จุดเชื่อมต่ออันสำคัญระหว่าง “ความสุข” และ “คุณ” ในวันนี้ คือ นิเทศศาสตร์ ศาสตร์แห่งสื่อ สื่อแห่งความรู้ อันเป็นความรู้ที่ว่าด้วยการสื่อ “สาร” สารแห่งสุข สุขส่งคุณ...
ยุคที่สื่อสารมวลชนเป็นองค์ที่ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งที่มีผลต่อจิตมีอิทธิพลต่อใจรวมทั้งการตัดสินใจในทุกย่างก้าวของชีวิต
วิกฤตสามารถปรับเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ถ้าบุคลากรสายนิเทศศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สื่อสารมวลชน” ส่งทอดผ่องถ่ายบุญ บุญคือความสุขใจ ส่งความสุขใจไปให้คุณอย่างตรง รวดเร็ว และว่องไว
การเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าที่ว่าดีแล้วนั้น ยังมิเทียบเท่าการเปลี่ยนสนามการค้าเป็นลานแห่งบุญ บุญที่นำสุขแท้แก่ชีวิต...
การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทรงคุณค่ายิ่งถ้ามุ่งให้มากกว่าการหวังที่จะรับ
“บุญ” เป็นสิ่งที่สามารถตามเกื้อหนุนจิตและใจของผู้ที่ “ให้” นั้น "สุข" ตลอดไป
การสื่อสิ่งดี การสานความดี เพื่อให้สังคมนี้ไดรับแต่สิ่งดี เป็นการให้และสื่อสาร “ความดี” แด่มวลชน
วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่เรียนรู้ต้องนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดพลังอานุภาพในการ “ให้” อันยิ่งใหญ่เพื่อสังคมและโลกมนุษย์นี้ไซร้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นวิชาที่ดีจริง
โฆษณา ชวนเชื่อเพื่อให้คนนำเงินมาซื้อของได้ แล้วทำไมจะโฆษณาให้คนทำใจฝักใฝ่ในบุญ กุศล ซึ่งสร้างความดีอันนำความสุขแท้แก่ชีวิตไม่ได้เน๊อะ “นิเทศศาสตร์”
ศาสตร์อันเป็นดั่งศาสตราหรืออาวุธอันสำคัญที่จะช่วยรบราฆ่าฟันกิเลส ความชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัวของนักการเมือง พ่อค้า นักธุรกิจให้หมดไปได้ ถ้าใจ “สื่อ” ให้ “สาร” แก่มวลชนอย่างแท้จริง
สร้างใจนักนิเทศศาสตร์ให้เป็น “ผู้ให้” ให้สื่อ ให้สาร “ให้มากกว่ารับ”
ให้ความดีมากกว่าความชั่ว ความวุ่นวายในสังคมที่แฝงตัวซุกซ่อนเหมือนขยะที่นอนอยู่ใต้พรหมนั้นฉันใด
ความเก่ง ฉกาจ ความคิด สร้างสรรค์ อันอัศจรรย์ทั้งของคนทำหนัง สื่อโฆษณา นักหนังสือพิมพ์ นักจัดการรายวิทยุ พิธีกรโทรทัศน์ นำความสามารถที่มีอยู่เหล่านั้น หลอมรวมมาเป็นพลังสาดส่งบุญแก่จิตใจให้มวลชน
เมื่อสื่อสามารถบุกเข้าไปบอก ไปขาย ไปชวนเชื่อได้ทุกที่ แม้แต่ในบ้าน ในห้องนอน หรือแม้กระทั่งบนเตียงนอน
ดังนั้น “นิเทศศาสตร์” เป็นศาสตราที่สามารถส่งบุญหรือความสุขใจให้ได้ถึงบนหมอนยามมวลชนนั้นหนุนนอนยามราตรี อุดมการณ์นักนิเทศศาสตร์ จะลือเลื่องทั่วปฐพีว่า ศาสตร์นี้เป็น “ศาสตร์ส่งบุญ”
ศีลธรรมประจำใจเป็นตัวสำคัญ ใจนักนิเทศศาสตร์ดีแล้ว ย่อมพาใจผู้รับสารดีตามไปด้วย
ใจของผู้ส่งสารดีแล้ว ใจของผู้รับสารย่อมดีด้วย
ใจของผู้ส่งสารสบายแล้ว ใจของผู้รับสารย่อมสบายด้วย
บุญ เจตนาดีอันใดของนักนิเทศศาสตร์นั้นไซร้ขอให้สาดส่งไปถึงใจคุณ
สื่อสาร สื่อส่งสุข ย่อมช่วยหนุน สื่อชีวิต สานจิตใจ
ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ สื่อสารกลับ รับโอกาส สุขนี้ได้
เร่งสื่อสุข ส่งความดี ด้วยจริงใจ ชาวนิเทศศาสตร์ไซร้ จักเจริญ ด้วย “ธรรมดี”...

