ลูกสาวถูกเตะ

            ปิดเทอมนี้คุณแป้งเธอยังไปโรงเรียนอยู่ครับ เนื่องจากเธอบอกว่าทางโรงเรียนจัดสอนเพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบ NT ผมเลยถามว่าจะเรียนแน่เหรอ เพราะว่าคุณครูคงจะตั้งใจสอนพี่ๆมากกว่า แต่ในเมื่อเธอตั้งหน้าตั้งตาจะลองแล้ว พ่อมันก็เลยเห็นดี แบบว่าจะได้ไม่ต้องอยู่บ้านกวนน้อง ว่าไปนั่น

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ไปรับพี่แป้งกลับจากโรงเรียน เธอเล่าว่า วันนี้ถูกพี่ ป.2 (กำลังจะขึ้น ป. 3) คนหนึ่งเตะท้องมา ว่าแล้วผมก็จี๊ดขึ้นสมอง นี่ลูกเราถูกรังแกเหรอเนี่ย ทำไมมาเตะลูกเรา เกิดอะไรขึ้น เลี้ยงมาตั้ง 7 ปี ตีมันก็ยังไม่เคย ไอ.... แล้วผมต้องทำยังไงดี

           

            สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้โกรธก็จริงอยู่ แต่เมื่อเห็นลูกยังเฉยอยู่ จึงต้องสงบไว้ก่อน แต่เราก็พร้อมที่จะลุยเต็มที่แล้ว ก็เลยถามไปว่า เจ็บไหมลูก”“ก็เจ็บตอนนั้นแต่ตอนนี้ไม่เจ็บ”“โกรธไหมลูก”“ไม่โกรธ

สิ่งที่ผมพบจากการได้คุยกับลูกในวันนั้นก็คือ เออสินะ ลูกมันไม่โกรธ แล้วนี่เราเป็นอะไร เตรียมจะลุยแล้วเชียว เด็กมันกำลังสอนผมว่า ไม่โกรธจึงสะกดใจถามต่อไปว่า แล้วลูกทำยังไงต่อ ลูกสาวคนนี้เธอเล่าว่า ตอนนั้นก็เลยจัดแจงไปบอกคุณครู ท่านก็เลยเรียกพี่ผู้ชายคนนั้นมาเพื่อตักเตือนและสอนว่า เด็กรุ่นพี่ไม่ควรรังแกรุ่นน้อง และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ผู้ชายต้องไม่รังแกเด็กผู้หญิงแบบนี้ จากนั้นพี่คนนั้นก็มาขอโทษแป้ง ผมจึงถามไปว่า แล้วลูกให้อภัยไหม การพยักหน้าแทนคำตอบทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก

วันนั้นลูกสาวได้สอนผมไปหลายอย่างจากการกระทำของเธอ

1. มันเป็นเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่อย่างเราต้องดูห่างๆ อย่าเข้าไปยุ่ง เรื่องต่างๆที่มันยุ่ง ลองสังเกตดู ว่ามันเกิดจากผู้ใหญ่ไปจุ้นซะเยอะ

2. ถ้าผมโวยวายไป ผมก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กผู้ชาย (ตัวโตๆ) คนหนึ่งกำลังมีเรื่องกัน เรื่องมันก็จะกลายเป็นว่า ผมกำลังไปมีเรื่องกับเด็กคนนั้น ดีไม่ดีก็อาจจะไปมีเรื่องกับพ่อแม่เขาเข้าไปอีก

3. พึงระงับความโกรธด้วยความไม่โกรธ (เร็วไปจนขาดสติไตร่ตรอง) เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะปัญหาที่เกิดจากการขาดสติ ก็จะได้รับการแก้ปัญหาที่ไม่มีสติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่มีสาระที่ดีไปได้

เออ...สินะ...ขอบใจจ๊ะลูก