การเป็นวิทยากรนี้บางทีก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันนะครับ . . . เสี่ยงตรงที่ผู้จัดงาน (ผู้ที่เชิญ) มักจะให้เกียรติค่อนข้างมาก มักจะคอยดูแลเป็นอย่างดี . . . ดีซะจนกระทั่งบางครั้งก็เกิดอาการ “เคยตัว” โดยไม่รู้ตัว . . . เวลาที่ไปงานไหนแล้วไม่มีใครคอยต้อนรับ ปล่อยให้ต้องหาที่จอดรถเอง (ซึ่งบางครั้งหาค่อนข้างยากมาก) หรือต้องเดินหาห้องสัมมนาเอง ยิ่งถ้าไปเจอโรงแรมที่บริการไม่ดี พนักงานไม่มี Service Mind ก็ทำให้หงุดหงิดใจไปโดย “ไม่รู้ตัว”
ผมเคยไปงานๆ หนึ่ง (ขับรถไปเองใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง) ไปถึงก่อนเวลาเริ่มงานประมาณครึ่งชั่วโมง ผู้จัดพบผมใน Lobby โรงแรม ท่านพาผมไปยังห้องสัมมนาแล้วท่านก็หายไป เข้าใจว่าคงกำลังยุ่งเตรียมการด้านอื่นๆ อยู่ ผมอยู่บริเวณห้องสัมมนา แต่ไม่มีใครเข้ามาพูดจาด้วย นั่งๆ เดินๆ อยู่สักพัก นึกอยากจะทานกาแฟ เพราะวันนี้ขับรถออกมาแต่เช้ายังไม่มีโอกาสได้ดื่มกาแฟเลย พอดีเห็นพนักงานโรงแรมกำลังจัดแก้วกาแฟอยู่หน้าห้องสัมมนาเลยลองถามดูว่า “น้อง. .มีกาแฟทานไหม?” ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า “ต้องรอตอนเบรคเวลา 10.30 น. ”
หลังจากได้รับคำตอบที่ไม่ชื่นชอบ ผมก็กลับมานั่ง “ตามรู้ ดูใจ” ไปได้สักพัก พอดีมีพนักงานโรงแรมคนใหม่เดินผ่านมา ผมจึงลองเปลี่ยนกลยุทธ์การตั้งคำถามใหม่ เปลี่ยนเป็นถามเขาว่า “มีกาแฟเลี้ยงวิทยากรไหมครับ?” ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี เพราะแค่ไม่ถึงสองนาทีเขาก็ยกกาแฟมาให้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสอนใจผมว่า “การรู้จักเลือกใช้คำพูด รู้จักตั้งคำถาม และที่สำคัญต้องรู้จักเลือกผู้ที่เราจะพูดหรือถามด้วย” เพราะมันอาจจะทำให้เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ . . . ดีกว่ามานั่งหงุดหงิด “ข้างใน” อยู่คนเดียว
ในช่วงพักกลางวันในขณะที่ทานอาหาร ได้รับข้อมูลจากผู้จัดงานว่าโรงแรมได้ Upgrade ห้องพักวิทยากรเป็นห้อง VIP เพราะมีการพูดถึงจานผลไม้ที่แถมให้ในห้องพัก ผมเองยังไม่เห็นจานผลไม้ที่พูดถึงนั้นเลย หรือว่าเป็นเพราะยังไม่ได้เปิดตู้เย็นก็ได้ . . . ในตอนกลางคืนพอกลับเข้าห้องพักสิ่งแรกที่ผมทำก็คือเปิดดู้เย็นดู แต่ก็ไม่พบจานผลไม้แต่อย่างใด มองดูห้องที่อยู่ก็เห็นว่าไม่ได้พิเศษอะไร เป็นห้องเตียงคู่ธรรมดาๆ คิดว่าไม่น่าจะใช่ห้อง VIP ที่พูดถึงกันเมื่อตอนกลางวัน คิดไว้ในใจว่าพรุ่งนี้จะบอกผู้จัดดีไหม จะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าโรงแรมให้ห้อง VIP แก่วิทยากร แต่อีกใจหนีงก็กลัวผู้จัดเข้าใจผิดคิดว่าเรา “เรื่องมาก” อยากจะเปลี่ยนห้อง. . . คิดไปคิดมาชักไม่แน่ใจว่าจะพูดดีไหม ถ้าพูดก็เพราะต้องการให้เขารู้ไว้ แต่อีกใจหนึ่งบอกว่าไม่ต้องพูดหรอก เพราะถึงอย่างไรเราก็ไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนห้องอยู่ดี
