กิจกรรมบางส่วน ที่ผู้บันทึกไปร่วมในวันหยุดช่วงเทศกาลวันสงกรานต์
วันสงกรานต์ได้มีโอกาส ไปเยี่ยมญาติ( 14 เมษายน 51 )ที่ อ. ดอนมดแดง จ. อุบลราชธานี และได้ไปร่วมทำบุญ สงน้ำพระ ขอพรจากญาติผู้ใหญ่


และการไปพักผ่อนนอกบ้าน และเป็นวันที่อากาศร้อบอบอ้าว จึงได้นำเด็กๆ ไปเล่นน้ำ ที่ หาดบุ่งสระพัง อ.ดอนมดแดง จ. อุบลราชธานี


ในร้านอาหาร ณ หาดบุ่งสระพัง ให้บริการกินกล้วยฟรี
(ในขณะที่รออาหาร ทำให้ลดความกระหายหิวลงได้)


และลองมาชมดอกไม้ในป่า และร่วมทายชื่อดอกไม้ที่เห็นในภาพ ไม่ทราบว่ามีชื่อว่า "ดอกอะไร "
ใครทราบชื่อช่วยบอกหน่อยค่ะ


วันสงกรานต์ได้มีโอกาสไปเยี่ยมญาติเป็นสิ่งที่ดีมากๆเลยครับ
บรรยากาศก็ดี คงมีความสุขกันนะครับ
สวัสดีค่ะน้องเอก
สวัสดีค่ะ ดอกไม้น้อย
อยากทราบประวัติเกี่ยวกับบุ่งสระพังครับว่าเป็นมาอย่างไร
สวัสดีค่ะ. คนอุบล
บ้านปากน้ำ วัดป่าพระพิฆเณศวร์ หาดบุ่งสระพัง แหล่งท่องเที่ยว อุบลราชธานี
บ้านปากน้ำ(บุ่งสระพัง)
แหล่งชุมนุม คมนาคม เมื่ออดีตกาล และ แหล่งท่องเที่ยว หาดบุ่งสระพัง ของ จังหวัดอุบลราชธานี
บ้านปากน้ำ บุ่งสระพัง ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี บนเส้นทางกิโลเมตรที่ 11 ( เดิมขึ้นอยู่กับ อำเภอดอนมดแดง ) เป็น หมู่บ้าน ที่ค่อนข้างจะมีความอุดมสมบูรณ์ หากเปรียบเทียบกับ หมู่บ้านในละแวกเดียวกัน เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำมูล นอกจากนั้น ยังมีสายน้ำสายหนึ่งแยกตัวออกมาจาก แม่น้ำมูล ทอดตัวเข้ามาในบริเวณหมู่บ้าน เรียกว่า “ บุ่งสระพัง ” เมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำใน แม่น้ำมูลลด ลง หาดทราย ก็จะผุดขึ้นตรงบริเวณ ปากบุ่งสระพัง ทอดตัวขาวโพลนไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ซึ่งเป็นร่องน้ำลึก
หาดบุ่งสระพัง จึงกลายเป็น หาดทรายทะเลน้ำจืด ที่ผู้คน หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศของจังหวัดอุบลราชธานี ได้มาอาศัยพักผ่อนในวันหยุด บุ่งสระพัง อุดมไปด้วยพันธุ์ปลานานาชนิด ประชาชนในชุมชุนใกล้เคียงได้อาศัยแม่น้ำมูลและบุ่งสระพังในการประกอบอาชีพ บ้านปากน้ำ จึงเป็นที่รู้จักในนาม บุ่งสระพัง อีกชื่อหนึ่งด้วย บ้านปากน้ำ ยังเป็น เป็น แหล่งโบราณคดีชุมชน โบราณที่สำคัญของ จังหวัดอุบลราชธานี หนองน้ำที่แยกตัวออกมาจากแม่น้ำมูล มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ปลานานาชนิด มีเกาะตรงกลางเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ชาวบ้านเรียกว่า “ บุ่งสระพัง ” เดิมหมู่บ้าน ตั้งอยู่ ริมแม่น้ำมูล ตรงบริเวณ ปาก ทาง น้ำบุ่งสระพัง อันเป็นชุมชน โบราณ บุ่งสระพัง ซึ่งเป็นที่ตั้ง วัดป่าพิฆเณศวร์ สถานที่ตั้งเดิมของหมู่บ้าน ตั้งอยู่ในสถานที่ซึ่งเคยเป็นชุมชนเก่าแก่มาตั้งแต่บรรพกาล