สื่อ .....เปรียบเสมือนสิ่งที่สะกดจิต เรา และเยาวชน
วันละนิด วันละหน่อย โดยไม่ได้ตั้งใจ
หากสื่อถ่ายทอด นำเสนอ สิ่งดีเพื่อการพัฒนาเติบโตทางจิตใจ ก็จะเป็นสิ่งดี
แต่หากสื่อพยายามถ่ายทอด สิ่งที่อาจเป็นการปลูกฝังพฤติกรรมด้านลบไปโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว เยาวชนอาจชินกับภาพ เนื้อหานั้นๆ และซึมซับสิ่งนั้นไว้ จะเกิดอะไรขึ้นกับคนรุ่นต่อไป อาทิ การต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรง ฉากหนังที่มีภาพวาบหวาม ฉากละครที่มีแต่เสียงตัวละครที่กรี๊ด ๆๆๆๆ ใส่อารมณ์รุนแรงด้วยถ้อยคำหยาบคาย ภาพการประชาสัมพันธ์การดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ฯลฯ
เห็นด้วยกับท่านอาจารย์อย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่งเราเคยยกย่องครูให้เป็นพ่อและแม่คนที่สอง
แต่วันนี้เราต้องยกย่อง "สื่อ" ให้เป็นพ่อและแม่อีกคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่สาม แต่ก็เป็นคนที่ "สำคัญที่สุด"
สื่อดี สารดี ก็ยุ่ง
สื่อชั่ว สารชั่ว ก็ยิ่งยุ่ง
ยุ่งเพื่อสื่อ ยุ่งเพื่อสาร
ยุ่งเพราะสื่อ ยุ่งเพราะสาร
ตัดได้เสียซึ่งสื่อ ถอนได้เสียซึ่งสาร จะพบพาน "ความสงบ"
สุขใดจะเหนือกว่าความนั้นไม่มี...
ต้องขอบพระคุณอาจารย์ ที่เน้นย้ำ
สื่อกลายเป็นเพื่อนรัก เป็นพ่อแม่อีกคนไปจริงๆ กลับบ้านอยู่บ้านไม่ว่าทำอะไรต้องเปิดโทรทัศน์เป็นเพือนเสมอ
สื่อสะกดจิตเราโดยเราไม่รู้ตัว
สิ่งใดใดที่เรารับมาด้วยความคิด แล้วบ่มเพาะเป็นความรู้สึก อันถึงประทับระดับจิตใต้สำนึกก็จะประทับฝังแน่น ต้องพยายามช่วยกันบ่มเพาะสิ่งดีดีใส่ตัวเองและผุ้อื่น
ก็ไม่โทษสื่อเสียทั้งหมด หรือว่าสื่อว่าไม่ดีนำเสนอแต่สิ่งด้านงบเสียหมด
รายการดีดี ข่าวดีดีในหนังสือสิ่งพิมพ์ก็มีเยอะ
จุดใหญ่ใจความคือ ต้องเลือกเป็น
การเลือกเป็น ด้วย
แต่ว่าพ้กหลัง ปีกว่ามานี้ ตั้งแต่บอกตัวเองว่าจะพัฒนาด้านใน spiritual improvement และศึกษาอ่านคำสอนพระพุทธเจ้า
ตัวเองจะเลือกดูรายการ อย่างมาก
เมื่อก่อนแม้ไม่เกเรนัก แต่เรียนหนังสืออย่างเดียว ทำแต่งานอย่างเดียว ไม่เคยศึกษาธรรม ตั้งแต่ศึกษาธรรม พักหลังปีกว่านี้เอง สังเกตุว่าตนเองดูละครไทยตามช่องต่างๆไม่ได้แล้ว คงอธิบายยาก แต่มันปวดหัวมาก มีแต่กรี๊ด ร้องไห้คร่ำครวญ ตบตี กอดจูบ แสดงความรุนแรง และอารมณ์ด้านลบใส่กันมากๆ นึกถึงคำพูดเพื่อนฝรั่งที่เคยมาเมืองไทย เพื่อนcommentว่าทำไมตัวละครไทยแสดงอารมณ์ด้านลบ อย่างนี้ไม่เหมาะกับเด็กหรือแม้แต่ผุ้ใหญ่ ตอนนั้นไม่เข้าใจดูเพลิน แต่เดี๊ยวนี้เข้าใจแล้ว
ว่าเพราะเราก็อยากได้ความสุข จากความสงบนั่นเอง
ขอฝากสื่อไว้ในอ้อมแขนแห่งอำนาจการผลิต สิ่งดีดีสู่สังคม สู่เยาวชน สู่ผุ้ใหญ่ด้วย :)
เมื่อใดบุคคลเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้
เข้าไปรู้เพียงสัก ๆ ว่ารู้ ไม่หลงไหล พันพัน มัวเมา ย่อมว่างจากการยึดถือสิ่งต่าง ๆ
ชีวิตย่อมปลอดโปร่ง ว่าง และเบางบางอยู่ (ส่วนหนึ่งจากพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)
จริง ด้วยคะ
เป็นคำสอนที่เตือนสติได้ดีจริงๆ
ขอบพระคุณมากคะ