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังทานอาหารเช้าเสร็จ ผมเดินกลับมาห้อง พบพนักงานกำลังทำความสะอาดห้องพักที่อยู่ใกล้กับห้องผม จึงกล่าวทักทายและถามไปว่า “ห้อง VIP มันต่างจากห้องที่เขากำลังทำความสะอาดอยู่ (ซึ่งก็เหมือนกับห้องที่ผมพัก) ตรงไหน ?” แล้วก็ได้รับคำตอบว่า “เป็นห้องลักษณะเดียวกัน ต่างกันก็ตรงที่มีจานผลไม้แถมให้”แล้วเขาก็พูดต่อว่า“ที่เขาไม่ได้เอาผลไม้มาไว้ในห้องพักผม ก็เพราะเห็นผมแขวนป้าย ‘ห้ามรบกวน’ ไว้ที่หน้าประดู” . . . เพียงแค่ได้ฟังเท่านี้ทุกอย่างก็กระจ่างขึ้นมาทันที ดีนะที่ถามไปเพราะไม่เช่นนั้นผมก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าโรงแรมหลอกผู้จัด แล้วก็อดวาดภาพห้อง VIP ว่าแตกต่างไปจากห้องที่ผมพักอยู่ . . . ถึงตอนนั้นทำให้ได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของความคิดชัดเจนมาก มันชอบลากเราไปโน่นไปนี่ มันชอบสร้างเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ทำให้ใจเราไม่สงบอยู่เรื่อยๆ . . .ทั้งหลายทั้งปวงนี้น่าจะเป็นผลพวงมาจากอัตตาตัวตนของคนที่เป็นวิทยากรนั่นเอง !!
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยสะกิดต่อมบูด
เคยเป็นอย่างที่อาจารย์ว่า ได้อ่านบันทึกของอาจารย์กระจ่างเลยครับ ทีหลังไม่หงุดหงิดอีกแล้ว รู้จักใช้คำพูดนิดเดียวเท่านั้น เสียอย่างเดียวคนเราพอเป็นใหญ่เป็นโตแล้วนึกว่าจะต้องมีคนเอาใจอยู่เรื่อย อยากเขกกะโหลกตัวเองนัก อิอิ
สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ค่ะ
เป็นจริงอย่างที่อาจารย์เขียนไว้เลยครับ
เดี่ยวนี้พยายามฝึกจิตให้นิ่งๆ จะได้มีสติไว้รับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ
ได้เรียนรู้จากประสบการณ์อาจารย์ค่ะ คิดว่าความหงุดหงิดเป็นเรื่องปกติแต่ความรู้ตัวว่าเราหงุดหงิดแล้วคงต้องฝึกบ่อยๆค่ะ
ขออนุญาตร่วมเรียนรู้ด้วยคนนะครับ
ดีมากเลยครับอาจารย์ ผมเจอปัญหาแบบนี้บ่อยแล้วติดที่ว่าเป็นคนไม่ค่อยพูดด้วย บางครั้งจะเก็บมาหงุดหงิดในใจคนเดียวเพราะมัวติดอยู่กับความคิดของตนเอง บทความของอาจารย์ช่วยผมได้มากเลยครับ ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับอาจารย์