ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมายต่างๆที่รับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ทั้งกฎหมาย
ระหว่างประเทศตลอดถึงกฎหมายภายในของรัฐไทยทั้งกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภาย
ในของรัฐไทยนั้นจะได้การคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรมต่อคนลาวในประเทศไทยได้หรือไม่ เพียงใดดังต่อไปนี้
6.1. ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
จากการศึกษากฎหมายที่รับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของคนลาวในประเทศไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถพบเห็นกฎหมายด้วยกันกล่าวคือ 1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และ 3) อนุสัญญาแรงงานระหว่าประเทศดังต่อไปนี้
6.1.1.ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948
จากการศึกษาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของคนลาวในประเทศไทยภายใต้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนพบว่ามนุษย์ทุกๆคนต่างมีความเสมอภาคกันในทางกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ ทุกๆคนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาคเท่ากัน ต่อการเลือกปฏิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดต่อปฏิญญาฉบับนี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฏิบัติเช่นนั้น[1] ทุกคนมีสิทธิร้องฟ้องและจะได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพโดยศาลแห่งชาติทีเกี่ยวข้อง ซึ่งอำนาจเนื่องจากการกระทำใดๆอันละเมิดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งตนได้รับจากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ไม่มีบุคคลใดที่จะถูกจับตัว กักขังหรือเนรเทศโดยพลการ ด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างบริบูรณ์ในอันที่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผยโดยศาลซึ่งเป็นอิสระและไร้อคติ ในการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนข้อที่ตนถูกกล่าวหาใดๆทางอาญา
นอกนั้นบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี และบุคคลใดจะถูกถือว่ามีความผิดอันมีโทษทางอาญาใดๆ ด้วยเหตุผลที่ตนได้กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ ซึ่งกฎหมายของประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่มีการกระทำนั้นมิได้ระบุว่าเป็นความผิดทางอาญามิได้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่ใช้อยู่ในขณะที่การกระทำความผิดทางอาญานั้นเกิดขึ้นมิได้ ทุกคนจะไม่ถูกแทรกแซงโดยพลการ ต่อชีวิตเรื่องส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถาน การส่งข่าวสารตลอดจนถึงเกียรติยศและชื่อเสียงของบุคคลนั้นจะทำมิได้ ทุกๆคนมีสิทธิที่จะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากการแทรกสอดและโจมตีดังกล่าว[2]
6.1.2. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966
ในกติกาฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ว่า รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้พิจารณาว่า ตามหลักการซึ่งได้ประกาศไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติการรับรองศักดิ์ศรีที่มีมาแต่กำเนิดและสิทธิเท่าเทียมกันและไม่อาจเพิกถอนได้ของมวลมนุษยชาตินั้นเป็นรากฐานของเสรีภาพความยุติธรรมและสันติภาพในโลกรับรองว่าสิทธิเหล่านี้มาจากศักดิ์ศรีแต่กำเนิดของมนุษย์รับรองว่า ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อุดมการณ์ที่ว่าเสรีชนจะต้องปลอดจากความกลัวและความขาดแคลนนั้น จะสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อมีการสร้างสภาวะซึ่งทุกคนจะได้รับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
นอกนั้นในกติกา ฯ ฉบับนี้ยังได้กำหนดให้รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิในการทำงาน ซึ่งรวมทั้งสิทธิของทุกคนในโอกาสที่จะหาเลี้ยงชีพโดยงานซึ่งตนเลือกหรือรับอย่างเสรี และจะดำเนินขั้นตอนที่เหมาะสมในการปกป้องสิทธินี้ และ ขั้นตอนซึ่งรัฐภาคีแห่งกติกานี้จะต้องดำเนินเพื่อให้บรรลุผลในการทำให้สิทธินี้เป็นจริงอย่างบริบูรณ์ จะต้องรวมถึงการให้คำแนะนำทางเทคนิคและวิชาชีพและโครงการฝึกอบรม นโยบายและเทคนิคที่จะทำให้บรรลุผลในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ และการจ้างงานอย่างบริบูรณ์และเป็นประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขทั้งหลายที่เป็นการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคล[3] รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสภาพการทำงานที่ยุติธรรมและน่าพึงพอใจซึ่งประกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง
6.1.3.อนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่าประเทศ
จากการศึกษากฎหมายที่รับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมภายใต้อนุสัญญาแรงงานระหว่าประเทศที่ไทยได้เข้าเป็นภาคีถึง13ฉบับนั้น ผู้เขียนยังไม่สามารถพบเห็นโดยตรงในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม แต่ถึงอย่างไรก็ตามอนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่าประเทศนั้นยังได้กำหนดถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน คุ้มครองแรงงาน การเกณฑ์แรงงานหรือแรงงานบังคับ การเลือกในการจ้างงานและอาชีพ เป็นต้น นอกนั้นก็ยังได้มีการกำหนดแนวนโยบายให้รัฐเป็นแนวปฏิบัติด้วย