"เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกฉับพลันไม่ได้ แต่อย่างน้อยทำให้เรารู้สึกชุ่มชื้นเกิดสันติในใจอย่างน้อยที่สุดเราเองมีความสุข ก็คิดว่าสิ่งนี้คุ้มค่าอย่างที่สุด"

บทบาทศิลปะกับการสร้างสันติ

 

เวทีเสวนาเปิดตัวหนัง "The Art of Peace" กลางเมืองกรุงช่วงบ่ายที่ร้อนระอุ แต่ภายในสตูดิโอของกลุ่มมะขามป้อม กลับเย็นฉ่ำด้วยสุนทรียะสนทนา ที่ทุกดวงใจใฝ่สันติภาพ ความรู้สึกบวกในใจของทุกคนที่ตรงนี้ เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร จนผมรู้สึกได้

 

หลังจากที่ผมนำเรื่องราวของ "ละครสั้น" ที่ทำให้ผมและหลายๆคนในสตูดิโอ สะอื้น ร่ำไห้กับความโหดร้ายของมนุษย์ทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน ...การเสวนาประเด็นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากอารมณ์ที่กรุ่นๆ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น

 

เปิดตัวกับคำถามในเวทีเสวนา ความแตกต่าง ก่อให้เกิดความขัดแย้งและเป็นเส้นทางไปสู่ความรุนแรงจริงหรือ 

 

ผมชอบบทความของน้องที่ทำงานด้วยกัน น้องเขียนว่า " ความแตกต่างหลากหลายเป้นสิ่งที่สวยงาม เหมือนกับเราไปท่องเที่ยวในสถานที่หนึ่ง เราจะชื่นชมกับความสวยงามของภูมิประเทศที่แตกต่าง ดอกไม้ที่หลากพันธุ์ หลากกลิ่น ทั้งมวลคือ ความแตกต่างที่สวยงาม ลงตัวสร้างสุนทรียะให้กับนักท่องเที่ยว ความแตกต่างในสังคมก็เช่นเดียว นั้นคือ ความสวยงาม"

 

มีคำถามขึ้นมาในเวทีว่า เราจะอยู่ท่ามกลางความแตกต่างได้อย่างไร จริงๆหากความแตกต่างหากเรามองแบบบวก ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแต่เราปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่ในสังคมที่เป็นจริง ความแตกต่างกลับเป็นเงื่อนไขสร้างความแตกแยก

 

พระไพศาล  วิสาโล  ให้ข้อคิดจากประเด็นคำถามว่า "ชุมชนเราจะอยู่ท่ามกลางความแตกต่างได้อย่างไร"

 

ท่านได้บอกมูลเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากความรุนแรงจากรัฐสู่ประชาชน จากปัญหาความแตกต่างด้านเชื้อชาติ และภาษา เป็นความขัดแย้งจากบนลงล่าง ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย เป็นการข่มเหงผ่านศักดินาที่ชาวบ้านประสบเสมอ

 

หากชุมชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(ความสัมพันธ์ในแนวนอน) ที่เข้มแข็งนั่นหมายถึง "กันชน"ที่ดี แต่ปัจจุบันก็เริ่มหดหายไป

 

จริงๆความแตกต่างไม่มีปัญหา ระหว่างคนพุทธ กับมุสลิม ยกตัวอย่างที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา  เมื่อคนหนุ่มถึงวาระต้องบวช(มีพ่อ หรือแม่เป็นมุสลิม) เขาก็จะเข้าบวช จากนั้นก็สึกออกมา เพื่อเข้าสุหนัด ต่อ จะเห็นได้ว่า พุทธกับมุสลิม เป็นวิถีศาสนาที่เข้ากันได้ ไม่ใช่เรื่องแตกต่างแต่อย่างใด

 

ความแตกต่างทางศาสนา ภาษา ทำให้เกิดขั้ว เห็นความเป็นมนุษย์ลดน้อยลง กรณีเดียวกับ กลุ่มสิงหลทมิฬ ที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ที่ลดน้อยลง การเข่นฆ่าถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา

 

เราควรใช้ ต้นทุนที่เรามีอยู่ เช่น วัฒนธรรม ส่งเสริมสันติภาพ  ความร่วมมือร่วมใจ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รับมือกับความขัดแย้ง ปัจจุบันยังไม่เห็นว่าวิธีไหนที่ดีไปกว่านี้ เท่าที่ทำกันมา

พระไพศาล สรุปจบในเวที

 

รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ (หวันแก้ว)  แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ท่านบอกว่า  ปัจจุบันสถานการณ์ความไม่ไว้วางใจสูงมากขึ้น ในชุมชนจำเป็นต้องมีบุคคลที่ สามเข้ามาช่วย บทบาทของบุคคลที่สามคือการสร้างพื้นที่ ให้กลุ่มต่างๆมาพบเจอกัน ทำความเข้าใจกัน คนในสังคมได้รับความรู้ที่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นการปรับทัศนคติต่อการทองคนอื่น ให้เป็นการมอง ความเท่าเทียม การยอมรับ และสนับสนุน