เพราะที่วัดป่าพิฆเณศวร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่บ้านเดิมนั้น มี โบราณสถาน โบราณวัตถุ หลายๆ อย่างบ่งบอกให้ทราบว่ามีชุมชนตั้งหลักแหล่งอยู่ก่อน การย้ายหมู่บ้านออกจากบริเวณ บุ่งสระพัง น่าจะเกิดจากการที่น้ำท่วมบ่อย ทำให้ชาวบ้านไม่สะดวกที่จะตั้งหมู่บ้านอยู่อาศัยในบริเวณริมน้ำดังกล่าว จึงอพยพออกจากที่ลุ่มหนีน้ำขึ้นสู่ที่ดอน อันเป็นสถานที่ตั้งหมู่บ้านในปัจจุบัน การย้ายหมู่บ้านจาก บุ่งสระพังมา ตั้งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับย้าย ค่ายบ้านมดแดง ไปตั้งมั่นที่ ห้วยแจระแม ก่อนจะย้ายหนีน้ำอีกครั้งไปสร้างเมืองขึ้นที่ ดงอู่ผึ้ง เนื่องจาก บุ่งสระพังอยู่ ในบริเวณเส้นทางการตั้ง ค่ายบ้าน ดอนมดแดง ของ เจ้าพระวอ
ดังปรากฏในประวัติการสถาปนา เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ว่า “ ครั้นลุปีกุน พ.ศ. 2319 เกิดน้ำท่วมใหญ่ น้ำได้ท่วม ค่ายบ้านดอนมดแดง พระประทุมสุรราช จึงได้อพยพไพร่พลหนีน้ำไปอยู่ในที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ที่ใกล้ ห้วยแจระแม เมื่อน้ำลดแล้วจึงได้หาที่ตั้งเมืองใหม่ เพี้ยพลอาสา เพี้ยพบบ่อหน และเมืองกลาง ได้พบดงใหญ่ ซึ่งอยู่ ริมแม่น้ำมูล เป็นที่ดอนสูงน้ำไม่ท่วม เห็นเป็นชัยภูมิดีเหมาะที่จะสร้างเมืองได้ จึงแจ้งให้ พระปทุมสุรราช (คำผง) ทราบ และไปดูที่จะสร้างเมือง ในปี พ.ศ. 2320 พระปทุมสุรราช จึงได้อพยพไพร่พลมาสร้างบ้าน สร้างเมือง ที่ ดงอู่ผึ้ง สร้างเมืองอยู่ 2 ปี จึงแล้วเสร็จ ให้มีใบบอกลงไปกราบทูล พระเจ้ากรุงธนบุรี ให้ทรงทราบว่าได้ย้ายสถานที่ตั้งเมืองใหม่ ” นักโบราณคดี เชื่อว่า บริเวณ บุ่งสระพัง แหล่งชุมชนโบราณ ซึ่งเป็น ที่ตั้งหมู่ บ้านปากน้ำ แต่เดิมนั้น เป็นที่ชุมนุมการคมนาคมอีกแห่งหนึ่งของผู้คนในภูมิภาคนี้ และน่าจะเป็นแหล่งที่เป็นศูนย์รวมของชุมชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ที่โยกย้ายถิ่นฐานเข้าอยู่อาศัย หมุนเวียนสลับกันไป มีความเจริญรุ่งเรืองสลับกับความถดถอย หลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีที่บริเวณ วัดป่าพิฆเณศวร์ ตลอดจนโบราณวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้านปากน้ำ สอดรับกับข้อมูลการสำรวจโบราณคดีตามโครงการเขื่อนปากมูล
เมื่อปี พ.ศ. 2525 ซึ่งได้พบหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ตามแหล่งต่างๆ รวมทั้งวัดในพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นตาม ลุ่มแม่น้ำมูล หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในบริเวณที่ราบ ลุ่มแม่น้ำมูล จนถึง โขงเจียม ได้แก่ ขวานหินขัดแบบมีบ่า คณะผู้วิจัยกำหนดอายุขวานหินขัดดังกล่าว ราว 3,500 ปี มาแล้ว แหล่งโบราณคดี ก่อนประวัติศาสตร์ บ้านก้านเหลือง อายุราว 500–800 ปีก่อน ค.ศ. แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์โนนเจ้าปู่บ้านบุ่งมะแลง อำเภอวารินชำราบ อายุ ราว 500–800 ปีก่อน ค.ศ. เป็นต้น ส่วนหลักฐาน ทางโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ จนถึงการตั้งเป็นชุมชนนั้น พบอยู่ทั่วไปตามลุ่มแม่น้ำมูลมีอายุราว 12–13 ศตวรรษขึ้นมา แหล่งโบราณคดียุคประวัติศาสตร์รุ่นเก่าที่สุดพบ
