, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
[7]รุจิเรข ชุ่มเกสรกูลกิจ, อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่87, ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการจัดตั้ง ค.ศ.1948, วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545.
[8]ดู กมล โสตถิโภคา,อ้างแล้ว.
[9]มาตรา 2 อนุสัญญาฉบับที่87 ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการจัดตั้ง ค.ศ. 1948.
[10]รุจิเรข ชุ่มเกสรกูลกิจ,อ้างแล้ว.