มังสวิรัติ ปฏิบัติสมาธิ ในค่ายสื่อสารบทเรียนนักเขียน-วิจัยน้อย กับบทสะท้อนวิวาทะการพัฒนาเด็ก “ เก่ง ดี มีสุข???” (ตอนจบ)

ยอดดอย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
กลไกการจัดการงานพัฒนาเด็กถ้าเอาแต่สิทธิหน้าที่และผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง ก็จะแข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ เกิดการแก่งแย่งแข่งขันอิจฉาริษยา เป็นพิษร้ายอยู่ภายใน กลไกเหล่านี้จะมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้ ก็ต้องอาศัยคุณธรรมและกระบวนการทำงานที่เน้น “สุขภาวะ” เป็นน้ำหล่อเลี้ยงนะครับ

ตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงพัฒนาการของคอนเซ็ปต์ค่าย รวมทั้งจุดเน้นที่เปลี่ยนไปนะครับ ว่าแต่เดิมที่เราเน้น เก่ง นำหน้าดี และมีสุข แต่สองปีผ่านไป เราเริ่มเห็นว่าสำหรับกิจกรรมที่นี่ น่าจะให้ความดี มาเป็นปัจจัยแรก แล้วจึงตามด้วยความเก่ง และความสุข

 

ดีที่ว่า สยชช. เป็นองค์กรเล็กๆ ก็เลยพลิกตัวได้เร็ว อะไรเราเห็นว่ามาผิดทาง ประชุมแล้วก็มักจะแก้ไขกันเลย ไม่ต้องมารีรอ

 

ค่ายสื่อสารบทเรียนนักเขียน -วิจัยน้อย เป็นค่ายสุดท้ายของโครงการหนังสือทำมือ สื่อเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์สัมพันธ์ ที่เราได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) ซึ่งเป็นแผนงานหนึ่งของ สสส.  ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากทีเดียวสำหรับเด็กชายขอบที่นี่

 

 

บทเรียนการทำงานด้านสื่อเด็ก : Step by Step

 

บทเรียนที่เราถอดประสบการณ์กันออกมาได้จากการร่วมทุกข์ ร่วมสุข และร่วมปฏิบัติธรรมกัน 2 วันหนึ่งคืน ณ วัดป่าแห่งนี้ ช่วยให้เกิดการทบทวนตัวเอง และมองทิศทางข้างหน้าดังนี้ครับ

 

ในระยะเริ่มต้นของงานสื่อเด็กของเราที่ปางมะผ้า เราเริ่มจากสื่อเล็กๆก่อน คือ การชวนเด็กมาทำหนังสือทำมือกัน แม้จะมีงานฝึกถ่ายทำสารคดีชุมชนมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ต่อยอดอย่างจริงจัง

 

โครงการหนังสือทำมือ จึงเป็นงานสื่อเพื่อเด็กขั้นพื้นฐานที่เดินโครงการได้ง่าย เพราะใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน ลงทุนน้อย แต่ผลในแง่การเรียนรู้มีมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้พื้นฐานจากรากเหง้าของตน การปลูกฝังให้เด็กรักที่จะขีดเขียน รักการศึกษาค้นคว้า รักที่จะทำสื่อดีๆ โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ

 

ปีเศษๆผ่านไป เมื่อเด็กเริ่มจะ ตั้งไข่ ได้แล้ว คือ มีใจรักที่จะเรียนรู้สู่ชุมชน เพื่อชุมชน มีทักษะเกิดขึ้นบ้าง  และเริ่มรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน เกิดแกนนำตามธรรมชาติขึ้น ในขณะที่ตัวผมเองก็คุ้นเคยและ เนียน กับการทำงานในพื้นที่มากขึ้น เป็นที่รู้จักและนับหน้าถือตาจากผู้นำชุมชนต่างๆมากขึ้น ประกอบกับมีเครือข่ายที่รู้จักกว้างขวางเพิ่มเติมจากงานที่ทำอยู่ การเดินงานสื่อเด็กก็เริ่มเป็นระบบ

 

ช่วงนี้ ก็เป็นช่วงสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงของการสร้างแกนนำ และแสวงหาแหล่งความรู้ ช่องทางการเข้าถึงทุน และภาคีเครือข่ายที่รู้ใจในหลายๆระดับ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่กินเวลายาวนาน แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่ง ผมวิเคราะห์เล่นๆว่างานด้านสื่อของ สยชช. ปัจจุบันอยู่ในช่วงนี้

 

ระยะนี้ ผู้นำอย่างผม ก็เลยต้องขลุกอยู่กับการพัฒนาแกนนำ สร้างขวัญกำลังใจแก่พวกเขา ตัวเองยังต้องอ่านหนังสือหาแสวงหาความรู้เพิ่มเติม คบหากับปราชญ์และนักพัฒนาให้กว้างขวาง และยังต้องเดินสายบ่อยครั้งเพื่อเชื่อมกระชับภาคีเครือข่าย จนอยากให้วันหนึ่งๆมีสักสามสิบชั่วโมง