มากบริเวณวัดภูเขาแก้ว บ้านสะพือเหนือ ในเขตอำเภอพิบูลมังสาหาร สำหรับชุมชนโบราณบุ่งสระพัง บริเวณวัดป่าพิฆเณศวร์ บ้านปากน้ำ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีรายการขุดพบพระพิฆเณศวร์ประติมากรรมหินทราย ศิลปะขอม ราวพุทธศตวรรษที่ 13 อายุประมาณ 1300 ปี เครื่องปั้นดินเผา เสมาหินทราย พระพุทธรูปหินทราย ยุคทวารวดี เป็นต้น จากหลักฐานดังกล่าว นักโบราณคดีเชื่อว่า บริเวณดังกล่าวเป็นที่ชุมนุมการคนมาคมอีกแห่งหนึ่ง
เป็นผลทำให้ศิลปวัฒนธรรมสมัยก่อนเมืองพระนคร และสมัยเริ่มแรกของเมืองพระนคร ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาจนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 แพร่กระจายออกไปในภูมิภาคนี้ การอพยพผู้คนเข้ามาตั้งชุมชนอีสาน โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มน้ำมูล นักโบราณคดีเชื่อว่าเริ่มมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบหลักฐานขวานหินขัดแบบมีบ่า ซึ่งเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมยุคอาณาจักรเจนละ (ราวพุทธศตวรรษที่ 11- 12) ซึ่งเขมรสมัยก่อนเมืองยุคเมืองพระนคร กษัตริย์เขมรแยกตัวออกมาจากอาณาจักรฟูนัน สร้างเมืองขึ้น ซึ่งต่อมากษัตริย์เจนละก็สามารถยึดครองฟูนันได้ราวพุทธศตวรรษที่12 อิทธิพลของพราหมณ์ยุควัฒนธรรมเจนละนี้ เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นปกครอง แต่ไม่เป็นที่นิยมของหมู่ชนพื้นเมือง ในช่วงกษัตริย์ยุคเจนละมีอิทธิพลในอีสานที่สำคัญ คือ ศิลาจารึกสองหลักพบที่บริเวณบ้านคันเทวดา อำเภอโขงเจียม อุบลราชธานี ศิลาจารึกที่ปากโดมน้อย ศิลาจารึกที่ถ้ำภูหมาไน และศิลาจารึกที่วัดสุปัฏนาราม ระบุว่าจารึกขึ้นราวพุทธ
ศตวรรษที่ 12 เป็นของ เจ้าชายจิตเสนกุมาร กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรเจนละ พรรณนาถึงการปราบปรามหัวเมืองน้อยใหญ่ และเป็นการประกาศความยิ่งใหญ่เหนือดินแดนปากน้ำมูล ต่อมาอาณาจักรเจนละแตกออกเป็น 2 สาขา คือ เจนละบกทางเหนือ และเจนละน้ำทางใต้ ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 อิทธิพลของเจนละในอีสานจึงอ่อนกำลังลง และสิ้นอำนาจ
ลงในที่สุด ยุควัฒนธรรมทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ 12-15) ภายหลัง อาณาจักรเจนละ เสื่อมอำนาจลง วัฒนธรรมทวารวดี มีพื้นฐาน พุทธศาสนา จากอินเดีย ซึ่งศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองอยู่ที่ภาคกลางของไทย เริ่มเข้ามามีอิทธิพล และได้รับความนิยมแพร่หลายเกือบทั่วทั้งอีสานอย่างรวดเร็ว สำหรับบริเวณ วัดป่าพิฆเณศวร์ มีการพบ เสมาหินทราย อันเป็น ศิลปะยุค
