วันที่ ๒ เม.ย. ๕๑ ผมไปประชุมคณะกรรมการอำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร    มีวาระเรื่องการปรับระบบการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับอาจารย์แพทย์    ศ. ดร. อัมมาร์ สยามวาลา ซึ่งเป็นกรรมการอยู่ด้วย ปรารภว่า การคิดเงินค่าตอบแทนของราชการแก่แพทย์มีความยากลำบากมาก เพราะข้อมูลไม่ครบ   ที่ไม่มีหมอคนไหนต้องการเปิดเผยคือรายได้ที่ได้จากการทำงานบริการนอกเวลาราชการ

 
          ทำให้ผมกลับมาคิดต่อว่า เรื่องนี้มีแนวคิดได้ ๒ แบบ


๑.  ถือเป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน (sensitive) ไม่เข้าไปแตะต้อง    เป็นแนวทางที่เราใช้กันอยู่    ข้อดีคือทุกคนสบายใจ   ข้อเสียคือจัดระบบให้มีการกระจายงาน กระจายรายได้ เพื่อให้หน่วยงานมีคุณภาพประสิทธิภาพสูง ได้ยาก    อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
๒. กำหนดเป็นข้อตกลง ที่หน่วยงานให้อาจารย์แพทย์ลงนาม   ว่าการทำงานหารายได้นอกเวลาราชการและรายได้ที่เกิดขึ้นต้องเปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษรต่อฝ่ายบริหาร ที่จะต้องถือเป็นความลับ   แต่เอาข้อมูลมาใช้ในการคิดวางระบบได้   แล้วต่อไปค่อยๆ จัดให้เป็นระบบที่โปร่งใส คือ กลายเป็นตัวเลขที่เปิดเผย

 
          ผมเข้าใจว่า ในโลกสมัยใหม่ ความโปร่งใสเรื่องรายได้เป็นสิ่งที่ยอมรับกัน    ยกเว้นในหมู่คนที่ทำธุรกิจหรือหากินแบบไม่ขาว ไม่เปิดเผย
          เมื่อวันที่ ๕ เม.ย. ๕๑ มีนักวิจัยจากอังกฤษมาร่วมประชุม RGJ Congress IX    เมื่อเขารู้ว่าหมออมราเป็นแพทย์ เขาจึงเล่าว่าหมอในระบบ NHS ของรัฐบาลอังกฤษในขณะนี้ หลายคนทำงานพิเศษตอนนอกเวลาราชการ เช่น ๑๘ – ๒๑ น. และได้รายได้มากกว่าเงินเดือนราชการ ๒ – ๓ เท่า    ผมลืมถามไปว่า รายได้เหล่านี้เป็นที่เปิดเผยหรือเปล่า
          เรื่องความโปร่งใส เปิดเผย   กับเรื่องความลับส่วนตัวนี้ คงจะเป็นเรื่องที่มีการปรับตัวไปเรื่อยๆ    คำถามก็คือ ปรับตัวเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล หรือเพื่อประโยชน์ของสังคม   น่าแปลกที่ในสังคมตะวันตก ที่ผู้คนมีความเป็นส่วนตัวสูง    แต่คนที่มีฐานะในสังคม จะต้องเปิดเผยรายการทรัพย์สมบัติและรายได้  
          ถ้ามองว่าอาจารย์แพทย์เป็นผู้มีฐานะทางสังคมในโรงเรียนแพทย์ จึงควรมีความโปร่งใสเรื่องรายได้ ก็มีเหตุผลอยู่บ้างเหมือนกัน   แต่ถ้าบังคับใช้แนวคิดนี้แล้วคนเก่งๆ หนีไปอยู่ รพ. เอกชนกันหมด ก็เป็นผลร้ายต่อหน่วยงาน

   
         ในภาพรวม ผมว่าเราควรค่อยๆ ทำความเข้าใจ   และสร้างวิวัฒนาการของระบบแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะดีที่สุด

 

วิจารณ์ พานิช
๗ เม.ย. ๕๑