 

ส่วนตัวเองก็อึดอัดใจหลายครั้ง ที่เขียนรายงานต่างๆส่งให้แหล่งทุนล่าช้า ก็ด้วยเพราะภารกิจที่รัดตัวอย่างนี้ แต่ก็ดีใจที่ได้พบว่า แกนนำเยาวชนเริ่มแบ่งเบางานบางอย่างไปได้แล้ว เช่น การจัดสันทนาการ การประเมินผลหลังกิจกรรม ( AAR ) การติดต่อประสานงานผู้นำท้องถิ่น การประสานงานภายในกลุ่มเด็ก

 

การพัฒนาสื่อเด็กในช่วงนี้จนถึงสองปีข้างหน้า ที่เราหารือกันจากค่าย น่าจะมีอยู่สองกลุ่มเป้าหมายครับ คือ

กลุ่มแรก กลุ่มที่เป็นเด็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่ กลุ่มนี้จะใช้กิจกรรมสื่อที่ไม่ซับซ้อน ไม่เน้นความถูกต้องชัดเจนของข้อมูล แต่เน้นให้เด็กเกิดความสุขและแรงบันดาลใจที่จะทำดีผ่านการสร้างสรรค์สื่อในหลายๆรูปแบบตามความชอบความถนัดของเขาและบริบทที่เอื้อ อาจจะเป็น สื่อหนังสือทำมือ สื่อพื้นบ้าน การถ่ายสารคดี ทำข่าว หรือทำละครชุมชน ก็ได้

 

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มเด็กที่ผ่านงานค่ายมาหลายครั้งแล้ว ผ่านการทดสอบทั้งความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน  ทดสอบจิตใจ ความอดทน และความมี จิตอาสา มาแล้วระดับหนึ่ง มีความรับผิดชอบในการทำงาน พวกนี้มีอยู่ไม่มาก แต่เป็นกลุ่มเด็กที่จะถูกพัฒนาขึ้นเป็นแกนนำอย่างต่อเนื่อง เข้มข้น

 

ผมมักจะบอกกับเด็กกลุ่มนี้ว่า  พวกเขาเป็นเด็กไร้สัญชาติ หากรักจะมาทำงานด้านนี้ อนาคตดีๆก็มีอยู่ แต่ต้องอดทนมาทำงาน หากทำดี มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ความอยู่ดีกินดี และสิ่งดีๆอีกมากมายก็จะตามมา

 

แต่การจะเป็นแกนนำเด็กไร้สัญชาติที่มาทำงานกับเด็กชาวเขาและเด็กไร้สัญชาติในพื้นที่นี่ต้องถึงพร้อมทั้งความดี  ความรู้และประสบการณ์ อันนี้ ตัวผมก็ดี องค์กรก็ดี ต้องหนุนเสริมพวกเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และก็มีการประเมินกันอย่างสม่ำเสมอด้วยนะ

 

ส่วนตัวผมเอง ต้องทำงานหลายระดับ ทั้งปีนขึ้นหอคอยเพื่อคุยกับนักวิชาการ แล้วกระโดดลงมาข้างล่างเพื่อทำงานกับเด็กรากหญ้า ยอมรับว่าเหนื่อยมาก ดีที่มีแรงใจจากเมียและลูกน้อย บุพการี ตลอดจนกัลยาณมิตรเบื้องหลัง

 

เหนื่อยแต่เวลาหลับก็ยังฝันดีได้ แต่ถ้าเหนื่อยอย่างนี้ไปนานๆ ก็คงไม่ไหวแน่ บางที ผมก็ปล่อยให้เด็กๆลำบากเพื่อทดสอบความอดทน ให้เด็กทะเลาะกันบ้าง เพื่อให้เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหา ให้เด็กๆใช้ของอย่างจำกัดจำเขี่ยเพื่อดูน้ำใจการแบ่งปัน  หลังจากที่เด็กๆมีความรู้ มีทักษะ มีภูมิคุ้มกันทางใจและสังคมวัฒนธรรมเพียงพอ ก็จะค่อยๆปล่อยมือให้เด็กๆสามารถดูแลกันเองได้มากขึ้น

 

การทำกิจกรรมสร้างสรรค์เด็กแบบกึ่งสำเร็จรูป อาจจะไปลดทอนศักยภาพเด็กโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ครับ

 

ผลลัพธ์ของโครงการ

 