ทวารวดี ภายหลัง อาณาจักรเจนละเสื่อมอำนาจลง พระพุทธศาสนายุคทวารวดี ก็เข้ามารุ่งเรืองแทนที่ วัฒนธรรมเขมรยุค เมืองพระนคร (ราวพุทธศตวรรษที่ 15–18) หลัง จากพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงรวบรวม อาณาจักรเจนละบก และ เจนละน้ำเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 14 แล้ว กษัตริย์เขมรอีกองค์หนึ่งได้สร้างเมืองพระนครขึ้นราว ต้นพุทธศตวรรษที่ 15 และตั้งแต่นั้นมาอำนาจเขมรเมืองพระนครก็ได้แผ่ปกคลุมไปทั่วอีสานอีกครั้ง หลักฐานโบราณวัตถุ บริเวณ วัดป่าพิฆเณศวร์ เชื่อว่าน่าจะเป็นเทวสถานของ ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรเจนละมาก่อน เพราะมีการขุดพบ พระพิฆเณศวร์หินทราย อายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 13 และพบ พระพุทธรูปหินทรายนาคปรก ศิลปะแบบเขมร ในบริเวณดังกล่าวด้วย ภายหลังสิ้นสุดเขมรยุคเมืองพระนคร ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 23 เป็นต้นมา ได้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐาน
ของประชาชนเข้าสู่บริเวณลุ่มน้ำมูลอีกครั้ง การอพยพครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ ราว พ.ศ. 2231 เมื่อเวียงจันทน์ เกิดจลาจล ท่านพระครูโพนสะเม็ก ผู้เป็นที่เคารพนับถือของ ชาวลาว ได้อพยพผู้คนราว 3,000 คนพร้อม เจ้าหน่อกษัตริย์ และพระมารดาผู้เป็นมเหสีของ เจ้าเวียงจันทน์ ที่ถึงแก่พิราลัยกลางจลาจลครั้งนั้น หนีภัยไปอยู่ในเขตเขมร ต่อมาย้ายมาที่จำปาศักดิ์และตั้ง เจ้าหน่อกษัตริย์ ขึ้นเป็นเจ้าปกครอง มีเขตแดนตามลำน้ำมูลเชื่อมระหว่าง อุบลราชธานี ถึง ศรีสะเกษ การอพยพครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2313–2319 เมื่อประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง สืบเชื้อสายจาก นครเชียงรุ้ง แสนหวีฟ้า ภายใต้การนำของเจ้าพระตา เจ้าพระวอ ได้อพยพมาตั้งรกรากในเขต บ้านดอนมดแดง และตั้ง เมืองอุบลราชธานี ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2335 การอพยพใหญ่ทั้งสองครั้ง ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างชนชาติในดินแดนอีสาน รวมไปถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ศิลปวรรณคดีตามลุ่มแม่น้ำมูล บริเวณ บ้านปากน้ำ บุ่งสระพัง จึงน่าจะเป็นแหล่งที่ประชาชนเข้ามาพักอาศัยตั้งแต่บรรพกาล เนื่องจากเป็นสถานที่เหมาะแก่การเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัย ต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคนี้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่มลงสู่แม่น้ำมูลจนถึงหาดทราย น้ำไม่ลึก เหมาะสำหรับลงสู่แม่น้ำได้สะดวก มีการคมนาคมเชื่อมต่อได้หลายด้าน ในขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งของแม่น้ำก็มีแหล่งน้ำ แยกตัวออกจากแม่น้ำมูล ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ปลานานาชนิด เหมาะสำหรับทำการเกษตร , ดูลิ้งค์ ข้อมูลเพิ่มเติม
- ชีวประวัติ พระมงคลธรรมวัตน์ - หลวงพ่อเงิน - วัดป่าพระพิฆเณศวร์ - อุโบสถมิตรภาพ ไทย - อเมริกัน.
