น่าอายตรงไหนที่ผมจะบอกว่าเป็นลูกปากาญอ

              ผมไม่เคยที่จะปิดบังความเป็นตัวตนที่แท้จริง หรือที่เรียกว่า "กำพึด" ของตัวเอง เลย ผมไปที่ไหน แห่งหนใด ผมจะบอกและแนะนำตัวเองว่า เป็นปากาญอ ผมพบเจอ เพื่อนพี่น้องปากาญอ หลายๆคน(ไม่ได้เหมารวมนะครับ) เมื่อเจอกันแล้วทักทายพูดภาษาไทย ใส่กัน พ่อแม่พูดภาษาไทยกับลูก การสอนให้ลูกพูดภาษาไทยมันไม่ผิดครับ แต่ว่า ไม่ใช้ล้างสมองลูก ผมเห็นปากาญอบาง ครอบครัว ไม่ยอมพูดภาษาปากาญอ สื่อสารกัน ภายในครอบครัว อย่างนี้เป็นต้น ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมถึงไม่รักษาภาษาประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ของตัวเองไว้ จะอายทำไมกับการที่จะพูดภาษาปากาญอ ใส่ชุดปากาญอ  ตอนนี้ที่หมู่บ้านผมอยู่เอง ถูกวัฒนธรรมภายนอกกลืนไปเกือบหมดแล้ว เด็กวัยรุ่นไมใส่เช (ชุดปากาญอ) กันแล้ว แม้แต่ผู้นำหมู่บ้านยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้   เวลา ผมกลับบ้านผมใส่เสื้อปากาญอ ดูเหมือนเป็นตัวแปลกประหลาดในสายตา ของพวกเขา  ตัวผมเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะรื้อฟื้นวัฒนธรรม ประเพณีได้มากนัก  ผมคลุกคลี กับพี่น้องปากาญอ มาตลอด ผมขอชื่นชม ผู้อำนวยการและครู โรงเรียนบ้านแม่โพ  ที่ช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมของปากาญอไว้  มีระเบียบ ให้นักเรียนใส่ชุด ปากาญอ ทุกวันศุกร์ ผมเชื่อว่าบล็อกเกอร์ที่เป็นผู้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู หรือผู้เกี่ยวข้อง ในเว็ปแห่งนี้ หลายท่านที่ได้สอนหรือบริหาร โรงเรียนที่เด็กนักเรียนเป็นปากาญอ ช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ของปากาญอบ้าง อย่างน้อยให้นักเรียนใส่ชุดปากาญอ ทุกวันศุกร์ ก็ยังดี 

       ทางโครงการฯ ที่ผมทำอยู่ตอนนี้ กำลังจำนำร่อง อนุรักษ์ ภาษากะเหรี่ยง ได้จัดทำโครงการสื่อสารภาษากะเหรี่ยง สู่แนวทางการสอนของเยาวชน   โดยจัดหาครูสอนภาษากะเหรี่ยงให้กับเด็กนักเรียนบ้านพะเด๊ะ ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก    สำกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2  ซึ่งผมจะนำมาเสนอในบันทึกต่อไป บันทึกนี้ ผมขอใคร่นำเสนอ   ประวัติความเป็นมาของพี่น้องกะเหรี่ยง(ปากาญอ)  ให้ท่านได้ทราบ

 ประวัติความเป็นมา

               กะเหรี่ยง(ปากาญอ หรือ ปากะญอ)เป็นชนเผ่าที่จัดได้ว่ามีหลายเผ่าพันธุ์ หลายภาษา มีการนับถือศาสนาที่ต่างกัน แต่กะเหรี่ยงดั้งเดิมจะนับถือผี เชื่อเรื่องต้นไม้ป่าใหญ่ ภายหลังหันมานับถือพุทธ คริสต์ เป็นต้น กะเหรี่ยง มีถิ่นฐานตั้งอยู่ที่ประเทศพม่า แต่หลังจากถูกรุกรานจากสงคราม จึงมีกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ประเทศไทย กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย กะเหรี่ยงสะกอ หรือที่เรียกนามตัวเองว่า ปากะญอ หมายถึงคน หรือมนุษย์นั้นเอง กะเหรี่ยงสะกอเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง โดยมีมิชชันนารีเป็นผู้คิดค้นดัดแปลงมาจากตัวหนังสือพม่า ผสมภาษาโรมัน กลุ่มนี้หันมานับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ กะเหรี่ยงโปร์นั้นเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างเคร่งครัดในประเพณี พบมากที่ อำเภอ แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และแถบตะวันตกของประเทศไทย คือ กะเหรี่ยงบเว พบที่ อำเภอ ขุนยวม แม่ฮ่องสอน ส่วนปะโอ หรือตองสูก็มีอยู่บ้าง แต่พบน้อยมากในประเทศไทย ชนเผ่า "ปกากะญอ" เป็นชนเผ่าที่บอกกล่าวถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมานับร้อยนับพันเรื่อง เรียงร้อยเก็บไว้ในเเนวของนิทาน อาจจะไม่ใช่หลักฐานที่เเน่ชัด เเต่ก็พยายามที่จะเล่าสืบทอดให้ลูกหลานได้รู้ ถึงความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ และวัฒนธรรมของตัวเอง เล่ากันตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าสร้างโลก พระองค์ได้สร้างมนุษย์ คู่แรก คือ อดัม กับเอวา ทั้งสองคนได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสวน (เอเดน) ที่พระองค์ได้สร้างไว้ ทั้งสองได้ทำ ผิดกฎ ของสวรรค์ จึงถูกเนรเทศลงมาใช้กรรมอยู่ในโลกจนกระทั่งมีลูกหลานสืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้
              
