สนามบินเวียนนาเขียวไปด้วยสนามหญ้า มีเนินไกลๆ มองไม่เห็นอาคารบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ มีกระต่ายออกมาวิ่งด้วย อากาศดี ท้องฟ้าสดใส

วันที่ ๑๐-๑๑ เมษายน ๒๕๕๑

คืนวันที่ ๑๐ เมษายน ดิฉันจะออกเดินไปไปปารีส จึงรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงานที่สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ จัดการเรื่องต่างๆ ให้เสร็จก่อนเที่ยง รีบรับประทานอาหารกลางวันแล้วเก็บของลงกระเป๋า รถมารับไปส่งที่สนามบินนครศรีธรรมราชตอน ๑๓.๐๐ น.

ออกเดินทางจากนครศรีธรรมราชด้วยนกแอร์ เที่ยวบิน ๑๔.๒๕ น.ถึงดอนเมืองประมาณ ๑๕.๓๐ น.กว่าจะถึงบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ ๑๖ น.กว่าไปแล้ว จากเวลานี้ไปก็ชุลมุนกับการจัดเตรียมเสื้อผ้า ทั้งที่จะเอาไปด้วยและที่ต้องเตรียมเอาไว้ใช้ตอนกลับมา เอากระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักไปเพราะจะต้องเดินทางจากปารีสไปลียงด้วยรถไฟ เกรงจะไม่สะดวก จึงต้องรื้อกระเป๋าจัดแล้วจัดอีกหลายรอบ และคราวนี้ต้องหอบคอมพิวเตอร์ประจำตัวไปด้วย เนื่องจากทำงานไม่ทันหลายอย่าง คาดว่ากลางคืนอาจจะมีเวลาให้ทำงานได้บ้าง

เดิมตั้งใจจะออกจากบ้านไปสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา ๑๙ น. แล้วก็เลื่อนเป็น ๒๐ น. เอาเข้าจริงได้ออกจากบ้านเวลา ๒๐.๔๕ น. ความรีบเร่งบวกกับอากาศร้อนทำเอาเหงื่อหยดไม่ต้องผัดหน้าทาแป้งกันเลย ลูกสาวและลูกเขยขับรถไปส่ง ดิฉันจึงยังสามารถโทรศัพท์คุยฝากงานกับคนโน้นคนนี้ได้อีก

สนามบินสุวรรณภูมิมีคนเยอะ ดูวุ่นวายโดยเฉพาะส่วนที่ตรวจหนังสือเดินทาง ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ผ่านเข้าไปก็เกือบ ๒๓ น.แล้ว ต้องเร่งเดินเพราะไม่รู้ว่า gate อยู่ไกลแค่ไหน เดินผ่านร้านค้า duty free ก็ไม่มีโอกาสเข้าไปชมสินค้าแต่อย่างใด ไปถึง gate ก็ขึ้นเครื่องได้เลย

เที่ยวบิน Austrian OS0026 ออกเดินทางตรงเวลา ๒๓.๕๕ น. เราคือดิฉัน สามี และน้องจุ๊กกุ๋ย เจ้าหน้าที่ของ Handicap International นั่งด้วยกันที่แถว ๒๖ E, F, H ไม่ไกลจากห้องน้ำ เบาะเก้าอี้แข็ง ช่องว่างระหว่างแถวค่อนข้างแคบ ทำให้ปวดเมื่อยคอและหลัง นอนไม่ค่อยหลับ มีเคลิ้มๆ ไปเป็นพักๆ เปลี่ยนท่ายกขาขึ้น-ลงหลายรอบ

มีการเสริฟอาหารบนเครื่องบิน ๒ มื้อ มื้อแรกดิฉันเลือกข้าว (น่าจะ) ผัดกับเนย กุ้ง และผักโขม สลัด crispy pork ซึ่งหมูไม่กรอบแล้ว และของหวานเป็น Tirami Su กำลังหิวพอดี อาหารมีแต่รสเค็มๆ กุ้งก็เป็นกุ้งแช่แข็ง ข้าวก็เป็นประเภทที่ไม่ชอบ จึงรับประทานขนมปังแทน อาหารไม่ค่อยมีกากเราจึงหิวเร็ว ประมาณ ๐๔ น.ตามเวลาท้องถิ่น (ช้ากว่าไทย ~ ๕ ชั่วโมง) ก็เสริฟอาหารมื้อที่ ๒ เป็นแฮม ชีส และโยเกริต์ ดิฉันรับประทานแต่แฮม ขนมปัง และกาแฟ ๒ แก้ว

ถึงสนามบินเวียนนาเวลาประมาณ ๐๕.๓๕ น. วันที่ ๑๑ เมษายน (บินประมาณ ๑๐ ชั่วโมง) เครื่องบินลำนี้ขึ้น-ลงนุ่มนวล ไม่มีอาการแบบเบรกตัวโก่งเหมือนที่เจอในบ้านเราบ่อยๆ อากาศที่สนามบินไม่เย็นมาก ไม่ต้องสวมเสื้อกันหนาว ร้านค้า duty free เปิดประมาณ ๐๖ น.เราได้มีโอกาสสำรวจราคาสินค้าตามร้านต่างๆ แต่ไม่ได้ซื้ออะไร ๐๖.๔๐ น.ได้เวลาขึ้นเครื่องต่อไปปารีส

มองจากหน้าต่างเครื่องบิน เห็นสนามบินเวียนนาเขียวไปด้วยสนามหญ้า มีเนินไกลๆ มองไม่เห็นอาคารบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ มีกระต่ายออกมาวิ่งด้วย อากาศดี ท้องฟ้าสดใส มีแสงแดดให้เห็น ช่วงแรกที่เครื่องบินบินไม่สูงมาก มองลงมาเห็นพื้นดินเขียวๆ สุดสายตา บ้านเรือนไม่แน่นหนา กระจายอยู่เป็นหย่อมๆ เห็นแม่น้ำ ภูเขา ถนนหนทาง