เคยได้ไปร่วม งานวัด แห่งนี้ ปีที่แล้ว เห็นแล้ว ต่างก็ดีใจ แทน ชาวบ้าน ที่ ช่วยกัน ร่วมทำงาน แบบ สามัคคี โดย ถ้วนหน้า มีโอกาศ จะ ไปเที่ยวที่ หาดบุ่งสระพัง แน่นอน
สวัสดีค่ะคุณแนน
สวัสดีค่ะ
ผู้ใหญ่บางกลุ่ม ไม่เห็นความสำคัญกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตแบบไทย ๆ
เพราะเข้าใจว่าเด็กสมัยใหม่ไม่สนใจ
เท่าที่เคยจัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียน เขากลับชอบ ตื่นเต้น และมีความสุขที่อยากจะเรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก
ขอขอบพระคุณค่ะ ที่มีสิ่งดี ให้ได้เรียนรู้ค่ะ
สวัสดีค่ะ krukim
หาดบุ่งสระพัง ( ชื่อเดิม) หรือ หาดศรีภิรมย์ ( ชื่อใหม่ )
ตั้งอยู่ที่ บ้านปากน้ำ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ครับ
ไม่ใช่ หาดบุ่งสระพัง อ.ดอนมดแดง จ. อุบลราชธานี น่ะครับ
ข้อมูลท่องเที่ยว ไปที่
http://www.southlaostour.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=350337&Ntype=777
เดี่ยวหา กันไม่เจอ เพราะว่าไม่มี อ.ดอนมดแดง ครับ มีแต่ ตำบล ดอนมดแดง
ขอเชิญชวนดเพื่อนพ้องน้องพี่ หมู่เฮา ไปร่วมงานเทศกาลนมัสการ ปิดทอง สรงน้ำหลวงพ่อเงิน วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (ทางลงหาดศรีภิรมย์)ตั้งแตวันที่ 13-16 เมษายน 2552 ปีนี้ พี่หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ จะไปร่วมพิธีแห่หลวงพ่อเงินด้วย ขบวนแห่หลวงพ่อเงินจะเริ่มตั้งแต่วลา 8.00 น. ของวันที่ในที่ 13 เมษยายน
หนุ่ม ศรราม ไปจริงอะป่าว? อยากไปไหว้พระวัดนี้เหมือนกันครับ มีเพื่อนไปแล้วเขาแนะนำไว้ แต่ยังหาโอกาสไม่ได้ ที่อยากไปไม่ใช่เพราะศรรามหรอกนะ แต่อยากไปเพราะอยากไป อ่ะ ยังงัย
ยินดีต้อนรับทุกท่านหากต้องการมาพักผ่อนได้ที่หาดศรีภิรมย์
เอารูปมาฝาก ศรราม มาจริง ๆ ตัวเป็น ๆ ทราบมาว่า ศรราม ศรัทธา และ เป็นลูกศิษย์ เห็นบอกว่า จะมาบ่อย ๆ หากมีเวลา ซะด้วยซิ เอ้าแม่ยกตามมาดู
http://www.paknamubonclub.com/
ขอบคุณมากค่ะน้องคนบุ่งสระง
เป็นการประชาสัมพันธ์อีกช่องทางหนึ่ง
ขอบคุณมากค่ะน้องคนอุบล ฯ
ทำให้ชาวบล๊อกหาสถานที่ง่ายขึ้น
คงจะได้ ลปรร ในครั้งต่อไป
ขอบคุณที่มาเยี่ยมปิงปิง
ขอบคุณน้องคนปากน้ำ
ที่แนะนำสถานที่ ท่องเที่ยว
ขอบคุณค่ะน้องjohnforn
นำภาพ พี่ศรราม มาให้ชม