วิจารณ์สามก๊ก

ขงเบ้งสิ้นบุญไปแล้วเมื่อคืน ส่วนสุมาอี้ยังคงอยู่และจะค่อยๆ มีอำนาจต่อไป... การประลองยุทธ์ประลองความคิดระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้ทำให้ผู้เขียนจินตนาการเชิงเปรียบเทียบในการเล่นหมากรุกในฐานะที่พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง...

ตอนอยู่ป.๖ หรือ ป.๗ (ไม่แน่ใจ ?) ผู้เขียนไปนอนโรงเรียนกับเพื่อน ค่อนข้างดึกก็เดินเล่นไปยังห้องครูเวรซึ่งกำลังประลองหมากรุกกัน... เมื่อคุณครูท่านหนึ่งเลิกเล่นแล้วขอตัวไปพักผ่อน ผู้เขียนก็เข้าไปสอบถามวิธีการเล่นกับคุณครูอีกท่าน นั่นคือ ครั้งแรกที่ได้ความรู้มานิดๆ หน่อยๆ (จำชื่อคุณครูท่านนี้ไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าอายุค่อนข้างมาก ใจดี ติดดิน)

ตอนนั้นบ้านผู้เขียนเลี้ยงหมู และผูกเศษอาหารในค่ายทหารเรือเป็นรายเดือน  ตอนเย็นผู้เขียนจะปั่นสามล้อไปเก็บเศษอาหารที่โรงเลี้ยงในค่ายเสมอ... ที่โรงเลี้ยงมีกระดานหมากรุกอยู่ด้วย  ครั้งหนึ่งว่างจึงชวนพี่ทหารเล่นด้วยกัน ซึ่งนั้นเป็นการเล่นหมากรุกครั้งแรก... เล่นๆ ไป ก็มีปัญหาว่าพี่ทหารรุกฆาตเพื่อกินเรือหรือกินขุน ผู้เขียนคิดว่า เรือเดินได้ไกลและยาว ส่วนขุนเดินได้ครั้งละก้าว ไม่เห็นว่ามีประโยชน์อะไร จึงยอมให้กินขุน (5 5 5...) พี่ทหารจึงกินขุนไป... พวกพี่ๆ ทหารที่นั่งดูเป็นกองเชียร์อยู่ก็หัวเราะกันลั่นเลย (5 5 5....)

ต่อมาผู้เขียนก็ค่อยๆ ซึมซับการเล่นหมากรุกเพิ่มขึ้น รู้ว่าขุนเปรียบดังพระราชา ไม่สามารถตายได้... ส่วนตัวอื่นเป็นเพียงบริวาร ถ้าขุนยังไม่ตายก็ยังไม่ถือว่าแพ้ และยังมีโอกาสชนะหรือเสมอ...

ผู้เขียนก็เล่นหมากรุกเรื่อยมา และเมื่อมาบวชอยู่ในวัด คราวใดที่เจอกระดานหมากรุก หรือมีเซียนหมากรุกเข้ามาบวชในวัด  ก็มักจะลองวิชากันเสมอ... และก็มีพระหนุ่มเณรน้อยอีกหลายรูปที่ได้วิชาหมากรุกไปจากผู้เขียน...

.................

ถ้าเทียบเซียนหมากรุก ขงเบ้งคือผู้เฉลียวฉลาดและมีความชำนาญสูงกว่าสุมาอี้... แต่สำหรับนักเลงหมากรุกจะรู้ว่า หมากรุกสู้ครู นั่นคือ ผู้ที่ถูกสอนมักจะค่อยๆ พัฒนาการในการเล่นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั้งบางคนสามารถชนะผู้ที่สอนตนเองได้... ซึ่งผู้เขียนก็เคยหัดให้เณรเล่นจนกระทั้งสามารถเอาชนะผู้เขียนมาได้แล้ว...