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่มีหนังสือทำมือที่บอกเล่าเรื่องราวและตัวตนของเด็กและคนบนดอยในท้องถิ่นเกิดขึ้นกี่เล่มที่นี่ แต่ที่สำคัญกว่าคือกลไกและกระบวนการเรียนรู้ที่จะค่อยๆเขยื้อนนโยบายให้สามารถสนับสนุนการพัฒนาเด็กได้อย่างถูกทาง

 

สิ่งที่เกิดตามมาจากการเริ่มต้นโครงการหนังสือทำมือครั้งนี้ สำหรับท้องที่อำเภอที่ไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ ก็คือ เกิดแกนนำที่มีจิตอาสา มีทักษะ และวัฒนธรรมการทำงานแบบมีส่วนร่วมสามัคคีและมีเจตคติที่ดีต่อท้องถิ่น นอกจากนี้ ตัวผู้นำองค์กรเองถูกดึงให้ไปช่วยงานในระดับนโยบายมากขึ้น ซึ่งเป็นอานิสงฆ์จากการเรียนรู้ที่มาจากการทำงานร่วมกับเด็กๆเหล่านี้

 

หากมองตามแนวคิด สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ที่แต่ละมุมของสามเหลี่ยมประกอบไปด้วย องค์ความรู้   พลังทางสังคม และการขับเคลื่อนโยบาย โดยมีกลไกการจัดการอยู่ในสามเหลี่ยมเป็นตัวเชื่อมประสาน ก็คิดว่าเราน่าจะพัฒนาสื่อเพื่อเด็กมาถูกทางและเป็นระบบที่อธิบายได้ชัดเจนขึ้น

ข้อค้นพบ : กลไกการจัดการสื่อเพื่อเด็กจะมีชีวิตได้ ต้องอาศัยคุณธรรม และสุขภาวะ

 

ย้อนกลับไปเรื่องค่ายครั้งนี้ ที่เราทดลองใช้ ความดีนำหน้าความเก่ง ไม่เน้นเนื้อหาที่หนักสมองเด็ก แต่พยายามให้เด็กอยู่กับธรรมชาติ ฝึกสมาธิ เมตตาและเจริญสติ ให้เกิดความสุขในการทำงานด้วยกัน เห็นความจำเป็นของการพึ่งพาและเกื้อหนุนกันแม้ในงานเล็กๆน้อยๆเช่นการทำกับข้าว การเก็บขยะ เกิดความรักที่จะทำงานสื่อ เหล่านี้เป็นกลไกน้อยๆที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยแกนนำจะถูกฝึกเน้นเรื่องคุณธรรมมากเป็นพิเศษ แต่ก็มีรางวัลเป็นค่าตอบแทนที่เหมาะสม ให้เด็กๆไว้ใช้สอยในสิ่งที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ และมีโอกาสไปทัศนศึกษาดูงานตามที่ต่างๆ

กลไกการจัดการงานพัฒนาเด็กถ้าเอาแต่สิทธิหน้าที่และผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง ก็จะแข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ เกิดการแก่งแย่งแข่งขันอิจฉาริษยา เป็นพิษร้ายอยู่ภายใน กลไกเหล่านี้จะมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้ ก็ต้องอาศัยคุณธรรมและกระบวนการทำงานที่เน้น สุขภาวะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงนะครับ

ในความเห็นผม วัดส่วนใหญ่ยังเป็นแหล่งที่เป็นขุมทรัพย์ทั้งในแง่คุณธรรม และสุขภาวะ บ้านเรา ยัง โชคดี ที่มีวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ในการฝึกให้เด็กดี แต่เรา โชคร้าย ที่ไม่รู้ว่าจะเชื่อมการศึกษาและการพัฒนาเด็กปัจจุบันต่อกับวัดอย่างไร ให้ได้ทั้งคุณธรรม สาระ และสุขภาวะในการเรียนรู้

แต่โชคร้ายใช่จะพลิกผันไม่ได้ หากจะเอาชนะโชคชะตาในงานพัฒนาเด็กอย่างนี้ ก็ต้องเริ่มที่ตัวผู้นำองค์กร และแกนนำก่อนเลยครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สโมสรผู้นำเยาวชนเพื่อการศึกษาและพัฒนาชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจในการทำงานครับ

เขียนเมื่อ 

ในสมัยก่อนวัดเคยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และศูนย์รวมจิตใจของชุมชน

เดี๋ยวนี้สังคมเปลี่ยนไปมาก.....เป็นความท้าทายอย่างมากในยุคปัจจุบันที่จะให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาเยาวชนด้านคุณธรรม และสุขภาวะ

เขียนเมื่อ 

มาเยี่ยมครับ....แอบเอาบล็อกเข้าแพลนเน็ตแล้ว

สนใจเรื่องการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนครับ...คงได้ขอคำแนะนำในโอกาสต่อไป

ย่ามแดง