หิวอีกแล้ว มีอาหารเสริฟเมื่อเวลาประมาณ ๐๘ น. เป็นไข่ (คนมั้ง) แฮม ๑ ชิ้น มะเขือเทศย่าง และ homemade dessert เป็นครีมขาวๆ สามีบอกว่ารสคล้ายโยเกริต์แต่ไม่หวาน ดิฉันไม่ชอบไข่แบบนี้เพราะไม่กินอาหารประเภทนมเนย จึงรับประทานแต่ขนมปัง ๒ ชิ้น เพราะคราวนี้ได้ขนมปังร้อนๆ

เมื่อเวลา ๐๘.๕๐ น.กัปตันประกาศว่ากำลัง descend สู่สนามบิน CDG กว่าจะลงจอดเรียบร้อยก็รวมเวลาบินจากเวียนนาถึงปารีสประมาณ ๒ ชั่วโมง ออกจากเครื่องบินมาสัมผัสอากาศข้างนอกเย็นที่เดียวต้องเอาเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่ เรางงๆ กันเล็กน้อยว่าทำไมออกมาที่รับกระเป๋าเลย ไม่เห็นผ่านการตรวจคนเข้าเมือง แล้วก็นึกได้ว่าตอนที่จะขึ้นเครื่องที่เวียนนานั้นมีการตรวจ passport ไปแล้ว

ได้กระเป๋าแล้วออกมาเจอหลานชายมารอรับพอดี เราไปส่งน้องจุ๊กกุ๋ยที่เขต ๑๓ น้องเขานัดกับเพื่อนไว้ที่ร้าน Macdonald แถวๆ นี้ ก่อนหลานจะพานั่งรถชมเมืองรอบๆ รวมทั้งอุโมงค์ที่เลดี้ไดแอนนาประสบอุบัติเหตุด้วย

เอาข้าวของมาเก็บที่อพาตเมนท์ของหลานย่าน Boulonge วันสองวันนี้หลานสะใภ้ซึ่งทำงานอยู่สำนักงานการท่องเที่ยวของไทยในปารีสไม่อยู่ เพราะต้องไปจัดงานสงกรานต์อีกเมืองหนึ่งในประเทศเบลเยี่ยม จะกลับมาในวันอาทิตย์

ได้เวลาบ่ายๆ เราออกไปรับประทานอาหารที่เขต ๑๓ ร้านอาหารไทยชื่อไทยเวียง บ่ายสองแล้วแต่คนก็ยังเยอะ รับประทานอาหารจานเดียวคนละจานพร้อมอาหารกินเล่นอีก ๑ จาน ที่นี่ขอน้ำซุปเพิ่มได้ คิดราคาทั้งหมดเกือบ ๓๐ ยูโร ดูตัวเลขเหมือนไม่แพง แต่พอคิดเป็นเงินไทย โอ้โหตั้ง ๑,๕๐๐ บาท

ไปซื้อกับข้าวเตรียมทำอาหารเย็นวันนี้ เราทำไก่ผัดขิงและมะระต้มกระดูกหมู ตลาดนี้มีอาหารไทยทุกอย่าง แต่ราคาแพงกว่าที่บ้านเราเยอะ ต้นไม้เริ่มมีดอกบานกันแล้ว ซากุระสีชมพูออกดอกบานเต็มต้น มี กลิ่นหอมอ่อนๆ

 

ซากุระแถวย่านไชน่าทาวน์

กลับถึงที่พักเริ่มง่วงจึงไปอาบน้ำและช่วยกันเตรียมอาหารเย็น คุณสามียอมแพ้ความง่วงหลับไปนานเลย

น้องพราว นวลหทัย ลูกสาววัย ๘ ขวบของหลานชายกลับจากโรงเรียนตอน ๑๖ น.กว่า โรงเรียนอยู่ใกล้ที่พัก เดินนิดเดียว หลานชายบอกว่าอยู่ที่นี่เลือกโรงเรียนไม่ได้แต่เลือกที่พักได้ ก็ดีเหมือนกัน อพาตเม้นท์ที่หลานชายพักอยู่ชั้นที่ ๑๐ มองลงไปก็เห็นโรงเรียนที่ลูกสาวเรียนอยู่ เวลาเด็กๆ ออกมาเล่นที่สนามเราก็มองเห็นได้

อาหารมื้อเย็นวันนี้ น้องพราวรับประทานข้าวถึง ๒ จาน บอกว่าอร่อยสุดๆ ช่วงค่ำเราเอาโทรศัพท์มือถือมาเปลี่ยนซิมที่หลานซื้อเอาไว้ให้ เพื่อที่จะใช้ได้ในฝรั่งเศส

เวลาสองสามทุ่มของที่ปารีสยังไม่มืด อากาศตอนหัวค่ำสดใสเลยถ่ายภาพหอไอเฟลที่มองเห็นจากหน้าต่าง apartment ชั้น ๑๐ มาฝาก กลางคืนมีไฟสวย แต่กล้องไม่มีขาตั้ง จึงถ่ายภาพไม่ได้แบบสวยๆ ก่อนนอนเปิดโทรศัพท์มือถือมาดู มีหลายคนโทรศัพท์มาหาหลายคนทีเดียว

 

หอไอเฟล มองจากหน้าต่างที่ apartment <p style="text-align: left;">วัลลา ตันตโยทัย</p>