   ที่ตั้งของชนเผ่ากะเหรี่ยง ตั้งอยู่ที่ภูเขา "ทอทีปล่อก่อ" มีผู้เฒ่า "เทาะแมป่า" เป็นหัวหน้า หมู่บ้านสืบเชื่อสายมาจนลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง เมื่อที่ทำกินไม่พอเทาะแมป่าจึงพาลูกหลานอพยพย้ายถิ่นฐาน ระหว่างการเดินทางว่ากันว่าเทาะแมป่าเดินเร็วมากลูกหลานพากันหยุดพัก เทาะแมป่าไม่สนใจลูกหลาน พยายามที่จะเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนมาหยุดตามที่ต่างๆ แถบแถวลุ่มน้ำสาละวินบ้าง ลุ่มน้ำอิระวดีบ้าง กระทั้งสืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ จนมาถึงทุกวันนี้มีกะเหรี่ยง อาศัยอยู่กระจัดกระจาย ทั่วไปในเขตพม่า ตลอดจนในเขตภาคเหนือ และตะวันออกของประเทศไทย เอกสารบางชนิดระบุว่าคนกระเหรี่ยงอาศัยอยู่ในตะวันออกเฉียงไต้ของประเทศจีน เมื่อถูกขับไล่หนี ลงมาตั้งหลักในระว่างกลางเขตพม่ากับมอญ ตอนหลังถูกพม่าบีบ ต้องอพยพอยู่บนภูเขา เอกสารบางชิ้นระบุว่าคนกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยล้วนมาจากพม่าทั้งสิ้น เพียงแต่ ไม่มีเอกสารยืนยันว่าเข้ามาอยู่เมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย บ้างก็ว่าในดินแดนล้านนา หรือก่อนโยนกด้วยซ้ำ นั้นหมายถึงการกำเนิดเมืองเชียงใหม่

          การย้ายถิ่นฐาน 


      จากคำบอกกล่าวของ "พือ มูล บุญเป็ง" คนเฒ่า คนแก่ ได้กล่าว เล่าความเป็นมาของกะเหรี่ยงในประเทศไทย พื้นที่หลักที่กะเหรี่ยง (ปกากะญอ) อาศัยอยู่ครั้งเเรกคือ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยยึดอาชีพเกษตรกรรม ในการหาเลี้ยงชีพ ต่อมาในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลไทยได้เปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติประมูล โครงการทำป่าสัมปทาน ณ.ตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย โดยบริษัทที่ชนะการประมูล จะได้กรรมสิทธิ์การทำธุรกิจขนส่งไม้ จากตำบล แม่ยาว ออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้น บริษัทจากประเทศฝรั่งเศส หรือที่ชาวกระเหรี่ยงเรียกกันว่า บริษัท "ห้าง โบ๋ เบ๋" ได้กรรมสิทธิ์ในการทำธุรกิจสัมปทานในครั้งนั้นไป "พือ มูล บุญเป็ง" เล่าต่อว่าหลังจากที่ "ห้างโบ๋ เบ๋" เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย ปัญหาแรกที่พบคือการสื่อสาร และการทำสัมปทานไม้ในสมัยนั้น จำเป็นต้องมี ช้างควานช้างในการลากไม้ซุง หลังจากเสร็จสัมปทาน กะเหรี่ยง (ปกากะญอ) ส่วนหนึ่งได้ตั้งหลักปักฐานอยู่บ้านน้ำลัด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยเห็นว่าเป็นที่เหมาะแก่การทำการเกษตร ได้ใช้ชีวิตมาจนกระทั่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงทำสงครามกะเหรี่ยงได้ร่วมมือกับทหารไทย โดยใช้ช้างเป็นพาหนะ ในการลำเลียง สิ่งของ เสบียง อาหาร ให้กับทหารไทยในการรบครั้งนั้น หลังสงครามมีชนพื้นเมืองย้ายถิ่นฐานกลับมามากขึ้น ทำให้ที่คับแคบแออัดขัดแย้งที่ทำมาหากิน กะเหรี่ยงส่วนหนึ่งจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง
ข้อมูลจาก http://www.hilltribe.org

   

    ทั้งหมดเป็นประวัติความเป็นมาของปากาญอที่ได้จากเวป http://www.hilltribe.org  ผมเองก็ไม่อาจจะตอบคำถามได้ว่ามาจากที่ไหน แห่งหนใด พ่อ แม่ผม อายุ 60 กว่า มีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านอีก หลายท่าน ก็ยืนยันว่า อยู่ที่นั้น และอยู่มาหลายขั่วอายุคนแล้ว แต่ผมคิดว่า  ถึงจะมาจากที่ไหนก็ตาม ตอนนี้ อยู่บนฝืนแผ่นดินพ่อหลวง ของปวงชนชาวไทย  เป็นคนไทย คนหนึ่ง มีชื่อในทะเบียนบ้าน มีบัตรประจำตัวแสดงตนเป็นคนไทย ต้องตอบแทนบุณคุณของแผ่นดิน และไม่ลืมตัวเองว่า เป็น ลูกหลาน "ปากาญอ"