สุมาอี้ก็เช่นเดียวกัน ตั้งรับอย่างไม่ประมาท มักถือคติปลอดภัยไว้ก่อน นั่นคือ แม้ไม่ชนะก็ไม่แพ้... สุมาอี้ค่อยๆ เรียนรู้จากความล้มเหลวของตนเอง ค่อยๆ หาช่องโอกาส เมื่อยังไม่มีก็ไม่ผลีผลาม... มักประเมินคู่ต่อสู้คือขงเบ้ง แม้จะเพลี่ยงพล้ำบ้าง แต่ก็ไม่เคยแพ้สิ้นกระดาน... แต่บางครั้งสุมาอี้ก็สามารถตีโต้จนกระทั้งขงเบ้งเพลี่ยงพล้ำเหมือนกัน...

นักเลงหมากรุกจะรู้ว่า อุปนิสัยของผู้เล่นแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนคิดแผนดี โจมตีฉับไว ถ้าตั้งรับไม่ดีก็อาจถูกรุกจนได้ไม่ยาก... แต่เซียนประเภทนี้มักจะใจร้อน ขาดความรอบคอบ การเล่นกับผู้เล่นทำนองนี้จะต้องตั้งรับอย่างรัดกุมไม่ผลีผลาม แล้วค่อยๆ หาช่องว่างเข้าไปตี หรือค่อยๆ ริดรอนขุมกำลังของคู่ต่อสู้... ผู้เขียนคิดว่า สุมาอี้ใช้วิธีการนี้

อีกอย่างหนึ่ง เซียนหมากรุกทุกคนมีจุดอ่อน การจะเอาชนะได้ ก็ต้องโจมตีที่จุดอ่อนของคู่ต่อสู้... ตามที่ผ่านมา ขงเบ้งใช้ทุกวิถีทางเพื่อชนะคู่ต่อสู้ เช่น ใช้จดหมายไปเยาะเย้ยถากถางโจจิ๋น จนกระทั้งช้ำใจตาย เป็นต้น... ส่วนสุมาอี้ ประเมินกำลังแล้วว่าตนเองไม่สามารถสู้ขงเบ้งได้ จึงใช้วิธีตั้งมั้นอย่างสุขุมรอบคอบ แม้ขงเบ้งจะส่งเสื้อผ้าผู้หญิงมาเยาะเย้ย แต่กลับไม่เป็นผลสำหรับสุมาอี้...

สรุปว่า หมากรุกกระดานนี้ สุมาอี้เป็นผู้ชนะ เพราะขงเบ้งหมดเวลา กรรมการจึงปรับแพ้ และนี้ก็คือความจริงที่การเล่นหมากรุกมีกำหนดเวลาไว้ด้วย...

 ..........

อนึ่ง ในฐานะที่ผู้เขียนผ่านพบเซียนหมากรุกมาพอสมควร ยืนยันได้ว่า เซียนหมากรุกใช่ว่าจะฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิตจริงทุกคน... บางคนขี้เกียจทำงาน ครอบครัวไม่มี อาศัยเที่ยวไปตามวัดวา และบ้านญาติที่พอรู้จักพึ่งพิงได้ เท่านั้น... บางคนคร้านต่อการคิดวิเคราะห์เอกสาร จึงเขียนวิทยานิพนธ์ไม่สำเร็จ (ถ้าคิดวิเคราะห์เหมือนในกระดานหมากรุกคงจะจบ 5 5 5...)...

ส่วนผู้เขียนเอง ตอนหลังเอาดีไม่ค่อยได้ในวิชาหมากรุก เล่นกับใครบางคน ถ้ามัวยึกยักถอยหน้าถอยหลัง ผู้เขียนขี้เกียจรอ จึงมักบุกตลุยแล้วก็แพ้เกือบทุกครั้ง จนกระทั้งเพื่อนที่คุ้นเคยกันไม่ค่อยชอบเล่นกับผู้เขียน โดยอ้างว่า ผู้เขียนเล่นไม่จริง ชอบบวชเรื่อย... (5 5 5)