 

เรากลัวเป็นเหมือนกรณี "ศรีลังกา" กรณี "อาเจ๊ะห์" รัฐบาลใช้ทหารปราบ แต่อ้างว่าใช้ "สันติวิธี"ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป  มุ่งไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น

 

พระไพศาลท่านเสริมอีกว่า  "ศรีลังกา" ไม่เท่าไหร่ ไม่อยากให้เป็นเหมือนเช่น "ไอร์แลนด์เหนือ" 

 

สำหรับ ริชาร์ด บาร์เบอร์ จากกลุ่มมะขามป้อม  เขากล่าวว่า กลุ่มมะขามป้อม ที่ทำงานโดยใช้ศิลปะเพื่อสร้างสันติภาพนั้น เป็นเพียงความพยายามของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ทำสิ่งเล็กๆ เน้นการเล่นที่สนุกสนาน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ใช้ศิลปะ เป็นเครื่องมือ สื่อสารกับชุมชน ส่วนละครเองก็ดัดแปลงให้สอดคล้องกับวิถีท้องถิ่นให้มากที่สุด สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ที่เล่น เรามักให้คนในชุมชนเองเป็นผู้แสดงและถ่ายทอด

 

ศิลปะกับสันติภาพ

มุมมองที่มองเห็นร่วมกันในเวทีเสวนาวันนั้น ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ศิลปะ ทำให้คนที่ตกต่างมาเชื่อมกัน หากคนใกล้กัน ทำอะไรร่วมกัน มาคุยกัน จะเกิดความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ศิลปะดึงคนที่แตกต่างกันเข้ามาเข้าใจกันได้....เราจะมองผ่านหัวโขน และมองเห็นความเป็นมนุษย์ เห็นความทุกข์ของมิตร เห็นกระบวนการพยายามที่จะสุข แก่นแท้ของงานศิลปะก็คือ ดึงเชื่อมใจคนเข้ามามีความรู้สึกร่วมกัน

 

คุณศุ บุญเลี้ยง ได้ตั้งคำถาม ที่น่าสนใจว่า ตัวชี้วัดคืออะไร? เราก็ทำกระบวนการแบบนี้มานาน และหรือ ศิลปะที่เราทำกัน สำเร็จจริงหรือไม่ อะไรคือความสำเร็จ?

 

ริชาร์ด ได้ให้ข้อเสนอว่า มะขามป้อมหลีกเลี่ยงการใช้คนของมะขามป้อม แต่เน้นการใช้คนในพื้นที่ หมายถึงการสร้างคนนั่นเอง เป็นงานเล็กๆที่นำศิลปะเข้ามาช่วยกล่อมเกลาจิตใจคน การวัดผลไม่สามารถบอกถึงตัวเลขชี้วัดความสำเร็จได้ อาจต้องใช้เวลานาน

 

ศิลปะ มีส่วนสัมพันธ์กับ สติ

ศิลปะทำให้คนใจเย็นลง ความเครียดลดลง เยียวยา ให้ทุกคนได้เล่าเรื่องของตนเอง หมายถึงการระบายออก ผลเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เกิดขึ้นกับผู้คนในชุมชน

 

รศ.ดร.ฉันทนา บอกถึง "ทักษะชีวิต" ที่เราจำเป็นต้องเร่งสร้าง เพราะทักษะชีวิตเป็นทักษะ ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างสันติสุข

 

พระไพศาลเสริมว่า การชี้วัดความสำเร็จนั้นอาจมองตรงๆไม่ได้ วัดยาก  เสมือนเราดูละครเรื่องที่เล่นกันจบลง เรามีความชื่นชมอยากทำดี อยากเป็นคนดี นั่นเป็นความรู้สึกหมาดๆจากการสัมผัสงานศิลปะ ตรงนั้นปณิธาณเข้มแข็งเต็มที่  ดังนั้นสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นก็คือ การประคับประคองความรู้สึกที่ดีๆเหล่านี้ไปนาน เหมือนหยดน้ำที่อยู่กลางแสงแดดเผาตลอดเวลา ในที่สุดมันก็ระเหยไป  เป็นธรรมชาติ แต่ขอให้เราเติมเติมความรู้สึกบวกนี้สม่ำเสมอ

 

"เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกฉับพลันไม่ได้ แต่อย่างน้อยทำให้เรารู้สึกชุ่มชื้นเกิดสันติในใจอย่างน้อยที่สุดเราเองมีความสุข ก็คิดว่าสิ่งนี้คุ้มค่าอย่างที่สุด"

 

พระไพศาล กล่าวในตอนท้ายเวทีเสวนา

 

ผมคิดว่าการเสวนาเปิดตัวหนังสือ Art of peace ครั้งนี้จะเป็นก้าวที่สำคัญในการที่จะนำศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น อย่างน้อยก็เกิดสันติภาพในใจตน...

 

สันติภาพระดับปัจเจก ถึง สันติภาพของโลก..